บทความโดย มาร์กาเร็ต ดอว์สัน, ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ อินเตอร์เกรตเต็ดโซลูชั่น, เร้ดแฮท

เร้ดแฮท เผยทั่วโลกเตรียมทุ่มงบให้ระบบงานอัตโนมัติ

เร้ดแฮท เผยรายงานผลสำรวจประจำปี Red Hat Global Customer Tech Outlook จากผู้บริหารฝ่ายไอทีในองค์กรต่างๆใน 51 ประเทศทั่วโลกที่เป็นลูกค้า เกี่ยวกับพัฒนาการและความก้าวหน้าในการปรับใช้เทคโนโลยีภายในองค์กร และทิศทางการใช้เทคโนโลยีในปี 2562

พบว่า กลยุทธ์การนำเทคโนโลยีมาใช้ การแสวงหาเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ ตลอดจนการจัดสรรงบประมาณ เป็นภารกิจสำคัญด้านเทคโนโลยีในปี 2562 ที่ยังมีความท้าทายอยู่มาก

ประเด็นที่น่าสนใจ

ระบบรักษาความปลอดภัยยังคงมีความสำคัญต่อทุกประเด็นคำถามและทุกแง่มุมทางด้านเทคโนโลยี แม้การปรับปรุงการดำเนินงานโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) เป็นสิ่งที่ “ต้องทำ”

แต่ยังคงเป็นงานที่ยากลำบาก แม้เทคโนโลยีคลาวด์และคอนเทนเนอร์จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับกลยุทธ์และความปลอดภัย

องค์กรทั่วโลกมีแผนที่จะปรับมาใช้เทคโนโลยีคลาวด์และคอนเทนเนอร์ แต่โครงสร้างพื้นฐานเวอร์ชวลไลซ์แบบเดิมๆ ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ ทั้งสำหรับเวิร์กโหลดใหม่ๆ และเวิร์กโหลดที่มีอยู่

และสุดท้ายแล้ว ดูเหมือนว่าองค์กรต่างๆ จำเป็นที่จะต้องกำหนดมาตรฐานให้กับระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ Linux บนสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งแบบเก่า แบบใช้คอนเทนเนอร์ และแบบคลาวด์เนทีฟ

ระบบงานอัตโนมัติ คลาวด์ และระบบรักษาความปลอดภัย
ได้รับงบประมาณไอทีสูงสุดเป็นปีที่สองติดต่อกัน

เทคโนโลยีที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณด้านไอทีมากที่สุดขององค์กรต่างๆ ในช่วงปี 2562 ก็คือ ระบบงานอัตโนมัติที่ใช้ในการดำเนินการด้านไอที โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และระบบรักษาความปลอดภัยตามลำดับ เทคโนโลยีทั้งสามนี้ครอง 3 อันดับสูงสุดเมื่อปีที่แล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ระบบงานอัตโนมัติเลื่อนขึ้นจากอันดับ 3 เมื่อปีที่แล้ว เป็นอันดับ 1 ในปีนี้ โดย 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าเป็นหนึ่งในสามเทคโนโลยีที่ได้รับงบประมาณสูงสุด เปรียบเทียบกับ 36% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความพยายามเพิ่มมากขึ้นที่จะลดการทำงานด้านไอทีที่ใช้บุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการที่ Red Hat Ansible ได้รับความสนใจและมีความต้องการมากขึ้นในตลาด Red Hat Ansible เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านระบบงานอัตโนมัติของ ขณะที่คลาวด์และระบบรักษาความปลอดภัยมีเปอร์เซ็นต์ลดลงเล็กน้อยจากตัวเลขในปี 2561 แต่ก็ยังมีความสำคัญทิ้งห่างเทคโนโลยีอื่นๆ

เร้ดแฮท
เทคโนโลยีที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด

เทคโนโลยีที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นอันดับที่ 4 และ 5 ในปีนี้ได้แก่ การปรับปรุงประสิทธิภาพหรือการปรับปรุงระบบไอทีรุ่นเก่า/ที่มีอยู่ให้ทันสมัย และการบูรณาการระบบภายในองค์กร ทั้งนี้ ลูกค้าให้ความเห็นว่าการบูรณาการระบบมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีความต้องการทางธุรกิจในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลและแอปพลิเคชั่นเพิ่มขึ้น

สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบไอที องค์กรต่างๆ ยังคงพยายามที่จะย้ายการลงทุนจากเทคโนโลยีรุ่นเก่าไปสู่นวัตกรรมต่างๆ แต่สำหรับองค์กรส่วนใหญ่แล้ว 50 ถึง 60% ของงบประมาณด้านไอทีจะยังคงถูกใช้ไปกับเทคโนโลยีที่มีอยู่

ตัวเลขด้านการลงทุนในระบบเก่าในปีนี้เมื่อเทียบกับระบบรุ่นใหม่ดูเหมือนว่าจะอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งเร้ดแฮทมองว่าอาจเป็นแนวโน้มที่ดี หรือบางทีเราอาจกำลังก้าวเข้าสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า “ความท้าทายในการใช้สองระบบควบคู่กัน”

เร้ดแฮท
Investment is Shifting Towards Innovation
เร้ดแฮท คาดการณ์ที่สำคัญในปี 2562

การปรับปรุงการดำเนินงานโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล: กำลังดำเนินการแต่ประสบความยากลำบาก

จากผลการสำรวจ บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการดำเนินงาน โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation – DX) ทั้งนี้ ผลการสำรวจก่อนหน้านี้ระบุว่า 19% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามมีแผนที่จะปรับใช้โมเดลธุรกิจแบบใหม่ หรือปรับใช้ผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลใหม่ๆ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และผลการสำรวจของปีนี้ชี้ให้เห็นว่าตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า (35%) โดยธุรกิจบริการด้านการเงินเป็นผู้นำในเรื่องนี้

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่เร้ดแฮทได้เห็นและได้รับฟังจากลูกค้าทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางด้านดิจิทัล (Digital Disruption) จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่คำถามก็คือจะเกิดขึ้นเมื่อไรและมีขอบเขตมากแค่ไหน องค์กรต่างๆ ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการใช้งานแอปพลิเคชั่นและสร้างประสบการณ์การใช้งานแบบดิจิทัล เพื่อสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่ไม่มีแผนที่จะดำเนินโครงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลลดลงถึงครึ่งหนึ่งจาก 32% เหลือเพียง 14% ในกรณีนี้ กลยุทธ์ “ทำเป็นไม่รู้ไม่สนใจ” ไม่สามารถใช้ได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี การพัฒนาและดำเนินกลยุทธ์ DX ที่ชัดเจนเป็นเรื่องยาก ผลการสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า หนึ่งในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงพัฒนากลยุทธ์ DX นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการเพิ่มตำแหน่งงานใหม่ซึ่งโดยปกติแล้วจะขึ้นตรงต่อประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย สารสนเทศ (CIO)

โดยตำแหน่งดังกล่าวมักจะใช้ชื่อว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับใช้โซลูชั่นดิจิทัล ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวปรากฏให้เห็นทั้งในองค์กรภาครัฐและเอกชน

เร้ดแฮท
More Digital Transformation Initiatives In Progress
โครงสร้างพื้นฐานขององค์กรยังคงใช้ระบบเวอร์ชวลไลเซชั่น

แม้ว่าบริษัทต่างๆ คาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากระบบคลาวด์ แต่ระบบเวอร์ชวลไลเซชั่นก็ยังคงเป็น โครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการใช้งานมากที่สุดกับเวิร์กโหลดที่มีอยู่ รวมถึงการติดตั้งแอปพลิเคชั่นใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ต้องการใช้เวอร์ชวลไลเซชั่นในลักษณะเดิมๆ

หากแต่ต้องการให้เป็นในรูปแบบของระบบคลาวด์ที่ทำงานได้ด้วยตนเอง (Self-service Cloud) โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 51% ระบุว่าเวอร์ชวลไลเซชั่นเป็นเทคโนโลยีอันดับหนึ่งที่พวกเขาต้องการที่จะนำเสนอในรูปแบบของบริการ

องค์กรจำนวนมากที่ตอบแบบสอบถาม มีไฮเปอร์ไวเซอร์หลายเครื่องอยู่ในสภาพแวดล้อมขององค์กร และไม่มีแผนที่จะซื้อไฮเปอร์ไวเซอร์ในช่วงสองสามปีข้างหน้า ทั้งนี้การสำรวจพบว่าลูกค้าต้องการลดค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมแบบเวอร์ชวลไลซ์ แต่ปัจจุบันลูกค้ากำลังใช้ไฮเปอร์ไวเซอร์ที่แตกต่างกัน กับเวิร์กโหลดหรือสภาพแวดล้อมที่แไม่สอดคล้องกัน

เร้ดแฮท คาดว่าองค์กรจะเริ่มต้นผนวกรวมระบบต่างๆ เพราะจำเป็นต้องมีการใช้ระบบเวอร์ชวลไลเซชั่นเพื่อให้ครอบคลุมสภาพแวดล้อมทั้งหมด ตั้งแต่ระบบที่ติดตั้งภายในองค์กรไปจนถึงระบบมัลติคลาวด์สาธารณะ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับระบบปฏิบัติการ

ระบบปฏิบัติการ: การเลือกระบบมาตรฐาน

ลูกค้าของเราต้องการที่จะลดจำนวนระบบปฏิบัติการ (OS) ที่จะต้องจัดการในปัจจุบัน โดย 15% ของลูกค้าที่ตอบแบบสอบถามมีระบบปฏิบัติการ 10 ระบบขึ้นไปในโครงสร้างพื้นฐานไอทีในปัจจุบัน แต่ตัวเลขดังกล่าวลดเหลือ 13% เมื่อสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ในอีกสองปีข้างหน้า

มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 3% ที่ระบุว่าองค์กรของตนมีระบบปฏิบัติการเพียงระบบเดียวในโครงสร้างพื้นฐานไอทีในปัจจุบัน และ 4% คาดหวังว่าจะมี OS เดียวภายในสองปีข้างหน้า องค์กรส่วนใหญ่มี OS สองหรือสามระบบอยู่ในโครงสร้างพื้นฐาน โดยสัดส่วนอยู่ที่ 33% ในปัจจุบัน และ 38% คาดว่าจะมี OS สองหรือสามระบบภายในปี 2563

แนวโน้มที่พบจากการสำรวจคือ ลูกค้ากำลังมองหา OS หนึ่งเดียวที่สามารถรองรับสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกัน โดยครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ไปจนถึงระบบคลาวด์ภายในองค์กร และระบบคลาวด์สาธารณะหลายระบบ ส่วนหนึ่งของการพัฒนาในส่วนนี้อาจเป็นเพียงแค่การติดตั้ง OS เวอร์ชั่นใหม่ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรต่างๆ ลดความยุ่งยากซับซ้อนและค่าใช้จ่าย เมื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบไฮบริดคลาวด์

กลยุทธ์ด้านคลาวด์: โลกของระบบไฮบริด

เราพบว่ามีบริษัทเพียง 6% เท่านั้นที่มีกลยุทธ์คลาวด์สาธารณะแบบล้วนๆ และกว่า 20% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงอยู่ระหว่างการกำหนดกลยุทธ์ด้านคลาวด์ ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การพัฒนาและดำเนินกลยุทธ์ด้านคลาวด์ที่ชัดเจนนับเป็นเรื่องยาก

และเนื่องจากมีเทคโนโลยีและความท้าทายใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดในแต่ละวัน องค์กรต่างๆ จึงต้องพยายามที่จะก้าวตามให้ทัน องค์กรส่วนใหญ่กำลังดำเนินกลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์ โดยมีการใช้งานระบบคลาวด์ภายในองค์กรและระบบ
คลาวด์สาธารณะร่วมกันและแยกออกจากกัน โดยขึ้นอยู่กับเวิร์กโหลด

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ 30% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีกลยุทธ์ด้านไฮบริดคลาวด์ โดยในปัจจุบัน 45% ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้แพลตฟอร์มคลาวด์สองแพลตฟอร์มขึ้นไป และ 65% มีแผนที่จะใช้สองแพลตฟอร์มขึ้นไปภายใน 12 ถึง 24 เดือนข้างหน้า

และมีเพียง 11% เท่านั้นที่ไม่มีแผนที่จะใช้แพลตฟอร์มคลาวด์ภายในสองปีข้างหน้า นอกจากนั้น 7% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีแผนที่จะใช้แพลตฟอร์มคลาวด์ห้าแพลตฟอร์มขึ้นไปภายในสองปีข้างหน้า ทั้งนี้ เราคาดว่าในช่วงหลายปีข้างหน้า เราจะก้าวเข้าสู่โลกของมัลติคลาวด์แบบไฮบริด

ตลอดช่วงระยะเวลากว่าห้าปีที่ผ่านมา เร้ดแฮทได้นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านไฮบริดคลาวด์แบบเปิด (Open Hybrid Cloud) ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ามีความคล่องตัวมากขึ้น เกิดการใช้งานร่วมกัน และการเคลื่อนย้ายเวิร์กโหลดบนสภาพแวดล้อมไอทีทั้งหมด ตั้งแต่ระบบแบบฟิสิคอลไปจนถึงระบบคลาวด์สาธารณะ

คอนเทนเนอร์: กำลังดำเนินการโดยคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยสูงสุด

การปรับใช้เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ (Container) ไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่บริษัทต่างๆ ก็เริ่มที่จะเร่งการดำเนินการให้เร็วขึ้นกว่าเดิม จากการสำรวจ เราพบว่าการใช้งานคอนเทนเนอร์มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น 89% ภายในช่วง 2 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ บริษัทต่างๆ มองเห็นคุณค่าของเทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ และกำลังดำเนินการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ปัญหาสำคัญที่สุดเกี่ยวข้องกับความกังวลใจเรื่องความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งาน

นอกจากนั้น ผู้บริหารฝ่ายไอทีจำนวนมากยังขาดความรู้เรื่องคอนเทนเนอร์ ผู้ตอบแบบสอบถามราวครึ่งหนึ่งระบุว่าตนเองไม่แน่ใจว่าคอนเทนเนอร์มีความปลอดภัยหรือไม่ และมีเพียง 42% ที่ระบุว่าคอนเทนเนอร์ติดตั้งได้ง่าย

ความสับสนนี้น่าจะมาจากผู้จำหน่ายเทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ รวมถึงตลาดโดยรวม กล่าวคือ ผู้จำหน่ายบางรายอาจทำให้คุณเชื่อว่าคอนเทนเนอร์ทั้งหมดมีลักษณะเหมือนๆ กัน และคอนเทนเนอร์ทั้งหมดมีความปลอดภัย

มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เร้ดแฮทนำเสนอแพลตฟอร์มคอนเทนเนอร์บน Red Hat Enterprise Linux เพราะเรามีประสบการณ์ที่ยาวนานหลายปีในการสร้างเทคโนโลยีบน OS โดยคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย เช่นเดียวกับ OS ของเรา คอนเทนเนอร์จะต้องมีเสถียรภาพและไว้ใจได้ สำหรับการติดตั้งภายในองค์กร

นอกจากนี้ ลูกค้ายังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพเช่นกัน แม้ว่าผลการทดสอบส่วนใหญ่ชี้ว่าคอนเทนเนอร์มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Bare Metal ในระดับที่มากกว่าเวอร์ชวลแมชชีน (Virtual Machine – VM) แต่ผู้ตอบแบบสอบถาม 45% กลับระบุว่าพวกเขาไม่แน่ใจว่าคอนเทนเนอร์มีประสิทธิภาพดีกว่า VM หรือไม่ และ 12% ตอบว่าคอนเทนเนอร์ทำงานได้ช้ากว่า VM

อย่างไรก็ดี ความน่าสนใจและคุณประโยชน์ของคอนเทนเนอร์ช่วยกระตุ้นการใช้งานคอนเทนเนอร์เพิ่มมากขึ้น โดย 57% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขากำลังใช้งานคอนเทนเนอร์อยู่ในปัจจุบัน และส่วนใหญ่เป็นคอนเทนเนอร์ Linux

ขณะที่ 75% คาดว่าจะใช้คอนเทนเนอร์ภายในอีกสองปีข้างหน้า และมีเพียง 19% เท่านั้นที่ใช้ทั้งคอนเทนเนอร์ Windows และ Linux แต่ 36% คาดว่าจะใช้งานคอนเทนเนอร์ทั้งสองภายในอีกสองปีข้างหน้า

ดังนั้นเราจึงเห็นว่าองค์กรส่วนใหญ่ใช้คอนเทนเนอร์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีเวิร์กโหลดมากแค่ไหนที่ถูกทำให้เป็นแบบคอนเทนเนอร์? จากผลสำรวจพบว่าปัจจุบันมีองค์กร 37% ที่รันเวิร์กโหลด 10% (หรือน้อยกว่า) ในคอนเทนเนอร์ ขณะที่ 38% ไม่ได้ใช้คอนเทนเนอร์เลย แต่ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือ 26% เมื่อสอบถามถึงแผนการในช่วงสองปีข้างหน้า

มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 13% ที่ระบุว่ากำลังใช้คอนเทนเนอร์กับเวิร์กโหลดอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในปัจจุบัน แต่ตัวเลขดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปในกรอบเวลาสองปี กล่าวคือ 28% ระบุว่าพวกเขาจะรันเวิร์กโหลดอย่างน้อย 50% ในคอนเทนเนอร์ และ 47% มีแผนที่จะรันเวิร์กโหลดไม่เกิน 49% ในคอนเทนเนอร์

เร้ดแฮท
Linux Container Workloads Expected to Increase Over Next 2 Years
เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ควรจับตามองในปี 2562

เร้ดแฮทจับตามองเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นเดียวกับลูกค้า เมื่อถามว่าลูกค้ามีแผนที่จะลงทุนในเทคโนโลยีอะไรในช่วงปี 2562 ลูกค้าตอบว่าเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) คอนเทนเนอร์ (Container), เอดจ์คอมพิวติ้ง (Edge Computing) หรือฟ็อกคอมพิวติ้ง (Fog Computing) และเครื่องมือที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับนักพัฒนา (ตามลำดับ)

แล้วองค์กรต่างๆ สนใจเทคโนโลยีบล็อกเชนมากน้อยเพียงใด? จากการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้า 86% ระบุว่าตนเองจะพิจารณาการใช้จ่ายงบประมาณกับเทคโนโลยีบล็อกเชนในช่วงปี 2562

ขณะที่ 82% จะพิจารณาการใช้จ่ายในส่วนของเอดจ์คอมพิวติ้งหรือฟ็อกคอมพิวติ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและบริการด้านการเงิน นอกจากนี้ 57% มีแผนที่จะลงทุนในเครื่องมือใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับนักพัฒนา

กล่าวโดยสรุปก็คือ ทุกอย่างเป็นเรื่องของความปลอดภัย การกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึก และการพัฒนาแอปพลิเคชั่นใหม่ๆ

การรักษาความปลอดภัย: ผู้บริหารฝ่ายไอทีอยากให้บริษัทเทคโนโลยีมีความชำนาญในเรื่องนี้

เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมา มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหาเรื่องความปลอดภัยและข้อมูลรั่วไหลมากมายหลายกรณี ดังนั้นเราจึงได้เพิ่มเติมคำถามเพื่อสำรวจว่าผู้บริหารฝ่ายไอทีคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการรักษาความปลอดภัยในกรณีที่ต้องตัดสินใจเลือกผู้ขายและพันธมิตร จากผลการสำรวจนี้และงานวิจัยอื่นๆ

เราพอจะสรุปได้ว่า ความปลอดภัยมีความสำคัญสูงสุดทั้งในแง่ของภารกิจ ความท้าทาย ความต้องการด้านการลงทุน ฯลฯ แต่ในการตัดสินใจเลือกบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยี องค์กรได้พิจารณาความสามารถของบริษัทดังกล่าวในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานและสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชั่น ใช่หรือไม่? และคำตอบก็คือ ใช่

องค์กรต่างๆ พิจารณาว่าความรวดเร็วของผู้ให้บริการเทคโนโลยีในการตอบสนองโดยรวมต่อช่องโหว่ด้านความปลอดภัย “มีความสำคัญมากที่สุด” ในสัดส่วน 64% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ขณะที่ 30% ระบุว่า “มีความสำคัญอย่างมาก” และมีเพียง 2% เท่านั้นที่มองว่า “ไม่มีความสำคัญ”

นอกจากนี้ ความปลอดภัยยังเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกผู้ขายแพลตฟอร์มคอนเทนเนอร์ โดย 85% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าความปลอดภัยของคอนเทนเนอร์มีความสำคัญมากที่สุดหรือมีความสำคัญอย่างมากต่อการเลือกผู้ขาย

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นเกี่ยวกับคอนเทนเนอร์ การทำให้เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สมีความปลอดภัยมากขึ้น เปี่ยมด้วยเสถียรภาพ และรองรับการใช้งานร่วมกัน คือหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของเร้ดแฮทมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นระบบปิดหรือระบบโอเพ่นซอร์ส เราไม่อาจละเลยหรือมองข้ามประเด็นเรื่องความปลอดภัย

และในส่วนนี้เองที่ผู้ขายจะต้องทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสถานะความปลอดภัยที่ครอบคลุมสถาปัตยกรรมและการดำเนินการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะมีความสำคัญมากขึ้น (และยากลำบากมากกว่าเดิม) เนื่องจากข้อมูลมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แฮ็กเกอร์และอาชญากรทางคอมพิวเตอร์ก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความเชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

เร้ดแฮท
Choosing a Container Platform Vendor? Security Is Critical

ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดแยกตามอุตสาหกรรม โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดมาจากอุตสาหกรรมบริการด้านการเงิน (19.4%), เทคโนโลยี (15.3%), สถาบันการศึกษา (13.3%) และภาครัฐ (11.2%) ส่วนที่เหลือ 40.8% ประกอบด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งหมด

โดยเกือบครึ่งหนึ่ง (45.5%) เป็นลูกค้าในทวีปอเมริกาเหนือ ขณะที่ 26.7% มาจากเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) และ 25.7% มาจากยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา (EMEA) ผู้ดูแลระบบคิดเป็นสัดส่วน 32% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ขณะที่ 26% เป็นสถาปนิกด้านไอที รองลงมาคือผู้จัดการ (16%) และผู้อำนวยการ (9%)

องค์กรต่างๆ มีรายได้ที่กระจายตัวเป็นอย่างดี โดย 22% มาจากบริษัทที่มีรายได้น้อยกว่า 10 ล้านดอลลาร์ต่อปี, 24% มาจากบริษัทที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านดอลลาร์, 23% จากบริษัทที่มีรายได้อยู่ในช่วง 100 ล้านดอลลาร์ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ และ 17% มีรายได้มากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์

บทสรุป: ปี 2562 จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

โดยเมื่อพิจารณาข้อมูลจากผลการสำรวจและจากการพูดคุยกับลูกค้าในช่วงปีที่ผ่านมา เร้ดแฮทสรุปได้ว่าในปี 2562 จะมีจุดเปลี่ยนสำคัญด้านเทคโนโลยีต่อไปนี้:

การสรรหาผู้บริหารฝ่ายดิจิทัลจะไม่ใช่หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ (CIO) เพียงลำพัง แต่ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (CEO) และคณะกรรมการบริหารจะให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้เช่นกัน และจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดกลยุทธ์และแนวทางการลงทุนที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญ

คอนเทนเนอร์จะได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้นในทุกองค์กร โดยเป็นผลมาจากความต้องการของนักพัฒนาและความจำเป็นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างรวดเร็วมากขึ้น

กลยุทธ์ที่แยกออกจากกันในเรื่องของระบบที่ติดตั้งในองค์กรและระบบคลาวด์สาธารณะจะถูกผสานรวมเข้าด้วยกัน เนื่องจากองค์กรมีเป้าหมายที่จะพัฒนาไปสู่สถาปัตยกรรมไฮบริดคลาวด์แบบครบวงจรอย่างแท้จริง

ขณะที่การรักษาความปลอดภัยคือปัจจัยสำคัญที่ชี้วัด “การอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด” ทั้งสำหรับองค์กรและผู้จัดการโซลูชั่นไอที

หมายเหตุ: ตัวเลขอาจรวมแล้วไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีการปัดเศษ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

รายงานฉบับเต็ม

2019 ปีแห่งระบบนิเวศดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

เมื่อถึงช่วงเวลาที่โลกเดินทางรอบดวงอาทิตย์จนครบไปอีกหนึ่งรอบ พร้อมกับที่ปี 2018 ได้ปิดลงอย่างสมบูรณ์ ถึงเวลาที่เราต้องมองไกลไปข้างหน้าพร้อมคำนึงถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2019 อันเป็นช่วงที่เรากำลังเดินเข้าใกล้ทศวรรษหน้าแห่งนวัตกรรมที่จะนำพาเราไปยังปี 2030

ซึ่งปีที่ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ได้คาดการณ์ถึงสิ่งที่จะได้รับจากการก้าวเข้าสู่ ยุคถัดไปของความร่วมมือระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรกล ยุคที่เราจะดื่มด่ำไปกับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น (smart living) การทำงานอย่างชาญฉลาด (intelligent work) ตลอดจนถึงระบบเศรษฐกิจที่ลื่นไหล

ในปีที่แล้ว เราได้คาดการณ์แนวโน้มบางอย่างไว้อย่างชัดเจน ซึ่งการคาดการณ์บางส่วนสามารถเห็นผลได้เร็วกว่าอื่นๆ เล็กน้อย แต่ยังมีอีกหลายส่วน อาทิ เรื่องของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) แมชชีน เลิร์นนิ่ง

ตลอดจนระบบอัตโนมัติ (autonomous systems) ที่ยังคงมีการพัฒนาให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นผลมาจากการที่องค์กรธุรกิจต่างลงมือสร้างโครงสร้างหลักดิจิทัล (digital backbone) เพื่อรองรับเทคโนโลยีเหล่านี้นั่นเอง

แล้วอะไรคือแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นทั่วทั้งโลกในปี 2019 นี้? ต่อไปนี้คือการคาดการณ์หลักๆ ของเราสำหรับปี 2019 ปีที่ทั้งโลกก้าวสู่ระบบนิเวศดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

เราจะทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างดื่มด่ำสมจริงยิ่งกว่าที่เคย

สำหรับแนวโน้มที่เกิดขึ้นในระดับโลก ผู้ช่วยเสมือนจริงยังคงมีให้เห็นกันแพร่หลายในเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภค ทั้งเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม “ธิงค์ หรือสรรพสิ่งต่างๆ” ไปจนถึงยานยนต์ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต

โดยอุปกรณ์ทั้งหมดเหล่านี้จะเรียนรู้ความชื่นชอบของคุณ เพื่อนำเสนอเนื้อหา และข้อมูลในเชิงรุกให้กับคุณโดยอิงตามการปฏิสัมพันธ์ที่มีมาก่อนหน้านั้น และเรายังจะได้เห็นความฉลาดของเครื่องจักรผสานรวมเข้ากับระบบ ที่รวมสภาพแวดล้อมจริงเข้ากับวัตถุเสมือน หรือ augmented reality (AR) และระบบจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง หรือ virtual reality (VR) ภายในบ้าน

เพื่อสร้างประสบการณ์ดื่มด่ำเสมือนจริง ประหนึ่งมีผู้ช่วยเชฟในโลกเสมือนที่จะคอยสร้างสรรค์อาหารมื้อง่ายๆ สำหรับครอบครัว และคุณเองก็สามารถที่จะเชื่อมต่อกับระบบดูแลสุขภาพส่วนตัวด้วยอุปกรณ์ติดตามสุขภาพที่ฉลาดล้ำยิ่งขึ้น

ซึ่งเป็นระบบที่สามารถจับข้อมูลเกี่ยวกับร่างกาย เช่นอัตราผันแปรของการเต้นของหัวใจ รูปแบบการนอน และอีกมากมาย เพื่อที่คุณสามารถจะแชร์ข้อมูลเหล่านี้ให้โรงพยาบาลต่างๆ ดูเพื่อการดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ความชาญฉลาดที่เสมือนจริงจะยังคงตามเราไปจนถึงที่ทำงานเช่นกัน ทั้งพีซี และอุปกรณ์ที่เราใช้อยู่ทุกวันจะเรียนรู้จากอุปลักษณะนิสัยของเราและเตรียมแอปฯ และบริการที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรียกใช้ได้ทันที ความก้าวหน้าในการประมวลผลทางภาษา (Natural Language Processing)

และเทคโนโลยีสั่งการด้วยเสียง (Voice Technologies) จะสร้างบทสนทนาเพื่อช่วยให้สื่อสารกับจักรกลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในขณะที่ระบบออโตเมชัน และระบบหุ่นยนต์จะสร้างความร่วมมือกับเทคโนโลยีเพื่อทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างลื่นไหลและรวดเร็วยิ่งขึ้น

และด้วยแอปพลิเคชันที่ให้การใช้งานเสมือนจริงทั้ง AR และ VR ช่วยสร้างประสบการณ์เสมือนจริงทั้งในและนอกสถานที่ เพียงแค่ผู้ใช้ต้องเข้าถึงข้อมูลที่จะต้องใช้ในการทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ

เหมืองทองของข้อมูลจะจุดประกายให้เกิด “การตื่นทอง” ในการลงทุนด้านเทคโนโลยียุคถัดไป

หลายองค์กรเก็บข้อมูลบิ๊กดาต้ามาเป็นเวลาหลายปี ในความเป็นจริง มีการคาดการณ์ไว้ว่าภายในปี 2020 ข้อมูลจะมีปริมาณสูงถึง 44 ล้านล้านกิกะไบต์ หรือ 44 เซตตะไบต์ ซึ่งเป็นข้อมูลจำนวนมหาศาล ในไม่ช้าองค์กรธุรกิจต่างๆก็จะเริ่มนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ได้ในที่สุดเมื่อการปฏิรูปสู่ดิจิทัลเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

และเมื่อสามารถสร้างคุณค่าจากข้อมูลได้มากขึ้น การมีมุมมองเชิงลึกก็จะช่วยขับเคลื่อนไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ และทำให้กระบวนการทางธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะมีการลงทุนในภาคเทคโนโลยีมากขึ้น

องค์กรสตาร์ทอัพรายใหม่ๆ จะเกิดขึ้นมาเพื่อรับมือกับความท้าทายที่ใหญ่ขึ้น ในการทำให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นจริงขึ้นมาได้ ทั้งการบริหารจัดการข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลรวมซึ่งจะให้มุมมองเชิงลึกที่มาจากระบบเสมือน

5G จะช่วยให้เราใช้ชีวิตบนเอดจ์ได้ดีขึ้น

อุปกรณ์ชิ้นแรกๆ ที่รองรับ 5G จะออกสู่ตลาดช่วงปีหน้า มาพร้อมความสามารถในการรองรับเครือข่ายรุ่นถัดไป ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของเกมการแข่งขันด้านข้อมูลอย่างสิ้นเชิงทั้งในเรื่องของความเร็ว และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล

ซึ่งเครือข่ายที่ให้แบนด์วิดธ์สูง ความหน่วงต่ำ ช่วยให้เชื่อมต่อสิ่งต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ และระบบงานต่างๆ นอกจากนี้ยังอัดแน่นไปด้วยปัญญาประดิษฐ์ แมชชีน เลิร์นนิ่ง และระบบประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้นที่ปลายทาง อันเป็นจุดที่ข้อมูลทั้งหลายถูกสร้างขึ้น

อีกไม่นานเกินรอ เราจะเริ่มเห็น ไมโคร-ฮับ (micro-hubs) เรียงรายอยู่ตามถนน หรือไม่อย่างนั้นคุณอาจจะได้เห็น ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก (mini datacenters) ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสใหม่ๆ สำหรับการสร้างข้อมูลเชิงลึกในแบบเรียลไทม์ ให้เกิดขึ้นได้จากจุดที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม

นอกจากนี้ เมืองต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และเล็กจะสามารถเชื่อมต่อเข้าหากันได้มากกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งจะเป็นการปูทางไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ พร้อมระบบโครงสร้างดิจิทัลที่เราคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตและขยายตัวในปี 2030

ซึ่งนี่จะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าเกมการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมทางด้านสุขภาพ หรือเฮลธ์แคร์ หรืออุตสาหกรรมการผลิต ที่ทั้งดาต้าและข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นจะถูกประมวลผลและวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วในแบบเรียลไทม์ เมื่อเทียบกับการส่งข้อมูลข้ามผ่านคลาวด์ไปมา โดยรูปแบบนี้สามารถช่วยให้แชร์ข้อมูลกับผู้ที่ต้องการได้ในทันที

การคาดการณ์ด้านข้อมูลจะเรียกร้องการใช้งานคลาวด์ที่มากขึ้น

ปีที่ผ่านมา เราคาดการณ์ถึงการมาของเมกะ คลาวด์ (Mega Cloud) ซึ่งเป็นการนำคลาวด์หลากหลายรูปแบบมาทำงานงานร่วมกันเพื่อสร้างรูปแบบการดำเนินงานที่ทรงพลังเนื่องจากนโยบายด้านไอทีต้องการการทำงานของทั้งไพรเวท คลาวด์ และพับบลิค คลาวด์ร่วมกัน

จนกระทั่งถึงตอนนี้ ประเด็นการโต้เถียงที่เปรียบเทียบพับบลิค คลาวด์ กับไพรเวท คลาวด์ เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากองค์กรธุรกิจเข้าใจดีว่าพวกเขาจำเป็นต้องบริหารจัดการประเภทของข้อมูลทั้งหมดที่แตกต่างกัน เพื่อการประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการสำรวจของไอดีซีชี้ให้เห็นว่า

เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ตอบการสำรวจ มีการส่งข้อมูลกลับมาที่ไพรเวท คลาวด์ซึ่งอยู่ในองค์กร และเราคาดว่าแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงการเติบโตของพับบลิค คลาวด์ก็ตาม

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมแบบมัลติ-คลาวด์ ยังช่วยขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติ ตลอดจนการประมวลผลของทั้ง AI และ ML ด้วยความเร็วสูง เนื่องด้วยตัวเทคโนโลยีมอบความสามารถให้กับองค์กรธุรกิจในการจัดการ การเคลื่อนย้ายและการประมวลผลข้อมูลได้ทุกที่และทุกเวลาที่ต้องการ

ในความเป็นจริง เราจะเห็นคลาวด์เกิดขึ้นมากมาย เพราะข้อมูลมีการกระจายตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ ที่พื้นที่ปลายทางภายในสภาพแวดล้อมของยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือภายในโรงงานอัจฉริยะ (smart factories) ไปจนกระทั่งถึงในแอปฯ ที่อยู่บนคลาวด์ ในดาต้าเซ็นเตอร์ภายในองค์กร (on-prem) ที่ได้รับการปกป้อง

เพื่อตอบโจทย์ด้านกฏระเบียบและมาตรฐานด้านความเป็นส่วนตัว และแน่นอน เหล่านี้ยังรวมถึงพับบลิค คลาวด์ สำหรับแอปฯ และบริการหลากหลายที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้

และจากผลการสำรวจ ดัชนีการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ (Dell Technologies Digital Transformation Index (DT Index) สำหรับประเทศไทย มีการระบุอย่างชัดเจนว่า 63 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรธุรกิจในประเทศไทย

มีความตั้งใจที่จะลงทุนเพื่อมุ่งไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานในแบบมัลติ-คลาวด์ ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างขุมพลังและเพิ่มศักยภาพให้กับองค์กรในการปฏิรูปรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (business transformation) อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้ามผ่านยุคมิลเลนเนียลไป กลุ่มคนเจนแซด (Gen Z) จะตบเท้าสู่การทำงาน

ชาวมิลเลนเนียลกำลังเตรียมที่ทางให้กับคนรุ่นถัดไป คือกลุ่มคน Gen Z (คนที่เกิดหลังปี 1995) ซึ่งจะก้าวสู่การทำงานภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้มีคนทำงานที่แตกต่างกันถึง 5 รุ่นด้วยกัน!

ซึ่งนี่จะก่อให้เกิดประสบการณ์ในการใช้ชีวิต และการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันอย่างมาก 98 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มคน Gen Z จะได้ใช้เทคโนโลยีที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาอย่างเป็นทางการ หลายคนเข้าใจพื้นฐานของการเขียนโค้ดซอฟต์แวร์อยู่แล้ว พร้อมกับคาดหวังว่าจะได้ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดเท่านั้นในการสร้างประสบการณ์การทำงานของตน

ชาว Gen Z จะจุดประกายวิวัฒนาการใหม่ให้กับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเพื่อการทำงาน พร้อมกับสร้างโอกาสมากขึ้น ในเรื่องความสามารถด้านเทคโนโลยี และการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะใหม่ๆ ในที่ทำงานจากคนทำงานที่สูงวัยกว่า

โดยเทคโนโลยี AR และ VR จะกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น และช่วยปิดช่องว่างของทักษะที่ต่างกันระหว่างคนทำงานต่างรุ่น ในขณะที่ช่วยให้ชาวเจนแซด ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลในเวลารวดเร็วตามที่ต้องการ

สำหรับประเทศไทยเอง ผลการสำรวจ Gen Z Research โดย เดลล์ เทคโนโลยีส์ ระบุว่า 97 เปอร์เซ็นต์ ของชาว Gen Z ในประเทศไทย ต้องการที่จะทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยที่สุด

โดยมากกว่า 4 ใน 10 ให้ความสนใจในการทำงานด้านไอที ที่รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ ที่สำคัญ 64 เปอร์เซ็นต์ของบรรดาผู้เข้าร่วมการสำรวจเชื่อว่ามนุษย์และเครื่องจักรจะทำงานร่วมกันเสมือนเป็นทีมเดียวกัน (Human-Machine Partnership) ในอนาคตอันใกล้

ไม่มีจุดอ่อน หรือสิ่งที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะซัพพลายเชนจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ฉลาดขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ในระดับโลก องค์กรที่เชื่อในเรื่องของข้อได้เปรียบมากมายจากการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน อาจดำเนินรอยตามแนวทางของเรา และเริ่มเร่งออกแบบโมเดลธุรกิจที่ไม่ปล่อยของเสียทิ้งไป ด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ด้านรีไซเคิล พร้อมวิธีปฏิบัติในแบบ closed loop มาใช้

ซึ่งในเรื่องนี้ เดลล์ ได้แชร์ต้นแบบในการเปลี่ยนพลาสติกในมหาสมุทรให้กลายเป็นบรรจุภัณฑ์แบบรีไซเคิล และเปลี่ยนเขม่าจากไอเสียของน้ำมันดีเซล ให้กลายเป็นหมึกสำหรับการพิมพ์บนกล่อง

เราจะมองเห็นความก้าวหน้าด้านซัพพลายเชนที่สามารถติดตามผลได้ ด้วยการวิเคราะห์ และควบคุมเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อระบุโอกาสที่แม่นยำในการแก้ไขสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง บล็อกเชนจะมีบทบาทสำคัญเช่นกันในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการจัดหาสินค้าหรือบริการ พร้อมกับรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและการบริการควบคู่กันไป

ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะดีไปกว่านี้อีกแล้วในเรื่องของเทคโนโลยี ด้วยนวัตกรรมในยุค 5G ปัญญาประดิษฐ์ และแมชชีน เลิร์นนิ่ง คลาวด์ รวมถึงบล็อกเชนที่เดินหน้าอย่างเต็มสูบ ผมขอเดิมพันว่าเราจะนำข้อมูลจำนวน 44 เซ็ตตะไบต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ในปี 2020

เราจะปลดล็อคขุมพลังของข้อมูลในแบบที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ เพื่อปฏิรูปการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตในทุกวัน ฉะนั้นจงเตรียมพร้อมให้ดี เพราะเรากำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลังเข้าสู่ยุคของข้อมูล และปี 2019 จะเป็นอีกปีที่น่าสนุก

บทความโดย อโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เดลล์ อีเอ็มซี

กองทัพสหรัฐ 3 ปี จัดซื้ออุปกรณ์ไฮเทคเต็มเหนี่ยว

กองทัพสหรัฐ ใช้งบประมาณกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อจัดหาอุปกรณ์ไฮเทคเสริมกองทัพ โดยมีโครงการใหญ่ที่เริ่มต้นสั่งผลิตนับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ทั้งหุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิดขนาดกลาง ภายใต้ชื่อ ‘Centaur’ ยานลำเลียงอัตโนมัติ และหุ่นยนต์เล็กปลดฉนวนระเบิด

