ทรู ทีโอที เตือนลูกค้า ระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรป่วนขู่ตัดสัญญาณโทรศัพท์

เนื่องจาก ขณะนี้เริ่มมีลูกค้าติดต่อสอบถามมายังศูนย์บริการทรู เรื่องมีเบอร์โทรศัพท์ในระบบอัตโนมัติติดต่อเข้าหาลูกค้าอ้างเป็นศูนย์บริการลูกค้าทรู จะระงับการใช้เบอร์เนื่องจากไม่ชำระค่าบริการ พร้อมให้ยืนยันตนโดยใส่หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ทรูจึงขอเรียนให้ลูกค้าทราบว่า คอลเซ็นเตอร์ของกลุ่มทรูที่จะติดต่อแจ้งเรื่องยอดค่าบริการค้างชำระ

จะไม่มีการขอให้ลูกค้าต้องใส่หมายเลขบัตรประชาชนใดๆทั้งสิ้น หากมีการแอบอ้างว่าเป็นศูนย์บริการลูกค้าทรู และขอให้บอกหรือกดเลขบัตรประชาชน ขออย่าได้หลงเชื่อให้ข้อมูลใดๆ หรือทำตามขั้นตอนของเหล่ามิจฉาชีพ ทั้งนี้หากมีข้อสงสัย ลูกค้าสามารถติดต่อสอบถามด้วยตนเองมายังหมายเลข 1242

ทีโอที ชี้แจงข่าวแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างศูนย์บริการลูกค้า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในเขตภูมิภาค

ด้าน​นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที ชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างศูนย์บริการลูกค้า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในเขตภูมิภาค ได้โทรศัพท์หาผู้ใช้บริการและแจ้งว่าจะโดนตัดสัญญาณและค้างชำระค่าบริการ รวมไปถึงสัญญาณเกิดปัญหา

โดยจะให้ผู้ใช้บริการกดหมายเลข 1 แจ้ง เลขบัตรประจำตัวประชาชนของลูกค้า ซึ่งเมื่อผู้ใช้บริการบางรายหลงเชื่อได้กดหมายเลข 1 แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับ และผู้ใช้บริการบางรายได้รับการแจ้งให้ไปชำระค่าบริการไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสัญญาณภายใน 2 ชั่วโมง นั้น

บมจ. ทีโอที ขอยืนยันว่า บมจ.ทีโอที ไม่มีนโยบายในการสอบถามข้อมูลจากผู้ใช้บริการเกี่ยวกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือข้อมูลส่วนบุคคลแต่ประการใด อย่าได้หลงเชื่อและอย่าให้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยเด็ดขาด สำหรับมาตรการและแนวทางปฏิบัติในการติดต่อผู้ใช้บริการที่ค้างชำระค่าบริการทั้งในพื้นที่นครหลวงและภูมิภาค

บมจ.ทีโอที ได้กำหนดหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 และ ตามประกาศของ กสทช.เป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

1.การส่งข้อความเสียงผ่านระบบตอบรับอัตโนมัติ ( IVR : Interactive voice respond ) ไปยัง เลขหมายโทรศัพท์ประจำที่ของผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นการแจ้งให้ลูกค้ารับฟังข้อความเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการสนทนาโต้ตอบกับลูกค้าหรือไม่มีการให้กดเลือกเมนูแต่อย่างใดและ/หรือ การส่งข้อความสั้น SMS ไปยังเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลูกค้าได้แจ้งไว้

2.การส่งหนังสือแจ้งเตือนยอดค่าใช้บริการค้างชำระ 3.การติดตามทวงถามทางโทรศัพท์ในรายที่ได้แจ้งตามขั้นตอนที่ 1 และ 2 และได้ระงับสัญญาณการโทรออกและโทรเข้าแล้ว โดยตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ฯ กำหนดให้ติดตามได้วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-20.00 น. และวันหยุดราชการ เวลา 08.00-18.00 น.

​นายมนต์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตเกิดปัญหา ผู้ใช้บริการสามารถแจ้งเพียงหมายเลขบริการ โดยไม่ต้องแจ้งเลขบัตรประจำตัวประชาชน แต่อย่างใด ได้ที่ TOT Contact Center 1100 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ที่ Facebook Fan page “@TOTPublic” หรือ http://www.tot.co.th หรือ e-mail : [email protected] หรือ ศูนย์บริการลูกค้า ทีโอที

ดังนั้น จึงขอให้ผู้ใช้บริการอย่าหลงเชื่อการแอบอ้างจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งนี้ หากผู้ใช้บริการมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ TOT Contact Center 1100 ตลอด 24 ชั่วโมง