วันนี้เรามาดูกันว่า รายละเอียดแต่ละโครงการ มีความทันสมัยกันอย่างไรบ้าง โดยเริ่มตั้งแต่โครงการแรก ที่เริ่มสั่งผลิตไปตั้งแต่ปี 2560 ด้วยงบประมาณกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,200 ล้านบาท กับบริษัท Endeavor Robotic ผู้ผลิต UGVs ขาใหญ่ของโลก

หุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิด ‘Centaur’

โดย ‘Centaur’ เป็นหุ่นยนต์ที่ปรับขนาดและขยายได้ ด้วยรูปแบบที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยมีชื่อเป็นทางการว่า MTRS Inc. II สามารถทำการปลดฉนวนระเบิด การเฝ้าระวังและการลาดตระเวน จากการตรวจจับสารชีวภาพ หรือวัตถุกัมมันตรังสี (CBRN/HazMat) ที่อาจจะเป็นภัยคุกคามได้

กองทัพสหรัฐ
‘Centaur’ (MTRS Inc II)

รองรับการกำหนดค่าภารกิจได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการ สามารถเคลื่อนตัวแบบปีนขึ้นและลงบันได และสำรวจทางเดินที่แคบด้วยประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม

สามารถส่งข้อมูลข้อมูลวิดีโอ เสียงและเซ็นเซอร์แบบเรียลไทม์ระยะไกล ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานยังคงอยู่ในระยะห่างที่ปลอดภัยได้อย่างคล่องตัว

กริปเปอร์หรืออุปกรณ์ต่อพ่วง สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องมืออื่นๆ ได้ในเวลาน้อยกว่า 30 วินาที โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ สำหรับการเปลี่ยน

เคลื่อนที่ได้ในเวลาไม่ถึงห้านาทีก็สามารถเข้าถึงความเร็วได้ มากกว่า 2.5 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถเดินทางได้ทุกสภาพพื้นผิดที่มีสิ่งกีดขวาง ด้วยรูปแบบของล้อสายพานที่ทนทาน รองรับตัวทำลายระเบิดจำนวนมากและเซ็นเซอร์ที่หลากหลายที่จะส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์

‘Centaur’ มีน้ำหนักราว 164 lbs หรือราว 74.4 กิโลกรัม สามารถปฎิบัติงานได้ราว 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง เดินบนทางลาดชันได้ระดับ 30 องศา ข้ามสิ่งกีดขวางได้สูงถึง 6 นิ้ว พร้อมความสามารถในการไต่ความสูงที่ระดับ 43 องศา

ขณะที่โครงการที่ 2 เป็นการว่าจ้างผลิตหุ่นยนต์รเก็บกู้ระเบิดรุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักเบากว่าเดิม สำหรับทหารราบที่ต้องการพกพาอุกรณ์เข้าพื้นที่ได้อย่างสะดวก โดยมีน้ำหนักน้อยกว่า 25 lbs หรือราว 11 กิโลกรัม ด้วยงบประมาณกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้ผลิตจำนวน 3,000 ตัว

Scorpion Robot

Sean Bielat, Endeavor Robotics CEO กล่าวว่า เราได้บรรจุความเชี่ยวชาญที่ผ่านการทดสอบการต่อสู้ของเราทั้งหมด ในการสร้างยานพาหนะไร้คนขับเข้าสู่ระบบใหม่ที่เป็นนวัตกรรมนี้ Scorpion Robot ได้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานเทคโนโลยีอันชาญฉลาด เข้ากับวิศวกรรมที่เหนือชั้นของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ Scorpion Robot มีน้ำหนักเบาและทนทาน พร้อมความสามารถในการเคลื่อนที่และการจัดการขั้นสูง หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ข้ามภูมิประเทศขรุขระปีนบันไดและทำงานในสภาพแวดล้อมที่เปียกหรือจมอยู่ใต้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ใช้งานจะได้รับประโยชน์จากกล้องหลายตัวของหุ่นยนต์ เพื่อรับรู้สถานการณ์ความละเอียดสูงทั้งกลางวันและกลางคืน การออกแบบสถาปัตยกรรมแบบเปิดทำให้ Scorpion สามารถกำหนดค่าได้อย่างรวดเร็ว สำหรับภารกิจ EOD, ทหารราบ, วิศวกรหรือ CBRN

โดยโครงสร้างทั้งหมด ผลิตขึ้นจากวัสดุคอมโพสิตที่มีน้ำหนักเบา สามารถซ่อมแซมหุ่นยนต์ในสนามได้โดยใช้ชิ้นส่วนจากการพิมพ์ 3 มิติในทันที

นอกจากนี้ยังมีโครงการ ยานลำเลียงอัตโนมัติ ที่มีแนวคิดจาก รถถังจักรกลต้นแบบ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ให้สามารถรองรับการลำเลียงแบบไร้คนขับได้โดยที่ไม่ต้องใช้มนุษย์ควบคุม

ซึ่ง Endeavour จะทำงานร่วมกับอีกหนึ่งบริษัท ที่มีประวัติยาวนานในการสร้างยานพาหนะภาคพื้นดินที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพ โดยขณะนี้โครงการระยะที่ 1 ของ RCV (Robotic Combat Vehicle) กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ โดยกองทัพบกทำการทดลองเบื้องต้น และกำลังอยู่ในขั้นตอนการติดอาวุธให้กับ MII3 Endeavour

และ Howe & Howe จะติดตามโครงการระยะที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มในปลายปีหน้าด้วยระบบที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ โดยจะสามารถพัฒนาระบบ RCV ได้มากถึง 7,000 ระบบ

ทั้งนี้ Endeavour Robotics, Inc. เป็นผู้ผลิตระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับยานพาหนะทางบกไร้คนขับ มีการส่งมอบหุ่นยนต์มากกว่า 7,000 ตัวให้กับลูกค้าในกว่า 55 ประเทศ ออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ที่น่าเชื่อถือที่สุดทนทานใช้งานง่ายที่สุด เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินทั่วโลก โดยมีฐานการผลิตในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

endeavor robotics

นายธเนศ อังคศิริสรรพ, ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน เลอโนโว

เลอโนโว ชี้ 4 เทคโนโลยีสำคัญจะเกิดขึ้นในปี 2019

เพราะชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างรอบตัวเราถูกพัฒนาให้มีวิวัฒนาการที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, ชุดอุปกรณ์ภาพและเสียงสำหรับห้องประชุม หรือแม้กระทั่งหลอดไฟ มนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะรับมือและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีรอบตัว ทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน

เพื่อการใช้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเชื่อมต่อกับชีวิตประจำวัน โดยเทคโนโลยีส่วนใหญ่นั้นถูกพัฒนาขึ้นจากความต้องการที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้น ในปี 2019 การเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัด,

การใช้งานระบบออโตเมชั่น และเทคโนโลยีโลกเสมือนจะถูกนำมาใช้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้มนุษย์สามารถปรับตัวกับเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดเหล่านี้และสามารถรับมือกับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล

เทรนด์ที่ 1: Smart spaces เมื่อทุกอย่างรอบตัวเราฉลาดขึ้น และอะไรคือสิ่งที่ขาดหายไป?

สมาร์ท สเปซ (smart spaces) ทั้งในชีวิตจริงและในแบบดิจิทัล คือสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คน อุปกรณ์ และระบบ ทำงานเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสมาร์ท ซิตี้ (smart city), ดิจิทัล เวิร์คสเปซ (digital workspace) หรือสมาร์ท โฮม (smart home) ก็ต่างมีแนวโน้มที่จะหันมาให้ความสำคัญกับการทำงานในระบบนิเวศแบบเชื่อมต่อนี้

แล้วอะไรคือช่องโหว่ จากการศึกษาล่าสุดโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านความพึงพอใจของลูกค้าพบว่า เทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย, ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และตอบโจทย์คือสิ่งที่ผู้ใช้งานมองหา หากเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นไม่ตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ แนวโน้มที่คนจะเลิกใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้บริโภค เทคโนโลยีสำหรับสมาร์ท โฮมจำเป็นต้องช่วยลดความยุ่งยากและลดเวลาในการติดตั้งในอนาคต อุปกรณ์สมาร์ท โฮมจะถูกใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยจะเน้นที่การติดตั้งง่าย มีโซลูชั่นที่เชื่อมต่อกันแบบครบวงจร และสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีแก่ผู้บริโภค อาทิ คอมพิวเตอร์ในบ้านจะมีฟังก์ชั่นอัจฉริยะ

อย่าง การจดจำเสียง (voice recognition) ระบบยืนยันตัวตนด้วยอัตลักษณ์ส่วนบุคคล(biometric authentication), การเชื่อมต่อแบบ always-on หน้าจอแสดงผลแบบอัจฉริยะ(smart display) จะเป็นแบบสัมผัส และมีตัวช่วยในการสั่งงานด้านเสียงเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเชื่อมต่อได้สะดวกยิ่งขึ้น

สำหรับองค์กร การสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานให้แก่พนักงานคือสิ่งสำคัญ โดยนอกเหนือจากเทคโนโลยี, สถานที่ และวัฒนธรรมขององค์กร สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการทำงานร่วมกันของทั้งสามปัจจัยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อดึงดูดพนักงานใหม่และรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้กับองค์กร

ตลอดจนเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มผลกำไร องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความต้องการที่แตกต่างกันของพนักงานในยุคมิลเลเนียล (Millennials) และยุคอื่นๆ รวมถึงสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากที่ทำงานและในด้านความเป็นส่วนตัว ปัจจุบันองค์กรมีการปรับสำนักงานให้พร้อม ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคนิคที่สามารถปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นได้

แต่อย่างไรก็ตามพนักงานยังคงต้องการความรู้สึกสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัว องค์กรสมัยใหม่ที่มองการณ์ไกลเริ่มให้ความสนใจกับแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลง, การเพิ่มความคล่องตัวในการเชื่อมต่อ การจัดสรรพื้นที่ที่ส่งเสริมการทำงานและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน

ไม่ว่าจะเป็นโถงทางเดิน ห้องอาหาร หรือห้องประชุมย่อยที่ต้องเอื้อต่อการทำงานร่วมกันมากขึ้น อาทิ การติดตั้งระบบโซลูชั่นสำหรับห้องประชุมอัจฉริยะ จอแสดงผลแบบอินเตอร์แอคทีฟ และอื่นๆ เมื่อคนในยุคเจเนอเรชั่น ซี ซึ่งมีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีในการทำงาน

สิ่งที่พวกเขามองหาคือสิทธิในการเลือกใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ตนเองคุ้นเคย องค์กรที่จะประสบความสำเร็จในการก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงที่ทำงานสู่ยุคใหม่จะต้องสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายด้วยนโยบายเชิงวัฒนธรรมและสร้างความประทับใจในการช่วยเปลี่ยนสังคมการทำงานสู่รูปแบบใหม่นี้ได้

นอกจากนี้อีกหนึ่งปัจจัยต่อการเปลี่ยนแปลงที่ทำงานสู่ยุคใหม่คืออุปกรณ์ภายในองค์กรต้องสามารถรองรับการเชื่อมต่อเข้ากับโปรแกรมหรือระบบคลาวด์ นอกจากนี้สิ่งที่กำลังเป็นที่นิยมคือ ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติแบบครบวงจร (Smart vending solutions)

ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ไอทีต่างๆตั้งแต่แล็ปท็อปตลอดจนเมาส์ คีย์บอร์ด หรือชุดหูฟังได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งจุดเด่นของโซลูชั่นนี้คือช่วยลดขั้นตอนเอกสารให้กับฝ่ายจัดซื้อและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้พนักงาน

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมาร์ท ออฟฟิตช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มความคล่องตัว ความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มผลผลิตในการทำงาน

เทรนด์ที่ 2: เทคโนโลยีสร้างประโยชน์: IoT, AI และ AR/VR ช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น

อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) ปัญญาประดิษฐิ์ (AI) และเทคโนโลยีเสมือนจริง (AR/VR) เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากหลากหลายอุตสาหกรรมเนื่องจากเทคโนโลยีช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อที่ไร้พรหมแดน ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของออโตเมชั่นแบบเต็มรูปแบบ ช่วยให้การใช้งานผ่านมุมมองโลกเสมือนได้เหมือนจริงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

และในปี 2019 ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวจะถูกพัฒนายิ่งขึ้นกว่าเดิมเพื่อการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมการผลิตไปจนถึงสำหรับสถาบันการศึกษา ร้านค้าปลีก และอีกมากมาย

หากอ้างอิงจากผลวิจัยของ Accenture พบว่า มากกว่า 72% ของผู้บริหารธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ เชื่อว่าโลกเสมือนจริงนั้นจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานทุกอุตสาหกรรมในอีก 5 ปีข้างหน้า

ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสุขภาพ เทคโนโลยี IoT และ และแอพพลิเคชั่นต่างๆที่ถูกพัฒนาด้วย AI จะช่วยเพิ่มความสามารถในการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ ซึ่งการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนามากมายในอนาคตอันใกล้

ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดเวลาในการรอห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล การควบคุมและดูแลบริการด้านสุขภาพจากทางไกล การเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบความพร้อมในการให้บริการของอุปกรณ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)เพื่อลดเวลาทำงานของแพทย์ในการวินิจฉัยก้อนเนื้อ

อ้างอิงจากผลการวิจัยซึ่งจัดทำขึ้นโดย Market Research คาดการณ์ว่าภายในปี 2020 IoT ด้านสุขภาพ จะถูกใช้กันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยคิดเป็นตัวเงินมากถึง 163.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 38% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2015

เทคโนโลยีเสมือนจริง(AR/VR) สามารถนำมาใช้ประโยชน์กับอุตสาหกรรมทางด้านสุขภาพในอนาคตได้เช่นกัน อาทิ การใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง (AR/VR) เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเห็นบรรยากาศภายในของโรงพยาบาลได้ก่อนเข้าไปรับการรักษาเพื่อลดความเครียดและวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียดขั้นตอนต่างๆ

ในขณะเดียวกันเทคโนโลยี VR ยังช่วยรักษาสภาพจิตใจของเด็กๆที่รับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลด้วยความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นเกมหรือการทำกายภาพเพื่อให้พวกเขารู้สึกสนุกสนานและมีกำลังใจในการรักษามากขึ้น

ด้านการศึกษา การนำเทคโนโลยี VR มาใช้ในห้องเรียนนั้น ช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงประสบการณ์ใหม่ๆที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสได้ง่ายขึ้น เช่น นักเรียนสามารถศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ป่าที่มีชีวิตอยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งผ่านการออกไปท่องเที่ยวในโลกเสมือนจริง หรือ ใช้ห้องทดลองในโลกเสมือนจริงเพื่อมีส่วนร่วม หรือศึกษาและอธิบายสัตว์สายพันธ์ใหม่จากรหัสทางพันธุกรรมต่างๆ

และเทคโนโลยีเสมือนจริง(AR/VR) ยิ่งมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อนำมาใช้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย, ทางการเข้าสังคม หรือ ทางการเรียนรู้ โลกเสมือนจริงจากเทคโนโลยี VR จะช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมต่างๆ และเติมเต็มสิ่งที่พวกเขาต้องการ หรือแม้กระทั่งสนามเด็กเล่นในจินตนาการของพวกเขา

นอกจากนี้แล้วเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) ยังมีประโยชน์มาก สำหรับการศึกษาทางไกล เพราะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม โดยครูและนักเรียนสามารถสร้างคอนเทนท์ในรูปแบบ VR ของตนเองและนำมาแบ่งปันซึ่งกันและกัน

อุตสาหกรรมค้าปลีกก็เข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำมาเป็นตัวช่วยสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ดีให้แก่ผู้บริโภคอีกทั้งยังให้ความสะดวกแก่ผู้บริโภคในการซื้อผ่านบริการอย่างการซื้อสินค้าบนโทรศัพท์มือถือ

ชำระเงินผ่านระบบอัตโนมัติด้วยตัวเองทั้งที่ร้านค้าและระบบออนไลน์ การขับเคลื่อนสู่แพลตฟอร์มในธุรกิจค้าปลีกถือว่าเป็นการพลิกโฉมทางธุรกรรมที่จุดขาย เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้สามารถสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เป็นจุดสำคัญในการมัดใจลูกค้า ซึ่งสามารถพัฒนาต่อไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆซึ่งช่วยในการแสดงราคาตามจริง การจัดการสต๊อกสินค้า และวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า

จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการใช้งานที่หลากหลายและครอบคลุมมากขึ้นจึงเกิดการคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทุกภาคส่วนธุรกิจให้ดีขึ้นในราคาเทคโนโลยีที่ถูกลง

เทรนด์ที่ 3: AR ไม่เพียงสนุกแต่ต้องเกิดประโยชน์

ตลาดเทคโนโลยีเสมือนจริงในโลกยุคปัจจุบันมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งภายในปีนี้คาดการณ์ว่าตลาดอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีโลกเสมือน (AR) และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) จะมีเงินสะพัดมากถึง 27,000 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

และจากผลการวิจัยของ IDC ได้เปิดเผยว่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามียอดเงินสะพัดสูงขึ้นมากถึง 92% กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) ได้กลายเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากท่ามกลางแวดวงอุตสาหกรรมต่างๆ

อาทิ วงการเกม การสื่อสารมวลชน ภาพยนตร์ การศึกษา การกีฬาและดนตรี ทั้งนี้เทคโนโลยีดังกล่าวยังเป็นที่ยอมรับในการฝึกอบรมและการสร้างการเรียนรู้ผ่านการจำลองภาพดิจิทัลอีกด้วย

จากความต้องการในการใช้งานเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (AR) ที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในแวดวงของสื่อบันเทิงและองค์กรธุรกิจต่างๆ เทคโนโลยี AR ได้ถูกนำมาใช้ในการอบรมและสร้างการเรียนรู้ผ่านการจำลองภาพดิจิทัลซ้อนทับบนสภาพแวดล้อมจริง เพื่อให้สามารถมองเห็นถึงรายละเอียดหรือตำแหน่งต่างๆได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

และด้วยการมาถึงของเทคโนโลยี 5G ความสามารถที่หลากหลายและทรงคุณค่าของนวัตกรรม AR จึงปรากฏเพิ่มมากขึ้น อาทิ การสร้างภาพจินตนาการในชีวิตจริง ระบบความช่วยเหลือระยะไกล การรับรู้และจดจำวัตถุ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้มีความคล่องตัวและการสร้างคอนเทนท์เนื้อหาที่มีประสิทธิภาพอื่นๆ

ดังนั้นจากความสามารถของเทคโนโลยีดังกล่าวที่ก้าวกระโดดไปข้างหน้า จะเป็นสิ่งที่เสริมสร้างความแข็งแรงและเพิ่มคุณค่าให้แก่ธุรกิจต่างๆได้เป็นอย่างดี

ยกตัวอย่างเช่น การใช้แว่นเออาร์ (AR glasses) มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมต่อกับข้อมูลด้านการผลิตและงานภาคสนามอย่างเรียลไทม์ โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยลดข้อผิดพลาด ให้ความถูกต้องแม่นยำ เสริมสร้างความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้องานอีกด้วย

เช่น การใช้งาน AR ในระบบความช่วยเหลือระยะไกล ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คนงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งซึ่งอาจได้รับความช่วยเหลือจากพนักงานในออฟฟิศที่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นผ่านทางแว่นตาได้ ทั้งนี้ด้วยระบบการจดจำวัตถุในแว่นตา AR ที่สวมใส่

โดยช่างซ่อมเครื่องบินยังสามารถเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ระยะไกล เพื่อระบุชิ้นส่วนที่กำลังทำงานและดึงข้อมูลแผนงานและวัตถุที่สำคัญอื่นๆ ออกมาได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ด้วยเครื่องมือการทำงานรูปแบบใหม่ของแว่น AR จะช่วยให้พนักงานที่พึ่งเริ่มทำงานใหม่สามารถเรียนรู้การทำงานได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และเป็นไปตามทีละขั้นตอนอีกด้วย

นอกจากนี้การเชื่อมต่อระหว่างซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์จะถูกพัฒนาให้เชื่อมต่อเข้ากันได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น เพื่อลดปัญหาความยุ่งยากในการใช้งานระหว่างชุดหูฟัง AR และแว่นตา AR โดยทางทีมผู้สร้างโปรแกรมและผู้ผลิตฮาร์ดแวร์อาจต้องมีการจับมือร่วมกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

และภายในปีนี้คาดว่าเทคโนโลยี AR จะได้รับความสนใจจากพื้นที่สื่อเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น เราอาจได้เห็นการประยุกต์ใช้ระหว่างเทคโนโลยี AR และ VR ร่วมกันผ่านการบูรณาการด้านไอทีเพื่อประโยชน์ที่มากยิ่งขึ้น

เทรนด์ที่ 4: ทิศทางของความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์แห่งอนาคต

นอกเหนือจากนี้ มนุษย์ที่มักถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแล้ว หลายองค์กรยังต้องรับมือกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี อาทิ นโยบายการให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ทำงาน (BYOD) การเข้าถึงระบบจากการทำงานระยะไกล และการจ้างงานแบบชั่วคราว

ซึ่งล้วนส่งผลให้ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กรมีประสิทธิภาพลดลง หากพนักงานละเลยหรือไม่ทำความเข้าใจกับกฎระเบียบด้านการรักษาความปลอดภัย องค์กรก็มีสิทธิ์เผชิญกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัย ความสูญเสียทางการเงิน ไปจนถึงความเสียหายของชื่อเสียงได้

ถึงแม้ว่าทุกองค์กรจะมีผู้เชียวชาญด้านไอทีที่คุ้นเคยกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล แต่บางครั้งพนักงานทั่วไปก็อาจยึดเอาความสะดวกในการทำงานมาก่อนการปฏิบัติตามระเบียบ ก่อเป็นเหตุให้เกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

แม้ AI จะได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันข้อมูลที่ดีที่สุด แต่ก็เช่นเดียวกันกับเทคโนโลยีอื่นๆ AI ก็เหมือนเป็นดาบสองคมที่อาชญากรไซเบอร์ทั้งหลายต่างหมายตาไว้ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงคาดการณ์ว่าในปี 2019 เราจะได้เห็นการศึกษาและนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อหาข้อบกพร่องในด้านความปลอดภัยของระบบ

หรือเป็นโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยแบบครบวงจร (End-to-end security solutions) ซึ่งจะช่วยให้หาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยง่ายขึ้น โดย 4 หัวข้อด้านความปลอดภัยที่องค์กรและพนักงานในองค์กรต้องช่วยกันดูแลป้องกัน คือข้อมูล ตัวตน ระบบออนไลน์ และอุปกรณ์

การพัฒนาแผนป้องกันภัยไซเบอร์แบบองค์รวมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับต่อต้านภัยคุกคามของทั้ง4 หัวข้อดังกล่าว แนวโน้มของการยืนยันตัวตนผ่านสองขั้นตอนในอุปกรณ์ส่วนบุคคล ที่กำลังเปลี่ยนเป็นการยืนยันตัวตนผ่านหลายขั้นตอนนั้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อองค์กรในอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัยอย่าง FIDO Alliance ผนึกกำลังกับ Windows Hello ในการสร้างระบบตรวจสอบความปลอดภัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น นอกจากนี้อุปกรณ์อัจฉริยะ (smart device) ในบ้านและสำนักงานที่เชื่อมต่อกันได้ทั้งหมด ยังนำไปสู่การเกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

ดังนั้นการเรียนรู้จากผู้ใช้ ผ่านทางพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตัวเองและรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของมนุษย์ควบคู่กัน

องค์กรต่างๆควรเข้าใจถึงแรงงานที่ประกอบไปด้วยผู้คนที่หลากหลายเพศและอายุเพื่อให้สามารถจัดการและปกป้องอุปกรณ์ได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับการพัฒนาระเบียบการและแนวทางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

การใช้บริการเช่าอุปกรณ์ IT หรือ DaaS (Device-as-a-Service) ซึ่งผู้ใช้บริการจะได้รับประโยชน์มากมายรวมถึงไม่ต้องคำนึงถึงอายุงานของผลิตภัณฑ์เป็นทางเลือกที่ทันสมัยสำหรับจัดการกับปัญหาด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัญหาเริ่มซับซ้อนและเกิดบ่อยขึ้น อันเนื่องมาจากกระจายตัวของแรงงานที่ทำงานนอกสถานที่

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว องค์กรจึงต้องหาโซลูชั่นที่คล่องตัว ปรับแต่งได้ และสามารถควบคุมการทำงานและความปลอดภัยของอุปกรณ์ทั้งหมดได้ จากแบบสอบถามของ Gartner ที่สอบถาม CIO ของหลายองค์กรพบว่า เกือบ 30% ของ CIO ที่ตอบแบบสอบถาม

กำลังมีการพิจารณานำบริการ DaaS เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ด้านอุปกรณ์ในสำนักงานของตนในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยจะส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมของบริการ DaaS ในปี 2020 เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าจากปัจจุบัน

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีความท้าทายเกิดขึ้น โดย IDC ได้เน้นย้ำถึงประเด็นที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อพูดถึงการจัดการวงจรอุปกรณ์ ซึ่งกว่าครึ่งยอมรับว่าสามารถปรับปรุงได้ โดยความท้าทายรวมไปถึงการอัพเดทข้อมูล การปรับแต่งอุปกรณ์ และความกังวลเกี่ยวกับการทำให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้อย่างปลอดภัย

บทความโดย นายธเนศ อังคศิริสรรพ, ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน เลอโนโว

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เลอโนโว

เอคเซนเชอร์ เผย 7 แนวคิดกำหนดประสบการณ์ใหม่ยุคดิจิทัล

รายงานฉบับใหม่ของ เอคเซนเชอร์ (NYSE: ACN) ระบุถึงกระแสดิจิทัลที่ถาโถมอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งคนและองค์กรจึงหันกลับมาทบทวนถึงสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ในชีวิต

รวมถึงคุณค่าที่ยึดมั่น พื้นฐานเหล่านี้ได้หล่อหลอมเป็นแนวการออกแบบใหม่ ๆ และทำให้คุณค่าของมนุษย์กลายเป็นหัวใจแห่งการขับเคลื่อนนวัตกรรม

ดังที่รายงาน Fjord Trends 2019 ของเอคเซนเชอร์ อินเทอร์แอคทีฟ ได้สะท้อนออกมาจากการมองภาพรวมของธุรกิจ เทคโนโลยี และการออกแบบ ในอนาคต

รายงานฟยอร์ดเทรนด์ ยังเผยให้เห็นอีกว่า การที่องค์กรต่าง ๆ มุ่งลงทุนด้านนวัตกรรมกันมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับทำให้ลูกค้ารู้สึกว่านวัตกรรมนั้นท่วมท้นเกินรับไหว อีกทั้งยังเบียดบังเวลาและความเอาใจใส่ที่องค์กรควรให้กับลูกค้า

ในอดีตเราเคยโหยหาความแปลกใหม่ ความน่าตื่นเต้น และความสุขเฉพาะหน้า แต่ปัจจุบันเรากลับมองหาความสงบและสาระท่ามกลางโลกที่แสนวุ่นวาย

ผู้คนและองค์กรต่าง ๆ จึงกลับมาย้อนสำรวจจิตใจและความรู้สึกเพื่อค้นหาคุณค่าที่แท้จริงในชีวิต หันหลังให้กลับผลิตภัณฑ์และการบริการทั้งหลายที่ไม่ตอบสนองความต้องการ ความผูกพันที่มีให้กับเทคโนโลยีและแบรนด์ทั้งหลายจึงเปลี่ยนแปรไป

นายนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าสายงานบริการทางการเงิน เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า“แวดวงดิจิทัลกำลังเผชิญกับภาวะการเก็บกวาดครั้งใหญ่ ถึงเวลาที่เราต้องตัดสินใจว่าอะไรที่ยังคงมีคุณค่าและมีความสำคัญสำหรับเรา”

“ทุกวันนี้ ดิจิทัลได้แพร่หลายดาษดื่นมากจนไม่มีความแปลกใหม่ คนจึงจัดระเบียบเลือกสรรผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาจริง ๆ อาจตัดบางอย่างออกไป อาจเลิกรับข่าวสารความเคลื่อนไหวถ้าเห็นว่าไม่คุ้มกับคุณค่าที่ได้รับ การออกแบบหรือดีไซน์จึงมีบทบาทมาก และสำคัญยิ่งกว่าทุกยุคที่เคยเป็นมา”

กรอบความคิด (mindset) ที่เปลี่ยนไปส่งผลสำคัญในหลายด้าน ขณะเดียวกันก็ได้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่อีกมหาศาล สำหรับทั้งตัวองค์กรและประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ จึงถึงเวลาแห่งการทบทวนทุกสิ่ง และคิดใหม่ทำใหม่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ของลูกค้า ว่าสิ่งที่คนต้องการและให้ค่าจริง ๆ คือสิ่งใด

นายนนทวัฒน์เผยว่า “ผู้ชนะในปี 2562 จะเป็นองค์กรที่ทำให้คนรู้สึกได้ถึงคุณค่าและความสำคัญ (relevance) ไม่เพียงต่อชีวิตของเขาแต่กับโลกใบนี้ด้วย ซึ่งการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น (value creation) ไม่ใช่เพียงแค่เติบโตมากขึ้นกว่าเดิม แต่ต้องดีกว่าเดิมด้วย

เอคเซนเชอร์ มีพันธกิจที่มุ่งสร้างสรรค์ พัฒนา และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ นำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า จึงเชื่อว่าเทรนด์ต่าง ๆ ในปีนี้ จะสอดรับและสนับสนุนหลักการดำเนินงานของเราได้เป็นอย่างดี โดยเห็นว่าประสบการณ์ที่ดีที่สุด คือประสบการณ์ที่ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น เจริญรุ่งเรือง และมีความหมายสำหรับชีวิตมากขึ้น”

ทั้งนี้รายงาน Fjord Trends 2019 ได้สำรวจแนวคิด 7 ประการที่คาดว่าจะมีบทบาทกำหนดรูปแบบประสบการณ์ในยุคหน้า พร้อมแนะนำสิ่งที่องค์กรสามารถนำไปปฎิบัติเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสในภายภาคหน้าได้:

1.นิ่งเสียตำลึงทอง (Silence is Gold): ความรู้สึกว่ามากมายเกินรับไหวกลายเป็นปัญหาที่บั่นทอนสุขภาพไปแล้ว แบรนด์จึงควรใช้หลักการออกแบบที่ใส่ใจในทุกด้าน (mindful design) ในการเชื่อมโยงตนเองกับผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการสงบจิตสงบใจท่ามกลางโลกอันวุ่นวาย

2.อย่ารอให้ถึงฟางเส้นสุดท้าย (The Last Straw?): แนวคิดเรื่องความยั่งยืนได้รับการพูดถึงมาอย่างกว้างขวางและยาวนาน คนส่วนใหญ่จึงคาดหวังให้ผลิตภัณฑ์และการบริการต่างๆ มาพร้อมกับความยั่งยืน ถ้าไม่ยั่งยืน ก็จะไม่สนใจ

3.ข้อมูลแบบมินิมัล (Data Minimalism): ผู้บริโภคและองค์กรมีมุมมองด้านความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลต่างกัน ความโปร่งใสจึงอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างตรงนี้

4.ต้องมองข้ามช็อต (Ahead of the Curb): ความเคลื่อนไหวของชีวิตในเมือง ไล่ตั้งแต่การเริ่มนำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไปจนถึงโดรนมาใช้ ทำให้เกิดความสับสน ไร้ระเบียบ ต่างคนต่างมีแนวทางของตัวเอง ควรถึงเวลาจัดการให้เกิดระบบนิเวศหนึ่งเดียวที่รองรับความต้องการแบบเรียลไทม์ได้

5.ทั่วถึงในความต่าง (The Inclusivity Paradox): ปี 2561 ได้ส่งสัญญาณเตือนให้เราหันมารับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่จะออกแบบอย่างไรให้ครอบคลุมทุกความต้องการ ทั่วถึงโดยไม่ตกหล่นใคร จึงควรเลิกมองคนแยกเป็นกลุ่ม ๆ และปรับแนวคิดเสียใหม่

6.พลิกโฉมการจัดการพื้นที่ (Space Odyssey): การใช้พื้นที่เพื่อการทำงานและการค้าต้องพลิกโฉมใหม่หมดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ถึงเวลาที่จะต้องคิดใหม่เกี่ยวกับการออกแบบพื้นที่ในการใช้งาน ทั้งวิธีคิดและเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้

7.ความเป็นจริงสังเคราะห์ (Synthetic Realities): เราต่างอยู่ในโลกใหม่ที่แม้แต่ความจริงก็ผ่านการปรับแต่งและสังเคราะห์มาแล้ว หน้าตาคนเรายังสลับกันได้ เสียงและสำเนียงก็จำลองกันได้ ความเป็นจริงที่สังเคราะห์จึงเหมือนจริงอย่างไม่น่าเชื่อ องค์กรจึงควรคิดหาวิธีการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ พร้อมกับจัดการบริหารความเสี่ยงด้วย

“ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสทองของการออกแบบด้วยความใส่ใจและให้ความหมายลึกซึ้ง ซึ่งสามารถนำมาพลิกโฉมสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าในอดีต เราได้มาถึงช่วงการปฏิวัติเชิงสร้างสรรค์ ที่องค์กรควรพลิกให้เป็นโอกาสการคิดใหม่ทำใหม่เพื่อให้ผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของตนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกของเราและมวลมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น” นายนนทวัฒน์กล่าว

รายงาน Fjord Trends 2019 เป็นผลจากการระดมสมองของนักออกแบบและนักพัฒนากว่า 1,000 คนจากสตูดิโอ 28 แห่งของ Fjord ทั่วโลก รายงานนี้ จัดทำเป็นรายปี

โดยประมวลจากประสบการณ์ตรง งานวิจัยที่มีหลักฐานประจักษ์ รวมทั้งผลงานของลูกค้าต่าง ๆ ทั่วโลก ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ www.trends.fjordnet.com และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านแฮชแท็ก #FjordTrends ทางทวิตเตอร์

เอคเซนเชอร์ อินเทอร์แอคทีฟ ร่วมมือกับลูกค้า เช่น Telefonica และ Auris Health ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ให้แก่ลูกค้า ท่านสามารถติดตามการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าอันทรงคุณค่าและความสำคัญต่อธุรกิจได้ทาง [email protected]

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย

รายงาน Fjord Trends 2019 ฉบับเต็ม

 

Samsung Service กลยุทธ์มัดใจลูกค้า ซัมซุง ปี 62

การแข่งขันในวันที่เทคโนโลยีมีความใกล้เคียงกัน การดูแลลูกค้าที่ดีถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะมัดใจให้ลูกค้าจงรักภักดีกับแบรนด์ได้อย่างดีที่สุด ซัมซุง ในฐานะแบรนด์มือถือทอป 3 ในเมืองไทยจึงได้วางกลยุทธ์เป้าหมายในปี 62 ด้วยการยกระดับการบริการผ่าน 3 คอนเซ็ปหลักที่สำคัญ

ซึ่งประกอบด้วย ทุกที่ทุกเวลา รวดเร็วทันใจ และบริการเหนือระดับ พร้อมจัดการแข่งขัน “JIG Contest” การแข่งขันออกแบบเครื่องมือในการซ่อมบำรุงขึ้นครั้งแรก เปิดพื้นที่ให้พนักงานแสดงความคิดสร้างสรรค์พร้อมนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการซ่อมแซมอุปกรณ์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอก

หัวใจหลัก 3 ประการซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบริการภายใต้ Samsung Service ประกอบด้วย 1. 24/7 Call Center ซัมซุงพร้อมให้บริการลูกค้าไม่ว่าเวลาใดและอยู่ที่ใดก็ตามผ่านการบริการหลากหลายช่องทาง อาทิ ‘Live Chat’ ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารที่ลูกค้าสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Samsung Members รวมทั้ง Remote Service บริการช่วยเหลือโดยควบคุมจากระยะไกลเพื่อแก้ไขปัญหาการตั้งค่าและปัญหาเกี่ยวกับซอฟท์แวร์เบื้องต้น

2.Faster Service บริการรวดเร็วทันใจ ยกระดับความรวดเร็วในการซ่อม โดยเพิ่มขีดความสามารถในการซ่อมสมาร์ทโฟนภายใน 1 ชั่วโมง และพร้อมให้บริการในวันถัดไปหลังจากนัดหมายสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

และ 3.ยกระดับการให้บริการ (Premium Service) ด้วยการมอบสิทธิพิเศษในการบริการลูกค้าไม่ว่าจะเป็นบริการหลังการขาย อาทิ การขยายเขตการให้บริการจัดส่งเครื่องหลังซ่อมเสร็จ

ซัมซุง

การแนะนำโปรแกรม Samsung Care ที่ช่วยคุ้มครองจอภาพโทรศัพท์ บริการผู้ช่วยส่วนตัวตลอด 24 ชม. บริการสาธิตการใช้งานถึงบ้านสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า และการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำในอนาคตเพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้า

จอง ซุง ปาร์ค ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า การยกระดับ Samsung Service ในครั้งนี้ ตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากอินเตอร์เน็ตและกระแสยุคดิจิทัล ส่งผลให้การดำเนินชีวิตและไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป

รวมทั้งความคาดหวังที่มีต่อผู้ให้บริการ ลูกค้าต้องการบริการที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตามซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซัมซุงได้พัฒนามาตรฐานศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง และเพื่อสื่อสารคอนเซ็ปการบริการใหม่ได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน

“ซัมซุงรับฟังความเห็น และให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้าในงานบริการของเราเป็นอันดับแรก เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับประโยชน์สูงสุด และได้เปิดตัวโลโก้ใหม่เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์รวมทั้งจุดเด่นของการบริการได้ดียิ่งขึ้น และเพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับลูกค้าของเรา

ปัจจุบันซัมซุงมีคอลเซ็นเตอร์ที่ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หน้าร้านซัมซุงแบรนด์ชอป 128 แห่ง เครือข่ายให้บริการที่ครอบคลุมกว่า 150 จุด ทั่วประเทศ และรถโมบายเซอร์วิสสำหรับบริการ In Home Service อีกกว่า 98 คัน”

ซัมซุง

นอกจากนี้ซัมซุงยังได้จัดการแข่งขัน “JIG Contest” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดพื้นที่ให้พนักงานแสดงความคิดสร้างสรรค์พร้อมนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการซ่อมแซมอุปกรณ์

โดยมีช่างเทคนิคประจำศูนย์บริการซัมซุงทั่วประเทศไทยและเมียนมาร์เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 23 ทีม จำนวนกว่า 70 คน แบ่งการแข่งขันเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ ดิจิทัลทีวี และเครื่องซักผ้า

รวมไปถึงการแข่งขัน “Samsung Smart Service” โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 5 มีพนักงานเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 240 คน แบ่งประเภทการแข่งขันออกเป็น 5 หมวดหมู่หลัก

ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ ดิจิทัลทีวี เครื่องซักผ้า พนักงานต้อนรับ และ Galaxy Consultant ซึ่งพนักงานทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเพื่อพัฒนาฝีมือและทักษะการให้บริการเพื่อประโยชน์และความพอใจสูงสุดของลูกค้า

ธนกร ศรีโชค ช่างซ่อมโทรศัพท์ สาขาชลบุรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมการแข่งขัน Samsung Smart Service กล่าวว่า การเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ช่วยผลักดันให้เราพัฒนาฝีมือของตัวเองมากขึ้น และขณะที่ร่วมการแข่งขันก็ได้เรียนรู้ทักษะและเทคนิคการซ่อมบำรุงสินค้าจากพนักงานคนอื่นๆ

ซึ่งช่วยทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ได้นำทักษะเหล่านี้ที่ได้จากแข่งขันไปถ่ายทอดต่อให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ช่วยทำให้ลูกค้าพึงพอใจ

ปัญญ์ชิตา มะโนปัญญา พนักงานต้อนรับประจำศูนย์บริการ ซัมซุง สาขา Promenada เชียงใหม่ ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน Samsung Smart Service กล่าวว่า การเป็นพนักงานต้อนรับดูเหมือนเป็นอาชีพที่ไม่ยาก แต่จริงๆ แล้วต้องใช้ทักษะหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านการสื่อสาร ต้องมีความอดทน

และต้องรู้วิธีการใช้แอปพลิเคชันต่างๆ ที่เป็นช่องทางในการให้บริการลูกค้า การเข้าร่วมการแข่งขันช่วยให้พัฒนาทักษะในการให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เพราะซัมซุงให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนการบริการ

ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายให้เหมาะสม การรับมือและเจรจากับลูกค้าในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เราเปรียบเสมือนด่านหน้าในการให้บริการลูกค้าจึงต้องทำให้ดีและเป็นมืออาชีพที่สุด

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ซัมซุง

เปิดประสบการณ์ยอดแย่ กับเทคโนโลยีแอร์เอเชีย

การเปลี่ยนแปลงสู่โลกเทคโนโลยี เพื่อความสะดวกที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค มักเป็นเป้าหมายขององค์กรใหญ่ที่เราพบเห็น แต่เรื่องนี้สวนทางกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบริการของสายการบินโลคอร์ส แอร์เอเชีย โดยประสบการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในสนามบินนานาชาติ ดอนเมือง ซึ่งเป็นแหล่งของการเดินทางภายในประเทศที่สำคัญของประเทศไทย

เทคโนโลยีที่ถูกเพิ่มขั้นตอน

จะด้วยความที่ต้องการลดต้นทุนของสายการบินแห่งนี้ หรือเพราะความโง่เขลาของผู้บริหารที่ไม่เข้าใจในขั้นตอนการใช้งานเทคโนโลยี เพื่อความสะดวกสบายก็ตามแต่ สายการบินแห่งนี้ก็เลือกที่จะใช้ขั้นตอนการเช็กอิน การพิมพ์ป้ายติดกระเป๋า การพิมพ์บัตรโดยสาร

หรือแม้กระทั่งการโหลดกระเป๋า โดยขั้นตอนเหล่านี้ถูกแยกออกจากกันให้ผู้โดยสารกระทำการเอง ซึ่งแม้ว่าจะมีพนักงานคอยให้คำแนะนำ แต่ก็ผิดหลักการของการรวมศูนย์เพื่อให้เกิดความง่ายในการเข้าถึง ตามเจตนาของการพัฒนาเทคโนโลยีโดยทั่วไป

แอร์เอเชีย

ที่ต้องกล่าวมาเช่นนั้น ไม่ใช่เพียงแค่สายการบินอื่นๆก็เป็นเช่นนั้น แต่เพราะความสะดวกมันต้องเป็นเช่นนั้นต่างหาก ซึ่งโดยปกติ หากมีการเช็คอินผ่านแอปพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว ระบบจะสามารถเข้าทำการโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่อง ติดป้ายกระเป๋า พร้อมออกบัตรโดยสารได้ทันที

แต่ขั้นตอนที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการต่อคิวพิมพ์บัตรโดยสาร การต่อคิวเช็กอิน การต่อคิวพิมพ์ป้ายติดกระเป๋า หรือแม้กระทั่งการต่อคิวเพื่อโลหดกระเป๋า ที่แม้ว่าจะเขียนว่าเป็นการโลหดอัตโนมัติด้วยเครื่อง แต่ก็ต้องมีพนักงานคอยให้บริการอยู่ดี

โดยทั้งหมดของขั้นตอนการดำเนินงานนี้ อาจจะต้องใช้เวลายาวนานขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการสายการบินต้นทุนต่ำแห่งนี้ ซึ่งผู้เขียนก็แนะนำว่า อาจจะต้องเผื่อเวลาในขั้นตอนนี้อีกราว 1 ชั่วโมง เพื่อไม่ต้องรีบร้อนขึ้นเครื่องนั่นเอง

ความผิดพลาดที่ได้รับการพิสูจน์

ความผิดพลาดของการเพิ่มขั้นตอนดังกล่าวนี้ของ แอร์เอเชีย คงไม่ได้เป็นการระบายอารมณ์ของผู้เขียนเพื่อความสะใจ แต่เป็นเพราะความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นจริง ซึ่งพิสูจน์ได้จากแถวเข้าคิวของการใช้งานตู้คีย์ออสในการทำขั้นตอนต่างๆเอง

แอร์เอเชีย

ในขณะที่ส่วนของงเคาเตอร์ที่เปิดบริการ กลับว่างเปล่า ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า การจัดการของสายการบินแห่งนี้ กลับไม่แก้ไข มีเพียงการยืนมองและบอกให้ผู้โดยสารเดินเข้าต่อคิวช่องคีย์ออสเป็นการปกติ ดั่งไม่เกิดอะไรขึ้นเลย แน่นอนว่าถ้าเทียบแล้ว เทคโนโลยีของแอร์เอเชีย ทั้งการออกตู้เอง การพิมพ์ป้ายต่างๆรวมทั้งบัตรโดยสารที่สะดวกรวดเร็วด้วยตนเอง เป็นเทคโนโ,ยีที่ช่วยให้คนสะดวกมากขึ้น

แต่หากเป็นการแยกตู้ แยกขั้นตอนการทำ ทำให้เกิดขั้นตอนการต่อคิวที่เพิ่มขึ้น การดำเนินการล่าช่าขึ้น ย่อมสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีให้เกิดขึ้นกับลูกค้าผู้ใช้บริการ และหากเห็นว่าผู้ใช้บริการเริ่มมีความลำบากในการใช้งาน เพื่อความจริงใจก็ควรที่จะเริ่มปรับรูปแบบการให้บริการ ถ่ายเทคนเข้าสู่เค้าเตอร์ เพื่อให้การบริการราบรื่น

ซึ่งส่วนตัวก็คิดว่า การบริหารจัดการงานบริการที่ดีก็เป็นเช่นนั้น ดังที่เราเคยเห็นการบริการทั่วไป ทั้งช่วงเวลาที่เราซื้อตั๋วโรงภาพยนตร์ หรือรับบริการอะไรก็แล้วแต่ที่ต้องมีการต่อคิว

แอร์เอเชีย

งานนี้ถ้าผู้บริหารไม่โง่เขลา ก็น่าจะเพราะเจตนาให้เกิดความผิดพลาดและล่าช้า ทำให้ผู้โดยสารตกเครื่องโดยตัวผู้โดยสารเอง เพราะนับดูแล้วเหตุผลของความโง่เขลาดูจะไม่มีน้ำหนักเท่าเจตนาของการทำให้ผู้โดยสารตกเครื่องนั่นเอง

ท้ายที่สุดคงได้แต่บอกว่า หากผู้โดยสารไม่ต้องการตกเครื่อง ก็แนะนำว่าควรเผื่อเวลาการเดินทาง และขั้นตอนการเช็กอินที่เพิ่มขึ้น เพราะหากจะบอกให้สายการบินแห่งนี้ปรับปรุงบริการ ก็น่าจะยากพอดู การเปลี่ยนแปลงที่ผู้ใช้บริการเองดูจะง่ายกว่า หรือไม่ก็เปลี่ยนไปใช้สายการบินอื่นๆที่พร้อมบริการมากกว่านี้

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

แอร์เอเชีย

ซัมซุงคว้า 30 รางวัลนวัตกรรมจากงาน CES 2019

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก เผย 30 ผลิตภัณฑ์ใหม่คว้า CES Innovations Awards 2019 รวมถึงรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยม (Best of Innovations) จำนวน 2 รางวัล ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลล้วนมีดีไซน์และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ

ทิม แบ็กซ์เตอร์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ อเมริกาเหนือกล่าวว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา เราได้ลงทุนอย่างมหาศาลในเทคโนโลยี 5G อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย ซัมซุงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของเราเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมได้ทำในสิ่งที่ไม่สามารถทำได้มาก่อน”

“ผมภูมิใจอย่างมากกับความคิดสร้างสรรค์ พลังขับเคลื่อน และแนวทางการดำเนินงานที่เต็มไปด้วยไอเดียใหม่ๆ ของทีมที่มุ่งมั่นนำเสนอโซลูชั่นส์ที่ดีที่สุดออกสู่ตลาด”

รางวัลดังกล่าวเน้นย้ำความสำเร็จที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานของซัมซุงในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ก้าวรุดหน้า โดยในปีนี้ ผลิตภัณฑ์ของซัมซุงที่ได้รับรางวัลครอบคลุมหลายกลุ่ม

ทั้งจอแสดงผล (Visual Display), ฟิตเนส, กีฬา และ เทคโนโลยีชีวภาพ, อุปกรณ์เสริมสำหรับมือถือแบบไร้สาย, สมาร์ทโฮม, Virtual (VR) และ Augmented Reality (AR), ฮาร์ทแวร์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาต่อเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์, ระบบเสียงและวิดิโอภายในรถยนต์ และการออกแบบที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมและความยั่งยืน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์

เทเลนอร์เผย 7 เทรนด์เทคโนโลยีมาแรงปี 2562

ศูนย์วิจัยเทเลนอร์ เผย 7 แนวโน้มเทคโนโลยีมาแรงปี พ.ศ.2562 ชี้นักพัฒนา ผู้กำหนดนโยบายและเอกชนหันมาให้ความสำคัญกับ “การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ” มากขึ้น ท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็วในหลายปีที่ผ่านมา

นายบียอน ทาล แซนเบิร์ก หัวหน้าศูนย์วิจัยเทเลนอร์ กล่าวว่า แม้ในรอบปีที่ผ่านมา โลกของเทคโนโลยีเกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว แต่จากผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี ทำให้นักเทคโนโลยีกลับมาพิจารณาถึงแง่มุมต่างๆ ของการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งส่งผลกระทบทางลบต่อสังคม ครอบครัวและระดับปัจเจกบุคคล

“แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด ผู้คนในสังคมต่างกลับมาพิจารณาถึงหลักประกันต่อการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย ชาญฉลาดและสร้างสรรค์” นายแซนเบอร์ก กล่าว และทั้ง 7 แนวโน้มเทคโนโลยีที่คาดการณ์นั้นจะเป็นปรากฏการณ์สำคัญทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในปี 2562

ดีพเฟคจะกระจายตัวมากขึ้น

ในช่วงปีที่ผ่านมา ประเด็นการใช้ประโยชน์ทางลบของโซเชียลมีเดียและ AI ได้รับการจับตามองจากสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ดีพเฟค” (Deepfake) หรือรูปแบบของข้อมูลปลอมที่แพร่กระจายทางโซเชียลมีเดีย

ซึ่งคาดว่าในปี 2562 จะเกิดเนื้อหาประเภท “ดีพเฟค” มากขึ้น เนื่องจากการทำงานของโมเดลอัลกอธิรึ่มที่เรียกว่า GANs ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น และเรียนรู้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคอย่างมากในอนาคตต่อการแยกแยะระหว่างข้อมูลจริงกับข้อมูลปลอมในโลกดิจิทัล

ทั้งนี้ ดีพเฟคจะเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลมากขึ้นในการรณรงค์หาเสียง ซึ่งจะเข้ามาปั่นปวนและให้ข้อมูลเท็จต่อสาธารณชน โดยในปี 2562 ที่จะถึงนี้ ประเทศมหาอำนาจถึง 2 ประเทศ ได้แก่ อินเดียและสหรัฐอเมริกา มีกำหนดจัดการเลือกตั้งและเริ่มรณรงค์หาเสียงประธานาธิบดี

นอกจากนี้ ในปี 2562 จะเริ่มเห็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต โอเปอเรเตอร์และหน่วยงานกำกับดูแลจริงจังกับการกำจัดและสร้างภูมิคุ้มกันในการต่อกรกับดีพเฟคคอนเทนท์มากขึ้น

เทเลนอร์

AI จะถูกกำหนดด้วยกรอบจริยธรรม

การพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ได้เกิดการใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในภาคธุรกิจและสังคม อย่างไรก็ตาม ผู้คนในสังคมเริ่มตระหนักถึงผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการใช้ชีวิต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเทคโนโลยี AI โดยในปี 2562 จะมีการตรวจสอบการใช้งาน AI จากสาธารณะมากขึ้น

ตลอดจนการกำหนดกรอบการใช้งานของ AI โดยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจะมีการร่วมกันจัดตั้งกรอบธรรมาภิบาลและจริยธรรมในการใช้ AI เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องมีแนวปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณ

การกำหนดกรอบการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสาธารณะในการใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง โปร่งใส ติดตามได้ และมั่นคง นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าในเวทีโลกจะมีการอภิปรายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ของ AI ในหลายปีที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็นในทางการเมือง การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางด้าน AI ตลอดจนการลงทุนในเครื่องมือและระบบที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จาก AI

“กรอบจริยธรรมอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งเห็นได้จากการพัฒนาระบบนิเวศของ AI ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกาและจีน ขณะที่ในภูมิภาคที่มีการกำกับอย่างยุโรปพัฒนาได้อย่างช้ากว่า

อย่างไรก็ตาม กรอบธรรมาภิบาลถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างยั่งยืน ซึ่งสุดท้ายแล้ว กรอบทางจริยธรรมที่กำหนดขึ้นจะช่วยทำให้เกิดความมั่นคง ความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี

เทเลนอร์

เกิดเมืองจำลอง 5G ขึ้นทั่วโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี 5G อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาระบบคลาวด์เพื่อเชื่อมต่อกับสถานีทดสอบคลื่น 5G การพัฒนาแนวทางการใช้ประโยชน์จาก 5G เช่น การแสดงโดรนในพิธีเกิดโอลิมปิคฤดูหนาวที่เกาหลีใต้

และในปี 2562 นี้ จะเริ่มเห็นเมืองจำลองที่ใช้สำหรับดำเนินโครงการนำร่องเพื่อทดลองการใช้ประโยชน์จาก 5G ในภูมิภาคต่างของโลก ทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรปและเอเชียตะวันออกไกล

นอกจากนี้ ในปี 2562 จะเป็นปีที่คนสังคมจะได้รับรู้และสัมผัสถึงความเป็นสังคมดิจิทัลอย่างแท้จริง ตัวอย่างที่เมืองคองสเบิร์ก ประเทศนอร์เวย์ ที่มีการนำร่องทดลอง 5G ในขณะนี้ หลังจากที่มีการพูดถึงสังคมดิจิทัลอย่างแพร่หลาย ทั้งในฝั่งผู้ให้บริการ หน่วยงานภาครัฐและธุรกิจในช่วงปีที่ผ่านมา

แม้ 5G คาดว่าจะมีการกำหนดมาตรฐานอย่างเป็นทางการในปี 2563 แต่ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่หนุนให้เกิด 5G ขึ้นอย่างเต็มศักยภาพจะเกิดขึ้นในปีหน้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทางด้านการตลาดและการรับรู้ของ 5G ในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไร้คนขับ รถบัสควบคุมทางไกล การทำประมงด้วยระบบอัตโนมัติ การผ่าตัดทางไกล โครงการนำร่องต่างๆ ที่เเสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ 5G จะเริ่มเกิดขึ้นในปี 2562 เพื่อเตรียมพร้อมสู่การให้บริการทางพาณิชย์ในปี 2563

เทเลนอร์

IoT จะเข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตสรรพสิ่งหรือ IoT ที่เริ่มมีการใช้ในภาคอุตสาหกรรมจะมีเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านจากห้องทดลองสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์แก่ลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ด้วยเครือข่ายแบบ LPWA หรือการสื่อสารแบบไร้สายทางไกลพลังงานต่ำ ซึ่งออกแบบมารองรับการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่ออุปกรณ์ (M2M) เน้นรับส่งข้อมูลจำนวนไม่มากนัก และใช้พลังงานต่ำ

ทำให้การใช้งานมีความยาวนานมากกว่าการใช้ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เอื้อต่อการใช้ประโยชน์ในขนาดที่ใหญ่ขึ้น เช่น การบริหารเมืองอัจฉริยะ ภาคอุตสาหกรรม และแอปพลิเคชันเชิงพาณิชย์ เช่น การติดตามระบบขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ การทำประมง และการควบคุมจราจร

ในส่วนของระบบหลังบ้านนั้น เริ่มมีความชัดเจนขึ้นถึงการใช้ประโยชน์ของระบบการสื่อสารต่างๆ ต่อการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ระบบ LTE เหมาะกับการใช้กับระบบกล้องวงจรปิดและระบบการสื่อสารภายในรถยนต์ ขณะที่ LTE-M เหมาะกับการใช้ในระบบขนส่ง ส่วน NB-IoT ใช้สำหรับการวัดเซนเซอร์ ซึ่งการพัฒนาของ LWPA จะยังคงมีขึ้นและได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องในปี 2562

เทเลนอร์

“แชทบอท” ผู้ช่วยคนต่อไปในบ้านคุณ

ในช่วงปีที่ผ่านมา การพัฒนาของระบบผู้ช่วยส่วนตัวจะมาในรูปแบบของแชทบอทผ่านการพิมพ์ผ่านตัวหนังสือ แต่ในปี 2562 นี้ จะเห็นการพัฒนาและการใช้แชทบอทที่ผ่านระบบการสั่งการด้วยเสียงมากขึ้นและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและก้าวหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะกับอุปกรณ์ในบ้าน

ทำให้การสั่งงานอุปกรณ์ภายในบ้านต่างๆ สามารถสั่งงานด้วยเสียงผ่านแชทบอทที่อยู่ในบ้าน เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว ทำให้ชีวิตในบ้านง่ายดายมากยิ่งขึ้น และเป็นไปได้ว่าอุปกรณ์ล้ำสมัยที่สามารถสั่งการผ่านแชทบอทได้นั้น จะกลายเป็นของเล่นชิ้นใหม่ภายในบ้านทั่วโลกในปีหน้าอย่างแน่นอน

เทเลนอร์

โทรศัพท์ฝาพับจะกลับมา

ความกังวลของผลกระทบต่อการใช้เวลากับจอสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตกำลังเป็นที่อภิปรายมากขึ้นในสังคม โดยคาดการณ์ว่าในปี 2562 การพัฒนาแอปฯ หรือเครื่องมือที่ติดตามการใช้งานจอ การเปิดโหมดป้องกันการรบกวนในเวลากลางคืนจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากแอปฯ และซอฟท์แวร์ใหม่ๆ ที่จะออกสู่ตลาดแล้ว ผู้พัฒนาดีไวซ์หรือโซเชียลมีเดียนั้นๆ จะเพิ่มฟังก์ชั่นให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าได้เอง ขณะที่กระแส “เขตปลอดการใช้มือถือ” จะกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคม เช่น การห้ามใช้มือถือระหว่างรับประทานอาหารกับครอบครัวหรือเพื่อน และการงดใช้มือถือระหว่างประชุม กระแสดังกล่าวจะเริ่มปรากฏและถูกรณรงค์โดยผู้ให้บริการ เพื่อสร้างการรับรู้

ด้วยเหตุนี้ ทำให้โทรศัพท์แบบฝาพับจะได้กลับมาได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มติดจอ โดยโทรศัพท์แบบฝาพับจะสามารถรองรับได้ 2 ซิม ทั้งซิมที่เน้นเฉพาะดาต้าสำหรับเล่นอินเทอร์เน็ต และซิมที่เน้นการโทร ซึ่งย้อนกลับไปสู่ยุคที่โทรศัพท์ฝาพับยุคอนาล็อกเคยได้รับความนิยมในอดีต

เทเลนอร์

กระแสกรีนเทคแรงขึ้น

จากการที่คณะทำงานขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ออกโรงเตือนถึงความร่วมมือในการป้องกันการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทำให้ความกังวลและการรับรู้ของผู้คนในสังคมต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสูงขึ้น

ทำให้กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี (Green tech) จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในปี 2562 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถใช้ชีวิตอย่างฉลาดขึ้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ตัวอย่างที่ นครออสโล เมืองต้นกำเนิดของเทเลนอร์ได้เป็นผู้นำของการพัฒนาและอาศัยศักยภาพเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน การใช้สินค้าและบริการของเทคโนโลยีที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคก็มีความนิยมสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น แอปฯ Too Good To Go ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยลดปริมาณขยะอาหาร (food waste) การแบ่งรถยนต์ใช้ (car sharing) หรือแม้แต่การใช้บริการส่งอาหารที่ใช้จักรยานเท่านั้น

กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนอร์เวย์สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยข้อมูลระบุว่า 30% ของรถยนต์ออกใหม่ในนอร์เวย์เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า สอดรับกับนโยบายภาษีและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่มีการจัดเก็บสูงขึ้นสำหรับสินค้าและบริการที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในนอร์เวย์

ซึ่งการเปลี่ยนผ่านโดยภาพรวมเป็นผลมาจากความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้บริโภคและแรงกดดันจากสังคม ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 4 ส่วนนั้นล้วนเป็นแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดกระแส Green tech ที่นอร์เวย์ในปี 2019

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เทเลนอร์

ดีแทค

ลอรีอัล จับมือ GJOSA พัฒนาการสระผมใช้น้ำน้อยลง 5 เท่า

ลอรีอัล ร่วมมือกับ โจซา (Gjosa)เทคสตาร์ทอัพด้านสิ่งแวดล้อม เปิดตัวนวัตกรรมและเทคโนโลยีการสระผมด้วยการใช้น้ำแค่ 1.5 ลิตร จากโดยปกติที่ต้องใช้น้ำถึง 8 ลิตร ตอกย้ำการมุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ในยุคที่การเข้าถึงและการใช้ทรัพยากรน้ำเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ

ลอเรนท์ แอททอล รองประธานฝ่ายการวิจัยและนวัตกรรมของลอรีอัล กล่าวว่า “ผลลัพท์ที่ได้จากการพัฒนานี้ ให้แนวทางที่สำคัญในด้านการคิดค้นนวัตกรรม ที่สามารถลดการใช้น้ำทางด้านสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน และการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ยังตอกย้ำพันธสัญญาของเราที่มุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน”

นักวิจัยของลอรีอัลได้คิดค้นแชมพูที่ล้างออกง่ายเพื่อใช้กับฝักบัวแบบประหยัดน้ำ (Low-Flow) (ใช้น้ำเพียง 2 ลิตรต่อนาที) ที่คิดค้นโดย โจซา บริษัทสตาร์ทอัพจากสวิตเซอร์แลนด์ โดยเทคโนโลยีของฝักบัวช่วยลดการไหลของน้ำ ช่วยเร่งความเร็วของหยดน้ำ

และสามารถใช้แชมพูที่ล้างออกง่ายของลอรีอัลผ่านฝักบัวของโจซาได้โดยตรง เพื่อให้สามารถสระผมได้มีประสิทธิภาพและใช้น้ำอย่างไม่สูญเปล่า ฝักบัวสามารถปรับรูปแบบของการพ่นน้ำตามสภาพการสระผมจริง ปราศจากการกระเด็น ลดการใช้น้ำและพลังงานได้เกือบ 70%

การเข้าถึงทรัพยากรน้ำเป็นปัญหาระดับโลกที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ รายงานว่าการบริโภคน้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าพร้อมๆ กับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น

และในปีพ.ศ. 2568 จำนวน 2 ใน 3 ของประชากรโลกอาจอยู่ภายใต้สภาวะขาดแคลนน้ำ เนื่องด้วยการใช้แชมพูและเจลอาบน้ำจำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมาก ดังนั้น จึงต้องมีการพัฒนาวิธีใช้น้ำทุกหยดให้คุ้มค่าที่สุด

ต้นแบบของหัวฝักบัวรุ่นใหม่นี้ได้รับการทดสอบจากห้องปฏิบัติการของลอรีอัล และได้มีการทดลองใช้ในร้านทำผมหลายแห่งทั่วโลก เช่นในแอฟริกาใต้และสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะมีการนำเทคโนโลยีนี้ออกไปใช้สู่กลุ่มร้านทำผมมืออาชีพ

โจซา

ทั้งนี้ Gjosa เป็นบริษัทเทคโนโลยีทางด้านสิ่งแวดล้อมจากเมือง Bienne ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นผู้พัฒนาที่โดดเด่นและเชี่ยวชาญที่สุดในด้านการหาโซลูชันเพื่อการประหยัดน้ำ โดยเทคโนโลยีที่ได้รับการจดสิทธิบัตรนี้ รวบรวมเอาประสบการณ์ในการอาบน้ำที่มีประสิทธิภาพ และน่าตื่นเต้นเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งยังช่วยประหยัดพลังงานและน้ำ ได้มากกว่า 75% เมื่อทำความร้อน

กลุ่มผลิตภัณฑ์เริ่มแรกได้ออกแบบมาเพื่อธุรกิจดูแลร่างกาย ธุรกิจเพื่อสุขภาพ การบริการ การขนส่งและพื้นที่สาธารณะ เนื่องด้วยภาวะขาดแคลนน้ำที่ได้ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 2 พันล้านคนและเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก

การสูญเสียน้ำโดยสิ้นเปลืองจึงเป็นความไม่ยั่งยืน ที่ Gjosa เรากังวลและมุ่งมั่นที่จะลดการสิ้นเปลืองน้ำสำหรับทุกคนและสำหรับคนรุ่นต่อๆไปทั่วโลก น้ำทุกหยดมีค่า

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ลอรีอัล

โจซา

ซิสโก้ เผยเทรนด์ของโลกอนาคตที่จะส่งผลกระทบต่อผู้คน

ซิสโก้ เผย 6 เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในโลก ระบุชัดผลกระทบเกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเกิดขึ้นแน่นอน พร้อมเผยตำแหน่งงานที่จะได้รับผลกระทบชัดเจน แนะปรับตัวเพิ่มทักษะการทำงานเพื่อคงสภาพการมีงานทำต่อไป ชูปัจจัยและแนวคิดการปรับตัวขององค์กรที่จะประสบความสำเร็จ เพื่อเตรียมพร้อมปรับตัวสู่โลกอนาคตได้อย่างยั่งยืน

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน เปิดเผยว่า จากการศึกษาร่วมกันกับสถาบันวิจัยต่างประเทศในปี 2017 พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอันดับแรก คือ 1.มีเดีย 2.เทคโนโลยี 3.ธุรกิจค้าปลีก 4.การเงิน และ5.เทเลคอม ซึ่งสังเกตได้จากการที่ช่วงนี้เป็นปีที่มีการสนับสนุนด้านไอทีจากผู้บริหารระดับสูงระดับซีอีโอมากขึ้น ซึ่งนับว่ามีการตื่นตัวของอุตสหกรรมเป็นอย่างมาก

โดยเราคาดการณ์ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า 75% ของธุรกิจจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการ Digital Transformation และ 30% ของ 75% จะสามารถใช้ได้อย่างเข้าใจและเกิดประโยชน์ โดยอีก 78% ยังไม่สามารถปรับใช้ได้อย่างเพียงพอเพื่อการปรับตัวสู่ดิจิทัล

ทั้งนี้มี 3 ปัจจัยที่จะทำให้องค์กรเปลี่ยนแปลงแบบผู้นำ 1 Hyper-Aware ความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้รู้ ทราบและเข้าใจในทุกสิ่งอย่าง ทุกการเคลื่อนไหวของข้อมูล 2 Predictiveเพื่อวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการพยากรณ์ 3 Agile การปรับตัวจากข้อมูลที่ได้รับและวิเคราะห์แนวทางแล้วอย่างรวดเร็ว

การปรับตัวของอุตสาหกรรมในหลากหลายมิติ จะมีความแตกต่างมากน้อยลดหลั่นกันไป โดย 3 อันดับแรก เป็นเรื่องของอุตสาหกรรม 6.4 พันล้านเหรียญ อุตสาหกรรมการเงิน 3.1 พันล้านเหรียญ และการค้าปลีก 2.8 พันล้านเหรียญ

วันนี้เรามีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ไลฟ์สไตล์ทางการเงินแบบดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งจะสังเกตได้จากการใช้งานทางการเงินของเราเองจากโมบายแบงค์กิ้งที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจากการสำรวจโดยเฉลี่ยมีการใช้งานราว 13 ครั้งต่อเดือนต่อ 1 บัญชี ทำให้เราเห็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นใหม่ๆตามมา

โดยเทรนด์ FSI ที่กำลังจะเกิดขึ้น 1.ซึ่งธนาคารในอนาคตจะกลายเป็น Bionic Bank โดยการนำเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาสนับสนุน การบริการมากยิ่งขึ้น 2.ธนาคารจะเริ่มกลืนเข้ากับองค์กรอื่นๆ เพื่อสร้าวรูปแบบบริการใหม่ๆที่เข้าถึงผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้ธนาคารยังคงมีตัวตน แต่เราจะเริ่มเข้าถึงสถานที่ได้น้อยลง นอกจากนี้ยังต้องมีการผสานการทำธุรกรรมรูปแบบต่างๆในการรับลูกต่อจากการซื้อขายมากยิ่งขึ้น

และ 3. ธนาคารจะเริ่มเข้าสู่การเป็น Open API มากยิ่งขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนการทำธุรกรรมให้กับบริการอื่นๆได้สะดวก และท้ายที่สุดธนาคารจะกลายเป็นสิ่งที่คนรู้แต่มองไม่เห็นมากขึ้นนั่นเอง

อีกทั้งธนาคารจะเริ่มมีบริการที่หลากหลายมากกว่าบริการทางการเงินเพียงอย่างเดียว โดยจะมีการนำระบบเวอร์ชวล เข้ามาช่วยแนะนำบริการให้ลูกค้ามากยิ่งขึ้น มีการนำไซบอกซ์เข้ามาแนะนำบริการในอนาคต แต่ขณะที่ปัจจุบันยังเป็นเพียงแค่การรีโมทเซอร์วิสต์ หรือการแนะนำบริการโดยใช้วิดีโอคอนเฟอร์เรนนั่นเอง

ในระบบของการประกันสุขภาพ เริ่มมีการใช้งานเครื่องสมาร์ทวอท์ช ในการเก็บพฤติกรรมลูกค้า เพื่อประเมินค่าความเสี่ยง และคิดอัตราเบี้ยประกันที่มีความเป็นบุคคลมากขึ้น ขณะที่เอทีเอ็ม จะเริ่มมีการใช้านร่วมกับสมาร์ทดีไวซ์ เพื่อเข้าถึงบริการทางการเงินมากยิ่งขึ้น

ในอีก 5 ปีข้างหน้า ภาคของธนาคารจะมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปสู่่แนวทางของเทคโนโ,ยีที่สำคัญ โดยอันดับแรกเป็นเรื่องของบล็อกเชน ที่จะมีการเติบโตกว่า 110% และในด้านของ Ai จะมีการเติบโตกว่า 108% และเทรนด์ของ Robotics จะมีการเติบโตกว่า 84%

เทรนด์เทคโนโลยีอุตสาหกรรม

ขณะที่ในกลุ่มของอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าจะมีการเติบโตเป็นอย่างมาก โดยภาคการผลิตนี้ มีความน่าสนใจตรงที่ 52% นั้นจะมีการกันงบประมาณกว่า 52% ไว้สำหรับเรื่องไอทีโดยเฉพาะ ซึ่งสอดคล้องกับการที่เทคโนโลยีเริ่มมีส่วนในการผลิตมากยิ่งขึ้น โดยในเรื่องของ Operation Technology (OT) มากขึ้น

ซึ่งจะรวมไปถึงการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ การเตรียมคน การวิเคราะห์ ความปลอดภัย ตลอดจนการผลิต ซึ่งจะต้องร่วมมือกันระหว่าง OT และ IT มากยิ่งขึ้น

ในภาคอุตสาหกรรมนั้นจะมีความพยายามในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีความละเอียดในการเข้าใจเครื่องจักรที่มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนของการเปลี่ยนวัสดุสิ้นเปลือง จากการรู้จักรการสึกหรอ ด้วยเซ็นเซอร์ ในการเก็บข้อมูลที่แท้จริง จากเดิมที่เราใช้ผู้เชี่ยวชาญในการวัดและวิเคราะห์ เราก็ใช้เซ็นเซอร์ในการจับความผิดปกติ (IoT) และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพพนักงาน จากการเก็บข่้อมูลของพนักงานอัตราจ้าง โดยมีการเรียนรู้และเก็บพฤติกรรมเพื่อลดค่าใช้จ่ายได้ ขณะเดียวกันก็สามารถช่วยเหลือพนักงานในภาวะเสี่ยง หรือในไซต์งานที่มีความเสี่ยงสูง การตรวจวัดพนักงานแบบเรียลไทม์จะช่วยทำให้สามารถช่วยเหลือได้ทันที เป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้พนักงานได้อย่างสมบูรณ์

และยังมีการใช้งาน ARโดยการใช้สมาร์ทกลาส เพื่อเรียนรู้การทำงานกับเครื่องจักรขั้นสูง ผู้สวมใส่สามารถสื่อสารและสอนงานรุ่นน้องได้อย่างทันที โดยจะเห็นเป็นภาพเสมือนทับอยู่บนภาพจริง เพื่อให้การปรับแก้ หรือการทำงานในเชิงเทคนิค มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เทรนด์ภาครัฐที่มีการนำเทคโนโลยีไปใช้

โดยแบ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาเมือง การศึกษา ระบบการขนส่ง ระบบสาธารณสุข การจัดการแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด โดยจะเป็นเชิงการพัฒนาและปรับปรุงให้เกิดความพร้อมในการที่เอกชนหรือต่างชาติ จะเข้ามาลงทุนต่อไปในอนาคต

6 สิ่งที่สำคัญในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัล

1.ประสบการร์ลูกค้า โดยจะเป็นการเปลี่ยนวิธีการสร้างประสบการให้ลูกคา ยกตัวอย่างเช่นการเป็น Smart Retail ซึ่งจะมีการผสานระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ร่วมกัน 2.Hyper Personalization โดยจะมีการผลิตที่แตกต่างกัน เหมาะสำหรับการใช้งานเฉพาะบุคคลมากขึ้น โดยโลกจะเปลี่ยนไปสู่ Segment of One จะช่วยสร้างความแตกต่างให้ลูกค้ามากขึ้น

3.Intelligent Assistants ในการเข้ามาช่วยให้เกิดการใช้ชีวิตที่ง่ายขึ้น โดยทั้งหมดจะเกิดขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า 4.Remote Experts ซึ่งจะเป็นการนำเสนอความเชี่ยวชาญ ผ่านโลกของดิจิทัล บนแพลตฟอร์มที่ไม่จำกัดสถานที่อีกต่อไป

5.Instant Fullfillment โดยจะเป็นการผสานการจัดส่งที่รวดเร็วในการจัดส่ง รองรับการตลาดอีคอมเมิร์ชให้เกิดความสะดวกมากขึ้น 6.VR & AR จะถูกเข้ามาใช้ในส่วนของการเรียนการสอน หรือการอบรมมากขึ้น อีกทั้งในส่วนของภาคอุตสาหกรรมยังมีการนำไปใช้ เพื่อการเทรนนิ่งให้เกิดความละเอียดและเข้าใจมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการสื่อสารที่สะดวกในการซ่อมบำรุง

ซึ่งในประเทศไทย เราเริ่มกลายเป็นผู้นำในเรื่องของการนำเทคโนโยีเข้ามาใช้ ยกตัวอย่างเช่นในภาคการธนาคาร เรามีการนำเทคโนโลยีมาใช้มากกว่าในบางประเทศของโลก

Workplace Transformation

เป็นส่วนของ การปรับองค์กร ให้เกิดการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับคนรุ่นใหม่ขององคืกรมากยิ่งขึ้น โดยรูปแบบของการทำงาน เทคโนโลยี อุปกรณ์ ความผูกพันธ์ขององค์กร จะต้องเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการทำงานแบบอนาคต ซึ่งจะไม่จำกัดสถานที่ทำงานอีกต่อไป

โดยแบ่งออกเดป็น 10 เทคโนโลยีที่สำคัญ แบ่งเป็น 1.Mobile & Digital First ซึ่งจะต้องรองรับการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.Cloud First รองรับการทำงานได้จากทุกที่ผ่านระบบคลาวด์ 3.Personal Assistantผู้ช่วยเสมือนในการจัดการบางอย่างในชีวิตประจำวันและการทำงานให้ง่ายขึ้น

4.Ai & Machine Learning ในการเข้ามาช่วยจัดการและบริการ 5.Robotics Process Automation & ApIs ในการเข้ามาช่วยทำงานที่มีขั้นตอนซ้ำๆ 6.Mobility Location Analytics ในการช่วยจับคู่กับสถานที่และควบคุมการขนส่ง 7.Augmented Experiences เพื่อช่วยในการอบรมและเรียนรู้

8. Smart Building การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อทำให้อาคารมีความฉลาดและอัตโนมัติมากขึ้น 9.IoT & Warables และ 10. People ซึ่งจะเป็นเรื่องของคนที่เกิดความเข้าใจและเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น

ในอีก 10 ปีข้างหน้า งานกว่า 28 ล้านตำแหน่งจะหายไป โดย 10.2% จะเป็นงานในประเทศไทยที่หายไป แต่กระนั้นจะมีอาชีพเกิดใหม่ที่เขามาทดแทนอาชีพที่หายไปตามมา ซึ่งในอาเซียนกลุ่มภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบมากที่สุด กว่า 9.9 ล้านตำแหน่ง แต่จะมีงานเกิดขึ้นใหม่เพียง 4.2 ล้านตำแหน่งเท่านั้น

ในขณะที่รูปแบบของพนักงานในระดับใช้แรงงานจะได้รับผลกระทบมากที่สุดกว่า 7.2 ล้านตำแหน่ง โดยจะมีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นเพียง 5.6 ล้านตำแหน่งเท่านั้น

ในส่วนของภาคการบริการ ยังต้องการคนเข้ามาทำงานเพิ่มากขึ้นกว่า 3.7 ล้านตำแหน่ง มากกว่าภาคอุตสาหกรรมที่จะมีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นกว่า 2.1 ล้านตำแหน่ง แต่กระนั้นแต่ละกลุ่มจะเริ่มมีความต้องการทักษะที่แตกต่างจากเดิม โดยจะต้องเรียนรู้ในรูปแบบ การคิดค้นมากยิ่งขึ้น

ซึ่งโดยค่าเฉลี่ยของทักษาะในการทำงานของเราจะต้องการมากขึ้น และในส่วนที่เปลี่ยนเยอะนั้นจะมีในส่วนของภาคการก่อสร้าง แต่กระนั้นหากมีการปรับทักษะที่ดีขึ้น ก็จะทำให้ได้งานที่มีมากขึ้นตามมา โดยทั้งหมดนี้จะกระทบกับทั้งอาเซียนและในเมืองไทย

ทั้งนี้ซิสโก้ เราจะเดินหน้าไปสู่การสร้างเวทีผู้นำทางด้านไอทีมากขึ้น โดยที่ผ่านมามีการร่วมกันกับ ปตท. ในการผลักดันองึ์กรผู้นำร่วมกัน นอกจากนี้ยังจะนำในเรื่องของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เพื่อให้เขาเหล่านั้นนำไปสร้างเคสให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น เป็นการตกผลึกเพื่อให้เกิดการนำไปใช้ได้จริง ซึ่งเราจะแบ่งเงินลงทุนไปสู่ส่วนนี้เป็นอันดับต้นๆ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ซิสโก้ ประเทศไทย

เรนเจอร์ 2.0 ไบเทอร์โบ ก้าวข้ามคำว่ากระบะไปแล้ว

ภาพจำของฟอร์ดเรนเจอร์คือกระบะนิรภัยคันแรกของเมืองไทย ที่ใส่ถุงลมนิรภัยคู่หน้าพร้อมระบบเบรคเอบีเอสมาให้ในปี 1999 ถือเป็นการสร้างภาพให้ฟอร์ดกลายเป็นค่ายรถยนต์ที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ซึ่งในขณะนั้นในบรรดารถกระบะยังไม่มีใครมี

ซึ่งอาจจะรวมถึงรถเก๋งในหลายๆ รุ่นในเมืองไทยด้วย จนมาถึงรุ่นล่าสุดนี้ก็ยังคงใส่ระบบความปลอดภัยมาให้แบบเต็มพิกัด จนเรียกได้ว่าฉีกหน้ารถยุโรประดับหรูหลายรุ่นเลยทีเดียว

หลายปีก่อนผู้เขียนได้เคยทดลองขับฟอร์ดเรนเจอร์มาแล้วครั้งหนึ่ง การขับครั้งนั้นทำให้ลบความรู้สึกที่เคยมีกับรถกระบะออกไปจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย สมรรถนะการขับขี่ ที่ต้องบอกว่าเหนือกว่าแบรนด์ญี่ปุ่นในขณะนั้นทั้งหมด และกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งในใจถ้าต้องเลือกซื้อรถยนต์ประเภทนี้เลยทีเดียว

ฟอร์ดเรนเจอร์

จนมาถึง Ranger 2.0 Bi-Turbo Wildtrak 4×4 10A/T ที่ได้มาสัมผัสกันในครั้งนี้ ต้องบอกเลยว่า สิ่งที่เคยดีอยู่แล้วได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นในทุกด้านโดยเฉพาะความปลอดภัยและไฮเทค ที่ยังคงให้มากกว่าคู่แข่งทุกค่ายแบบเทียบกันไม่ติด

และแม้ว่าจะมีราคาค่าตัวสูงถึง 1,265,000 บาท แต่ถ้าเทียบกับรุ่นท็อปของทุกค่ายแบบตัวต่อตัวแล้วยังไงก็คุ้มกว่า โดยเฉพาะเจ้าตลาดที่ราคาห่างกันไม่มาก แต่เทคโนโลยีที่ใส่มาต่างกันลิบ

เทคโนโลยีสุดล้ำในรถยุโรปพรีเมียมมาอยู่ในนี้เกือบหมด

ระบบทันสมัยต่างๆ ที่จะนำมาเสนอนั้น ไม่นับรวมถึงระบบพื้นที่ที่ใส่มาให้ใช้กันหลายปีแล้วอย่าง ระบบป้องกันล้อล็อค ABS, ระบบกระจายแรงเบรก EBD, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS

ฟอร์ดเรนเจอร์

ระบบช่วยออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA, ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา HDC, ระบบช่วยการทรงตัวขณะลางจูง TSC, ระบบป้องกันรถพลิกคว่ำ Roll Over Mitigation ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ซึ่งประกอบไปด้วย คู่หน้า ด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย

 

แต่เราจะพูดถึงระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่าง Adaptive Cruise Control ที่นอกจากจะเบรคเมื่อเข้าใกล้รถคันข้างหน้าแล้ว ยังจะเร่งเครื่องให้กลับมายังความเร็วที่ตั้งไว้ให้อีกด้วย

ส่วนระบบช่วยจอดรถแบบอัตโนมัติ Active Parking Assist ที่เคยชินกับ ฟอร์ดโฟกัส นั้น การใช้งานก็เหมือนกันช่วยให้การจอดรถคันใหญ่ยาวนี้ทำได้สะดวกมากขึ้น แถมยังแม่นกว่าตัวเราเองจอดเองเสียอีก

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง Lane Keeping System ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Driver Alert System และระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Warning System

ฟอร์ดเรนเจอร์

โดยทั้ง 3 ระบบนี้จะได้เจอกันบ่อยในการขับขี่ระหว่างทาง เพราะรถจะคอยเตือนเมื่อเราขับรถออกนอกเลน ด้วยการแสดงผลทางหน้าจอและสั่นพวงมาลัยเล็กๆ ให้รู้ตัว แต่ถ้าเราเปิดไฟเลี้ยวและเปลี่ยนเลน ระบบก็จะเงียบไป

ส่วนการเตือนการเมื่อยล้านั้นรถจะเตือนเมื่อเราขับรถเปลี่ยนไป ซึ่งจากการที่ผู้เขียนได้ทดลองแบบไม่ตั้งใจนั้นจะพบว่า รถจะจับความผิดปกติแล้วขึ้นเตือนเป็นรูปถ้วยกาแฟ ประมาณว่าได้เวลาหยุดพักก่อนแล้วค่อยกลับมาขับต่อ

ส่วนระบบเตือนการชนด้านหน้านั้นนับว่าเป็นระบบที่ดีมากทีเดียว เพราะจะเตือนอยู่ตลอดถ้าเราอยู่ใกล้กับรถข้างหน้ามากเกินไปในระยะไม่ปลอดภัย ซึ่งบางครั้งตัวเราอาจจะไม่รู้ว่ามันเป็นระยะที่ไม่ปลอดภัย นับเป็นการเตือนที่ทำให้เราระมัดระวังมากขึ้น

ฟอร์ดเรนเจอร์

ระบบเบรกอัตโนมัติ ตรวจจับรถและคนเดินถนน AEB : Autonomous Emergency Braking อันนี้เป็นระบบที่ชอบมาก แต่ยังไม่ได้ลองใช้อย่างจริงจัง เพราะในสภาวะความเป็นจริงนั้นการจะให้รถเบรคอัตโนมัติต้องมีความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในขณะที่เท้ายังเหยียบคันเร่งอยู่

ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นระบบที่เกินความจำเป็น แต่หากให้มองดีๆ แล้วในสภาวะที่เราเหม่อลอย หรืออยู่ในภาวะคับขันจริงๆ ระบบเหล่านี้จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้มากทีเดียว หรืออาจจะช่วยไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดเลยก็ได้

อีกความปลอดภัยที่ให้เหนือกว่าและน่าจะเป็นต้นแบบของรถยนต์ในประเทศนี้เลยคือ การมีระบบการโทรฉุกเฉินหลังเกิดอุบัติเหตุจนแอร์แบ็คระเบิด หรือการชนจากด้านหลังแล้วเสียหายมาจนถึงถังน้ำมัน

นอกจากจะมีการตัดระบบน้ำมันอัตโนมัติแล้ว ระบบซิงค์ 3 จะโทรเข้าศูนย์นเรนทรโดยอัตโนมัติ ซึ่งเจ้าของต้องซิงค์เข้ากับรถเข้ากับมือถือของตัวเองด้วย เพราะซิงค์ 3 จะทำงานร่วมกันกับมือถือ

ส่วนสิ่งที่อยากให้เพิ่มนอกจากเซนเซอร์กะระยะช่วยจอดด้านหน้า 6 ตำแหน่ง และเซนเซอร์กะระยะช่วยจอดด้านหลัง 4 ตำแหน่ง และกล้องมองภาพขณะถอยจอด นั้น อยากจะให้มีกล้องรอบรอบคันแบบ 360 องศาแบบค่ายอื่นบ้าง เพราะบางครั้งเราก็ต้องการความมั่นใจแบบเห็นรอบด้านมากกว่า

ความสะดวกสบายในภายในสมราคาไหม

การตกแต่งภายในของ Ranger 2.0 Bi-Turbo Wildtrak คันนี้ นับว่าลงตัวมาก จนแอบดูดีกว่าเอสยูวีที่วิ่งกันให้เกลื่อนบนถนนเมืองไทยเสียอีก การตกแต่งทั้งตัวเบาะทีเดินด้ายสีส้ม พวงมาลัยหุ้มหนังเดินด้ายสีส้ม ตลอดจนการตกแต่งในส่วนอื่นๆ การจัดวางอุปกรณ์ นับว่าสมราคาและฐานะของเจ้าของรถได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

และนอกเหนือไปจากเบาะที่นั่งที่ให้ความสบายกันทุกต่ำแหน่งที่นั่งและปรับไฟฟ้าได้ในฝั่งคนขับแล้ว เรนเจอร์ตัวท็อปคันนี้ยังมาพร้อม กระจกหน้าต่างไฟฟ้า 4 บาน พร้อมระบบ One-touch ฝั่งคนขับ ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา Dual Zone ชุดมาตรวัด

หน้าจอแสดงผลแบบสี TFT จอคู่ Dual Screen และที่ทำให้น่าภิรมณ์มากเข้าไปอีกคือ ระบบกุญแจ Smart Keyless Entry ที่เพียงแค่จับมือเปิดประตูรถก็จะปลดล็อกได้ทันที และถ้าหากจะล็อกรถอีกครั้งก็แตะที่มือจับประตู เพียงเท่านี้ก็จะล็อกได้ทั้งคันเช่นเดียวกัน ง่ายและสบายเข้าไปอีก

ฟอร์ดเรนเจอร์

ส่วนใครที่คิดว่าที่ให้มายังไม่พอใจ ฟอร์ดก็ใส่ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ Push Start Button กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ ระบบทำความเย็น ช่องเก็บของคอนโซลกลาง รวมไปถึงไฟตกแต่งภายในห้องโดยสาร Ambient Light ปรับเปลี่ยนได้ 7 โทนสี

ไม่ว่าจะเป็นที่มือเปิดประตูด้านใน ไฟส่องเท้า และตามช่องวางของต่างๆ ช่องชาร์จไฟ 12V 3 ตำแหน่ง และยังมีช่องชาร์จปลั๊กไฟบ้าน AC 230V ที่จะช่วยให้เราสามารถใช้งานโน้ตบุ๊กในระหว่างเดินทางได้อีกด้วย เรียกว่าทีนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องทำงานไม่ได้อีกต่อไป

ส่วนความสุนทรีย์ในความบันเทิงนั้นก็มีเครื่องเสียงหน้าจอระบบสัมผัส Touchscreen ขนาด 8 นิ้ว เครื่องเสียง วิทยุ AM/FM CD MP3 รองรับระบบ Apple Car Play / Andriod Auto ระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth ระบบแผนที่นำทาง Navigation System ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่ง

รวมไปถึงระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC3 เป็นภาษาไทยที่ทำให้ใช้งานง่ายขึ้น ไม่ต้องพูดภาษาอังกฤษแบบต้องกระดกลิ้นจนแทบจะพันกันเหมือนเวอร์ชันก่อนหน้า และพีคสุดในห้องโดยสารคือระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร Active Noise Cancellation ที่มีอยู่ในเอเวอร์เรส เรนเจอร์ตัวท็อปนี้ก็มีแล้วนะ

สมรรถนะเครื่องยนต์และการขับขี่เป็นอย่างไร สนุกมากขึ้นไหม!!

หัวข้อนี้น่าจะทำให้นักขับตีนผีหรือคนที่แอบมองสมรรถนะอยู่ได้ความชัดเจนกันมากขึ้น เพราะฟอร์ดเรนเจอร์ใหม่นี้เปลี่ยนเครื่องยนต์ดีเซลใหม่โดยลดขนาดมาเป็น ขนาด 2.0 ลิตร ภายใต้ชื่อ EcoBlue TDCi 4 สูบแถวเรียง 1,996 ซีซี. แต่เพิ่มเทอร์โบคู่ที่จะทำงานร่วมกันระหว่าง

High-Pressure Turbo เทอร์โบแรงดันสูง และ Low-Pressure Turbo เทอร์โบแรงดันต่ำ ควบคุมด้วยวาล์ว Bypass ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า (PS) ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบ/นาที

เครื่องยนต์ใหม่นี้ลดการสั่นสะเทือนน้อยลง ส่วนสมรรถนะนั้น เมื่อประสานเข้ากับเกียร์ที่ควบคุมด้วยสมองกลอัตโนมัติแล้ว ให้อัตราเร่งที่ดี การเปลี่ยนเกียร์ลื่นไหลมาก แรงบิดดีมาก สร้างความต่อเนื่องในการใช้งานได้ดี การออกตัวสไตล์ยุโรปไปแบบนุ่มๆ ไม่จี๊ดจ๊าดจนหลังติดเบาะ

แต่เมื่อกดคันเร่งเพิ่มพละกำลังจะมาอย่างต่อเนื่องสร้างแรงดึงได้ดี พละกำลังมีมาให้ไม่ขาดทั้งการเร่งแซง การเหยียบหนีรถในระดับเดียวกันที่พยายามมาท้าสมรรถนะเครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ทำได้แบบไม่ต้องลุ้น ส่วนอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ได้จับเวลาแบบเป็นทางการ แต่ก็ทำได้ในระดับ 10 วินาทีนิดๆ

ช่วงล่างนั้นมีความนุ่มสบายมากขึ้น จนบางทีก็ลืมไปว่ากำลังขับรถกระบะอยู่ เพราะการการดูดซับแรงสะเทือน การขับผ่านหลุมบ่อต่างๆ ของถนนในเมืองไทยแบบทำได้ดีมาก ดีจนเข้าใกล้รถยนต์นั่งเข้าไปทุกที

จนบางทีอยากให้คนที่มองว่ารถกระบะต้องกระเด้งกระดอนนั้นให้มาลองรถรุ่นนี้สักหน่อย อาจจะลืมรถเอสยูวีที่เคยขับอยู่ไปเลย ถ้าไม่ติดว่าจะมีอาการแกว่งๆ ของกระบะท้ายในยามที่เข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกินไป ก็สู้รถยนต์นั่งได้สบาย แต่ก็อย่างว่าล่ะ รถสูงขนาดนี้จะให้เข้าโค้งเนียนกริ๊บเหมือนรถเก๋งคงเป็นไปไม่ได้

ฟอร์ดเรนเจอร์

ส่วนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นแบบ Part-time ที่เราเลือกได้ว่าจะปรับเปลี่ยนช่วงไหนอย่างไรนั้น ต้องบอกก่อนว่าการขับทั้ง 2 แบบไม่ว่าจะเป็นขับ 2 หรือขับ 4 อาจจะจับความรู้สึกถึงแตกต่างกันแทบไม่ได้ เพราะในโหมดขับ 2 นั้นก็ให้ความมั่นใจได้มากอยู่แล้ว แต่จะมั่นใจมากกว่าถ้าเลือกเป็นขับเคลื่อน 4 ล้อ แต่ก็จะกินน้ำมันมากกว่ากันตามปกติ

ในส่วนของการทรงตัวนั้นทำได้ดีทั้งในการเดินทางความเร็วทั่วไป จนถึงความเร็วสูงในระดับ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ยังสามารถบังคับควบคุมได้เป็นอย่างดีไม่มีวอกแวก การเปลี่ยนเลนทั้งแบบกระทันหันหรือแบบปกติสร้างความมั่นใจได้มาก หรือแม้แต่ในการเดินทางที่ต้องฝ่าสายฝน

เราจะพบว่าด้วยประสิทธิภาพของช่วงล่างและระบบความปลอดภัยที่อัดเข้ามาให้มากมายนั้น ช่วยได้มากทีเดียว แต่ทั้งนี้ตัวคนขับเองก็ต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนระบบเบรคก็สร้างความมั่นใจได้มากแต่ต้องกดเยอะสักนิด เพราะไม่ได้ตั้งแป้นมาให้ตื้นแบบเหยียบลงไปแล้วหน้าทิ่มตามไปด้วย

นอกจากนี้การขับในเวลากลางคืนถ้าเราเปิดไฟสูงแล้วเมื่อมีรถสวนทางมาระบบจะปรับเป็นไฟปกติแบบอัตโนมัติ แล้วจะกลับเข้าสู่โหมดไฟสูงที่เราตั้งไว้ เมื่อรถสวนทางวิ่งผ่านไปแล้ว เรียกได้ว่าฉลาดจนเราไม่ต้องคอยมานั่งพะวงกับการเปิดไฟสูงสลับกับไฟต่ำแบบไปมาตลอดเส้นทาง

ทั้งนี้ใครที่เกรงว่าเกียร์ 10 สปีดจะบรรทุกหนักได้ไม่ดีก็คิดใหม่ เพราะฟอร์ดเรนเจอร์คันนี้เราสามารถตั้งเกียร์ให้เหลือ 5 เกียร์ได้อีกด้วย เช่นเดียวกับที่ฝากระบะท้ายได้มีการเพิ่มกลไลระบบผ่อนแรง ทำให้เวลายกฝากระบะท้ายเพื่อเปิดและปิดมีน้ำหนักเบาลงเหมาะสมกับฐานะผู้ซื้อได้ดี

สรุปกันเลยละกัน ก่อนที่จะยืดเยื้อกันไปมากกว่านี้ ใครที่กำลังมองหารถกระบะสมรรถนะดีไว้ใช้สักคัน สามารถใช้งานได้หลากหลายอย่างแท้จริง เพราะรูปทรงภายนอกก็จัดมาแบบเต็ม หรู และดูแพงกว่ายี่ห้ออื่นๆ

ยิ่งถ้ารวมคุณสมบัติด้านความปลอดภัยและไฮเทคที่อัดแน่นเข้าไปด้วยแล้ว จะทำให้ลืมเรื่องราคาค่าตัวไปได้เลย โดยเฉพาะเมื่อนำไปเทียบกับแบรนด์อื่นที่ราคาใกล้กันแต่ห่างชั้นกันมากเรื่องเทคโนโลยีก็จะยิ่งรู้สึกว่าไม่แพงเลย

ส่วนใครที่กำลังลังเลที่จะหารถครอบครัวดีๆ สักคัน มีจำนวนสมาชิกไม่เกิน 4 คน ชอบท่องเที่ยวและเบื่อกับรถเก๋ง แต่หากจะให้ไปมองในส่วนของรถแบบ SUV หรือ PPV แล้วก็มีราคาที่สูงเกินไป

ฟอร์ดเรนเจอร์

แถมในตัวล่างๆ ที่แพงกว่ากันอีกนิดก็ให้ออปชันน้อยไปหน่อย Ranger 2.0 Bi-Turbo Wildtrak จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะมีให้ครบและสามารถขนของได้มากกว่าอีก ตอบโจทย์ได้หลายไลฟ์สไตล์มากกว่าที่รถกระบะ 4 ประตู รูปแบบเดิมๆ เคยให้มา

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ฟอร์ด ประเทศไทย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แกะความคิด อภิสิทธิ์ เปลี่ยนไอเดียสู่ปฏิบัติด้วยเทคโนโลยี

ความท้าทายของโลกอนาคต คือการเดินหน้าอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี แน่นอนว่าคำพูดที่สวยหรูเหล่านี้ “เป็นจริงยากมาก” เนื่องจากข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ดังนั้น The Reporter Asia จึงอยากการแกะรอยการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบ หรือแม้กระทั่งการเปิดพื้นที่ให้มีจุดยืนแสดงไอเดีย จากฝั่งการเมืองบ้าง เพื่อสะท้อนมุมมองและแนวคิดของกลุ่มคนเหล่านี้ ที่นักเทคโนโลยีมักมองว่าเป็นกลุ่มไดโนเสาร์

วันนี้เรามาแกะแนวคิดของนักการเมืองระดับหัวหน้าพรรค อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ของความเข้าใจในบริบทความสามารถของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อผู้คนในประเทศ และการบริหารจัดการภาครัฐเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับนโยบาย ในงาน GovTech Mission One Nation, One Mission #ยกระดับประเทศไทย ซึ่งจัดโดย สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ผมไม่ชอบคำว่า ‘ผลกระทบ’ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงถือว่าเป็น ‘โอกาส’ ซึ่งเมื่อมีเทคโนโลยีแล้วเราจะสามารถสร้างสรรค์ศักยภาพได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง โดยภาคการเมืองและราชการไทย เป็นส่วนสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าที่สุด วันนี้เราถึงเวลาที่จะต้องยกระดับการเมืองไทยและประเทศไทย ให้เปลี่ยนแปลงรับมืออนาคต

วันนี้การเมืองไทยต้องหมุนกลับมาที่เรื่องความคิดว่าจะเดินไปในทิศทางใด เราต้องถกกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆมากมาย ดังนั้นหากเราสามารถยกระดับทางการเมืองให้เป็นเช่นนั้นได้ เราจะสามารถนำพาบ้านเมืองเราพ้นความขัดแย้งไปได้ วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องความคิด แม้ว่าจะขัดแย้งในเชิงนโยบายหรือความคิด แต่มันจะไม่รุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองเช่นที่ผ่านมา

ในยุคที่เกิดการแข่งขันทางความคิดขึ้น แน่นอนว่าการแข่งขันทางความคิดเป็นเรื่องที่กระทบกับทุกคน และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเราต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเดิมๆได้เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต การดำเนินกิจกรรมต่างได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว เราจำเป็นต้องรับให้ได้

แต่กระนั้นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะต้องนำมาเป็นพลังในการผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพกับภาครัฐให้ได้ วันนี้เราต้องเริ่มกดดันให้ภาคการเมือง หันมาให้ความสำคัญกับข้อมูลที่อยู่ในมือ โดยคนที่มีข้อมูลจะต้องเปิดเผยและสร้างประโยชน์ต่อข้อมูล เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนให้ได้

แม้ว่าในปัจจุบันผู้ที่มีข้อมูลอยู่ในมือมากที่สุด นั่นก็คือราชการ แต่เราก็ยังเกิดปัญหาในการนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ สิ่งนี้เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ามาสร้างการเข้าถึงแนวความคิดให้ได้มากที่สุด

แต่กระนั้นเมื่อมองอีกมุมหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงที่คล่องตัว ก็มีความขัดแย้งในมุมกฏระเบียบของภาครัฐ ที่อาจจะไม่เอื้อให้เกิดความคล่องตัวอย่างเช่นที่เอกชนทำ และที่สำคัญอาจจะไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะให้ข้อมูลของรัฐแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มความสามารถ

วันนี้เราต้องมองว่า เรามีระบบการศึกษาไว้ทำไม เราถูกสร้างความเข้าใจว่าระบบการศึกษามีส่วนทำให้เรามีความรู้ ซึ่งเราไม่ได้ต้องการเพียงเท่านั้น แต่ระบบการศึกษาต้องทำให้เราเกิดทักษะในการค้นคว้าหาข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเองในอนาคต หลังจากจบการศึกษาได้

มีตัวอย่างทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เราเกิดปัญหาขึ้น นั่นคือเรื่องของภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความสำคัญในการต่อยอดไปสู่สิ่งอื่นๆ คนไทยเรียนภาษาอังกฤษกันมามากกว่า 10 ปี แต่เราก็ยังมีปัญหาที่ไม่สามารถสื่อสารได้ จากการที่ระบบการศึกษาสอนให้เรารู้ แต่ไม่สามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประโยชน์ในชีวิตจริง

ขณะที่การขาดแคลนผู้ที่มีทักษะ ความรู้ ตลอดจนแนวทางความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงความสามารถที่หลากหลายเข้ามาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคประชาชนส่วนใหญ่ให้ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดพื้นที่ เพื่อให้กลุ่มคนที่มีความสามารถเข้ามาแสดงจุดยืนและแนวทางที่สร้างสรรค์สู่สาธารณะ ให้เค้าได้มีโอกาสได้สร้างสรรค์แนวคิดที่ดีให้เกิดเป็นรูปธรรม

หลังจากนั้นเมื่อเกิดแนวคิดที่ถูกต้อง หน่วยงานรัฐก็จะต้องปรับโครงสร้างเพื่อให้เกิดการทำงานที่ต่อเนื่อง และสร้างสรรค์ความคิดเหล่านั้นให้ออกมาให้ได้ โดยรัฐจะต้องสนับสนุนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งเราต้องปรับเปลี่ยนการทำงานที่ติดขัดเหล่านั้นของภาครัฐข้อจำกัดของภาครัฐที่มีอยู่ ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

แน่นอนว่าเมื่อเราสามารถแก้ไขสิ่งเหล่านั้นได้ เราก็จะสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับ ขีดความสามารถของการทำงานภายใต้เทคโนโลยีที่มากขึ้น และท้ายที่สุดเราก็จะเดินหน้าสู่การแข่งขันในโลกเทคโนโลยีได้อย่างเต็มความสามารถ อย่างทีเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย

ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย

ส่อง TIJ ผ่านเวทีเสวนา Open Data ผสานเทคโนโลยี Ai

ประเด็นการส่งเสริมความยุติธรรมสำหรับประชาชน เป็นประเด็นที่หลายภาคส่วนพยายามแก้ไขและหาทางออกร่วมกันมาตลอด และที่ผ่านมามีความพยายามที่จะปฏิรูป แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จในวงกว้าง เนื่องจากปัญหาหลักคือการขาดธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ ทำให้ระบบยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ เกิดขึ้นได้ยาก

ทว่า หากไม่ดำเนินการต่อ ก็จะไม่มีวันประสบผลสำเร็จ จึงถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนในสังคมจะร่วมมือกันผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยหัวใจสำคัญคือการสร้างความตระหนักรู้ว่า

เรื่องของความยุติธรรมนั้นเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่จะต้องก้าวไปพร้อมกันในเรื่องที่คิดว่าสามารถทำได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลมาแก้ไขปัญหาให้ทุกเรื่อง

ปัจจุบัน หนึ่งในเครื่องมือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคม คือเทคโนโลยี Open Data และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ดังจะเห็นได้จากทั่วโลกได้นำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้

และส่งผลให้เกิดสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อม ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็น เสนอกฎหมาย ร่วมตัดสินใจการใช้กฎหมาย ตลอดจนติดตาม และตรวจสอบข้อมูลของภาครัฐได้

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จึงได้ร่วมกับองค์กร ChangeFusion จัดงานเสวนา Roundtable on Technology for Justice Series ภายใต้โครงการ Project j : jX Justice Experiment เป็นครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “Open Data และ AI

เพื่อความยุติธรรมที่ประชาชนมีส่วนร่วม” Open Data และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นเหมือนประตูที่นำไปสู่ความยุติธรรม ที่แม้ไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนที่ช่วยรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดและรวดเร็วที่สุด

เนื่องจากหากข้อมูลเป็นไปตามหลัก Open Data อย่างแท้จริง ข้อมูลนั้นจะเป็นชุดข้อมูลที่ทุกคนเข้าถึงได้ ใช้งานได้ คอมพิวเตอร์อ่านได้ และเผยแพร่ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลจากทั้งภาครัฐและภาคประชาชน

อีกทั้งจำเป็นต้องมี AI มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยคอมพิวเตอร์จะเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกป้อนเข้ามาและทำการเชื่อมโยงข้อมูลและนำไปสู่การตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้

ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นว่า “ระบบธรรมาภิบาลของประเทศมีผลโดยตรงกับคุณภาพของกระบวนการยุติธรรม ถ้าประเทศขาดระบบธรรมาภิบาล ผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐในทางการเมืองขาดความโปร่งใส มีการทุจริตคอรัปชั่น

แทนที่กระบวนการยุติธรรมจะได้รับการปฏิรูปให้เข้มแข็ง กลับอาจถูกใช้ให้เลือกปฏิบัติและเอื้อประโยชน์กับผู้มีอำนาจ เราเห็นตัวอย่างเช่นนี้ตลอดมา ดังนั้นการปฏิรูประบบยุติธรรมที่ได้ผลจึงต้องเริ่มที่การปฏิรูประบบธรรมาภิบาลของประเทศด้วย

การที่เรามี open data และเทคโนโลยีสมัยใหม่ จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้ามาร่วมสร้างความโปร่งใสและการตรวจสอบอันเป็นหัวใจของหลักธรรมาภิบาล โดยไม่ต้องรอภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว”

กระแสการใช้งาน Open Data และ AI ทั่วโลกในขณะนี้ คือ 1.) Digital Democracy ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะ เช่นประเทศไต้หวันได้สร้างplatform ให้ประชาชนสามารถโหวตนโยบายสาธารณะ ประเทศไอซ์แลนด์ให้ประชาชนร่วมร่างรัฐธรรมนูญผ่านระบบ online

2.) Open Access, Smart Transparency เช่นการเปิดเผยข้อมูลแผนผังสนามบินในประเทศตุรกี การนำข้อมูลดาวเทียมมาดูน้ำท่วมในไทย 3.) Prediction การนำข้อมูลมาทำนายคาดการณ์การเกิดอาชญากรรม การเกิดอุบัติเหตุ

และ 4.) การใช้ภาษาธรรมชาติเชื่อมโยงคนเข้ากับเทคโนโลยี ด้วย Chatbot เช่น แอพพลิเคชั่น Do Not Pay Bot สำหรับเรียกร้องให้คนไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายในกรณีที่เทคโนโลยีคำนวณผิดพลาด เป็นต้น

Open Data

ด้านนายสุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการนำ Ai (Artificial Intelligence) และ ML (Machine Learning) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆได้เอง ตลอดจนสามารถตัดสินใจบางส่วนได้อย่างอัตโนมัติ

การพัฒนาของ Ai เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องจักรสามารถเข้าใจในรูปแบบข้อมูลที่เกิดขึ้นได้เอง โดยที่มนุษย์ไม่ต้องป้อนข้อมูลให้ ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีในส่วนของ Deep Learning ซึ่งเป็นส่วนของความเข้าใจที่สอดคล้องจากข้อมูลแวดล้อมที่มี คล้ายการตัดสินของมนุษย์ที่มีพื้นฐานความรู้ที่ดีนั่นเอง

เทรนด์รูปแบบที่ 1 ประชาธิปไตยแบบดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับ Open Gov โดยประชาชนสามารถเสนอความคิดเห็นได้อย่างอิสระ พร้อมกับการเข้าถึงข้อมูลผ่านเครื่องมือเทคโนโลยี อีกทั้งยังสามารถติดตาม ตรวจสอบ เพื่อเป็นการปกครองดดยประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ

ในไต้หวัน มีการระดมความคิดเห็น ผ่านโครงการ vTaiwan.tw ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาอูเบอรืที่เกิดขึ้นในไต้หวัน โดยสามารถให้ผู้คนแสดงความคิดเห็น แต่ไม่สามารถคอมเมนต์ในคอมเมนต์ได้ ทำให้ความคิดเห็นบุคคลไม่ถูกต่อยอดไปในทิศทางอื่น ท้ายที่สุดก็เกิดจุดร่วมที่ประชาชนทั้งหมดมีส่วนร่วม และแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างยั่งยืน

ตลอดจนยังมีการนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาอีกหลากหลายโครงการ ยกตัวอย่างเช่นในแมดริด เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยรัฐบาลเสนอเงินกว่า ล้านปอนด์ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา ซึ่งก็เกิดการเสนอโครงการแก้ไขปัญหาขึ้นมามากมาย และสามารถตอบโจทยย์ได้ตรงความต้องการจริง เนื่องจากเป็นความคิดเห็นของประชาชนจริง

ในประเทศไทย เมื่อปี 2553 ชื่อว่า ไอเดียประเทศไทย ซึ่งมีโครงการจากความคิดเห็นของประชาชน เสนอเข้ามาผ่านการโหวตให้คะแนน และท้ายที่สุดก็มีการให้หน่วยงานรัฐนำโครงการนั้นๆมาจัดทำจริง ซึ่งในช่วงนั้นเป็นส่วนของการนำเสนอประชาธิปไตยแบบดิจิทัลอย่างจริงจัง และนับเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเพียงครั้งเดียว

เทรนด์ที่ 2 เป็นการสร้างรูปแบบ การเชื่อมโยง ด้วยเทคโนโลยี Ai โดยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างอัตโนมัติ มีการร้อยเรียงข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ความต่อเนื่อง หรือข้อมูลที่มีความสัมพันธ์แบบแผนที่การเชื่อมโยง โดยยกตัวอย่างในประเทศอียิปต์ มีการตรวจสอบพื้นที่การทำอนาจารในประเทศ แล้วนำมาสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างเด็ดขาด หรือในประเทศไทย มีการเชื่อมโยงเรื่องของข้อมูลพื้นที่น้ำท่วม เพื่อช่วยให้เกิดการจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทรนด์ที่ 3 เป็นเรื่องของการพยากรณ์ ซึ่ง Ai จะสามารถเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นในหลากหลายมิติ โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ ยกตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์พื้นที่ และความเสี่ยงอาชญญากรรม ซึ่งก็ช่วยลดปัญหาอาชญากรรมในบางพื้นที่ลงได้อย่างดี

เทรนด์ที่ 4 เป็นเรื่องของการ เชื่อมโยงภาษาแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องของการที่ Ai เข้าใจข้อมูลในมิติที่ไม่ใช่ไฟล์เพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังสามารถเข้าและเก็บรวบรวมข้อมูลได้เองนอกเหนือจากรูปแบบดิจิทัลอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น เพื่อช่วยให้การคิดวิเคราะห์ของ Ai สามารถใกล้เคียงมนุษย์และตอบโจทย์การคิดวิเคราะห์ได้อย่างรอบครอบมากยิ่งขึ้น

ขณะที่สุดท้าย เป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่อาจจะมีส่วนในการ เก็บข้อมูลที่คาบเกี่ยวกับการก้าวก่ายข้อมูลบุคคล แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของนโยบายที่รัฐจะต้องเข้ามาควบคุมและกำกับดูแล ยกตัวอย่างเช่นการ ปล่อยข้อมูลบางส่วน เพื่อสร้างกระแส จนเกิดผลต่อคะแนนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการคาบเกี่ยวระหว่างจริยธรรมในการใช้งานข้อมูลนั่นเอง

ด้านดร.ต่อภัสส์ ยมนาค Open Government Partnership กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความต้องการเท่านั้น แต่การมีส่วนร่วม เป็นหัวใจสำตัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้คนหมู่มากหรือประชาชนทั้งประเทศ สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้อย่างมีความคิดเห็นเดียวกัน

โดยเทรนด์ของโลก มีการนำเทคโนโลยีเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย โดยเริ่มจากเข้าใจผู้คน เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาคน และสร้างแพลตฟอร์มในการเชื่อมโยงและให้ผู้คนเข้าถึงได้อย่างง่ายๆ

ประเทศไทย สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการใช้ผู้เชี่ยวชาญของเอกชนซึ่งมีความชำนาญและเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ให้เข้าไปช่วยตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ตลอดจนเชื่อมต่อข้อมูลและความคิดเห็นของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นโดยที่ไม่แตกแยก เพื่อสร้างแนวทางการแก้ไขได้อย่างยั่งยืน

โดยในส่วนของนักวิชาการนั้น เราสามารถสร้างกล่องเครื่องเพื่อแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างอิสระ แต่กระนั้นเราก็ไม่ได้มีพลังในการขยายกรอบการทำงาน เพื่อให้สอดรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับทั้งประเทศได้ครอบคลุมได้อย่างที่ตั้งใจ ซึ่งก็อาจจะต้องใช้ความร่วมมือร่วมใจจากหลายส่วนในการขยายวงการแก้ไขปัญหาอีกในอนาคต

สำหรับงานเสวนาในภาคเช้าว่าด้วยเรื่อง Open Data และ AI in Action อาจสรุปได้ว่า การจะนำ Open Data และ AI มาใช้ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นจำเป็นต้องตระหนักถึงปัจจัยสำคัญ คือ การเข้าใจประชาชน (understand people) การเก็บข้อมูลประชาชนในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นไปเพื่อรับฟัง เข้าใจ และเข้าถึงประชาชน

Open Data
นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา

เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงการบริหารประเทศ ไม่ใช่เพื่อการควบคุม อีกทั้งต้องมีการเปิดพื้นที่ให้คนมีส่วนร่วม เช่น พื้นที่โซเชียลมีเดีย และภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายงบประมาณ การเปิดเผยข้อมูลภาษี และข้อมูลในกระบวนการยุติธรรม

ด้านนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาได้แสดงความเห็นไว้ด้วยว่า หากอำนาจกับผลประโยชน์เป็นปัจจัยที่ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล และไม่สามารถทลายผลประโยชน์นี้ได้ Open Government ก็คงไม่เกิด

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการใช้เทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลภาครัฐจะเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานภาครัฐได้ เป็นดั่งไฟฉายที่ฉายแสงสว่างไปยังที่มืด ช่วยให้เห็นการทำงานที่ไม่ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล และลดการทำงานที่ไม่โปร่งใส

นำไปสู่การทลายอำนาจและผลประโยชน์ได้ สอดคล้องกับความเชื่อของ TIJ ที่ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการนำข้อมูลภาครัฐมาตีแผ่และตรวจสอบจะช่วยถ่วงดุลอำนาจในสังคมได้

อย่างไรก็ดี พบว่าที่ผ่านมาในประเทศไทยมีหน่วยงานหลายภาคส่วนที่ได้เริ่มนำเทคโนโลยี Open Data และ AI มาใช้ โดยไม่จำเป็นต้องรอภาครัฐ ทั้งในส่วนของการนำข้อมูลที่เปิดเผยอยู่แล้วมาวิเคราะห์ด้วย AI เช่น โครงการ YouPin Chat Bot ที่นำข้อมูลเปิดที่มีอยู่แล้ว มาทำการวิเคราะห์และรายงาน

ตลอดจนเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยให้ประชาชนได้ร่วมรายงานปัญหาในกรุงเทพฯ ที่พบเจอ ทำให้คนอื่น ๆ รู้ปัญหา พร้อมทั้งเสนอแนะให้รัฐรู้ว่าต้องปรับปรุงแก้ไขอะไร และโครงการลดอุบัติเหตุ โดยอาศัยเทคโนโลยีในการวิเคราะห์ ทำนายแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุ ด้วยการตรวจหา blind spots บริเวณจุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้

และจากข้อมูลของกรมทางหลวง อาสาสมัคร รวมไปถึงบริษัทประกันภัย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการผลิตข้อมูลเป็นฐานข้อมูลเปิดเพื่อการใช้ประโยชน์ของส่วนรวม เช่น โครงการ KiiD ย่านนวัตกรรมกล้วยน้ำไท ซึ่งมี Open Data ระบบนิเวศนวัตกรรมของย่าน

โดยเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาช่วยกันอัพเดทข้อมูล อันจะนำไปสู่การสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ในหลายแง่มุม ทั้งเศรษฐกิจ กิจกรรม สุขภาพ และความปลอดภัย

ขณะที่ภาครัฐมีโครงการเช่น เว็บไซต์ data.go.th สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ที่เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ โครงการโปลิศน้อยเพื่อนหุ่นยนต์เพื่อผู้หญิง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง คือ สตรีและเด็กที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงภายในครอบครัว และต้องการเพื่อนคู่คิดด้านข้อกฎหมาย และเป็นช่องทางร้องเรียน เป็นต้น

ส่วนในต่างประเทศมีโครงการที่น่าสนใจที่ริเริ่มจากรัฐบาล อย่างทางการจีนดำเนินการ Experimental Policy ทดลองการให้คะแนนจิตพิสัยประชาชน หรือ China’s Social Credit Scoring เพื่อเป็นกลไกที่ช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมการเคารพกฎหมาย และหากรัฐบาลกลางนำข้อมูลไปประเมินแล้วพบว่าวิธีการใดประสบผลสำเร็จ จะมีการนำไปปฏิบัติจริงในปี 2020

อย่างไรก็ดี การนำเทคโนโลยี Open Data และ AI ไปใช้ก็มีข้อควรระวัง เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐาน AI ว่าใช้มาตรฐานใดในการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ AI จะมีอคติกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้แบบแผน Machine Learning

ทั้งยังเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของบุคคลได้ ทำให้สุ่มเสี่ยงจะละเมิดสิทธิส่วนบุคคล นอกจากนี้ AI ยังทำตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างเดียว ยังไม่สามารถวิเคราะห์คุณค่าของความสุข สุขภาพ สันติสุขได้ เป็นต้น การจะใช้ Open Data และ AI จึงต้องนำหลักนิติธรรม หลักธรรมาภิบาลไปช่วยกำกับการวิเคราะห์ข้อมูลและการนำไปใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

การจะขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยุติธรรม สิ่งสำคัญคือ สังคมจะก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน และทุกภาคส่วน การสร้างภาคีเครือข่ายและทำงานร่วมกันจะทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และยุติธรรมกับทุกฝ่าย โดยเริ่มทำจากจุดเล็ก ๆ

ดังที่ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวไว้ว่า “หากสามารถสร้างพื้นที่ให้คนที่มีความเชี่ยวชาญต่างกัน แต่มีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสังคมเหมือนกัน มาร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลง เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อยขยายไป เครือข่ายตรงนี้จะมีพลังในการขับเคลื่อนสังคมได้อย่างมหาศาล”

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

ดีอี ผสานฟินแลนด์ ผลักดันดิจิทัลในอาเซียนอย่างยั่งยืน

กระทรวงดิจิทัลฯ เดินหน้าความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างไทยกับฟินแลนด์ ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี 5G และ IoT พร้อมดำเนินโครงการต่างๆเพื่อส่งเสริมทักษะเทคโนโลยีให้บุคคลากรในประเทศ รองรับการเป็นประธานอาเซียนในปี 2562

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ นางซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน (H.E. Mrs. Satu Suikkari-Kleven) เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตฯ และบริษัทเอกชนด้านดิจิทัลของฟินแลนด์ ณ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กรุงเทพฯ

เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างไทยและฟินแลนด์ อาทิ โครงการทดสอบเทคโนโลยี 5G และ IoT เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ได้แก่ Smart city, E-health/Tele-medicine และสังคมผู้สูงอายุ โครงการ Startup Hub โครงการ Coding Nation ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะเรื่อง Coding ให้แก่เยาวชน โดยใช้สื่อการเรียนรู้ที่สนุกและเข้าใจง่าย

และโครงการความร่วมมือในกรอบอาเซียน ในฐานะที่ประเทศไทยจะทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนในปี 2562 รวมถึงความเชื่อมโยงด้านดิจิทัล ความกลมกลืน โดยเฉพาะในด้านกฎหมาย ถือเป็นความคืบหน้าหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านดิจิทัลระหว่างไทยและฟินแลนด์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)