ทีโอที จัดกิจกรรม ‘วันเด็กแห่งชาติ’ ปี 2561 จัด 4 วัน 4 กิจกรรม

บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ซึ่งในปี 2561 นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบคำขวัญวันเด็ก ปี 2561 “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี” เพื่อสร้างความสุขให้เยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญและอนาคตของชาติ โดยในปีนี้ ทีโอที ได้จัดกิจกรรม ‘วันเด็กแห่งชาติ’ ของ ทีโอที ประจำปี 2561

ประกอบไปด้วย วันอังคารที่ 9 มกราคม 2561 เวลา 09.00 น. ณ สนญ. ทีโอที แจ้งวัฒนะ นางพิมพ์วิมล วงษ์สุวรรณรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและเทคโนโลยีสารสนเทศ มอบของขวัญให้กับชุมชนและหน่วยงานต่างๆ จำนวน 8 แห่ง ดังนี้

ชมรมอาสาพัฒนาหมู่บ้านพฤกษา 15 ชุมชนคลองบางเตย (บน) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนชุมชนซอยสมหวัง ศูนย์เยาวชนวัดโสมนัส ชุมชนสมหวัง ชุมชนศิริมิตร ชุมชนเพชรคลองจั่น และชุมชนบ้านน้ำพุ

วันพุธที่ 10 มกราคม 2561 นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที ได้เปิด สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ ต้อนรับ พร้อมมอบของขวัญวันเด็กให้กับเยาวชนจากสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด จ.นนทบุรี อายุระหว่าง 7-14 ปี ก่อนนำเยาวชนเดินทางไปทัศนศึกษาเพื่อเปิดโลกทัศน์ ณ คิดส์ซเนีย ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

เพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนผู้ด้วยโอกาสทางสังคม ได้ศึกษาโลกภายนอกอย่างสร้างสรรค์และเติมความสุขด้านจิตใจและคุณค่าชีวิตโดยการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ โดยเยาวชนจะได้เรียนรู้ผ่านการสวมบทบาทอาชีพ

วันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 ทีโอที ร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2561 กับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างความสุข ความสนุกสนานให้กับเด็กๆ ดังนี้

  1. ร่วมกับ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด จัดกิจกรรม ณ ศูนย์ราชการ อาคาร B แจ้งวัฒนะ เวลา เวลา 08.00-15.00 น.
  2. ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดกิจกรรม ณ ทำเนียบรัฐบาล เวลา 08.00-15.00 น.
  3. ร่วมกับ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด (ไทยทีวีสีช่อง 3 ) ณ อาคารมาลีนนท์

วันอังคารที่ 16 มกราคม 2561 ทีโอที จัดกิจกรรม เลี้ยงอาหารว่างและมอบของขวัญให้เยาวชน ณ สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญาหญิง (บ้านราชวดีหญิง)

ทีโอทีเผยสัญญาคลื่น 2100 กับเอไอเอสเพิ่มลูกค้ามือถือจาก 1 แสนเป็น 2 ล้านราย

เซ็นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับสัญญาที่ยืดเยื้อกันมากว่า 2 ปี กับการเช่าใช้อุปกรณ์และโรมมิ่งคลื่น 2100 MHz ระหว่าง ทีโอที กับเอไอเอส การปลดปล่อยพันธการครั้งนี้จะทำให้ทีโอทีมีรายได้ 3,900 ล้านบาทต่อปีจนถึงปี 2568 และมีลูกค้า MVNO เพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านราย ภายใน 2-3 ปีนี้ จากปัจจุบันมีลูกค้าแค่ 100,000 ราย

ผลของสัญญานี้จะทำให้ทีโอทีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจโดยการใช้ทรัพย์สินเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยให้แผนการแก้ไขปัญหาองค์กรประสบความสำเร็จเร็วขึ้น และจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยพลิกฟื้นองค์กรให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกเหนือไปจากการรอเป็นพันธมิตรกับดีแทคในคลื่น 2300 MHz ซึ่งจะทำให้ทีโอทีสามารถลืมตาอ้าปากได้มากกว่าเดิม และสามารถมีผลประกอบการที่เป็นกำไรขึ้นมาได้ ส่วนเอสไอเอสนั้นด้วยสัญญานี้จะช่วยให้การบริหารจัดการโครงข่ายเพิ่มศักยภาพการบริการด้านดิจิตอลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มสปีดอินเตอร์เน็ตได้ 100%

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า การลงนามการเช่าใช้อุปกรณ์และโรมมิ่งคลื่น 2100 MHz ระหว่างทีโอทีกับเอไอเอสที่เพิ่งดำเนินการไปนั้น เริ่มต้นมาจากเมื่อกลางปี 2558 คณะกรรมการบริษัททีโอทีได้มีมติเลือกเอไอเอส เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ

จากนั้นได้มีการส่งร่างสัญญาให้อัยการสูงสุดอ่าน และระหว่างที่รอซึ่งระหว่างที่รออัยการสูงสุดตอบกลับนั้น ในช่วงกลางปี 2559 จึงได้เริ่มทดสอบระบบ ผ่านมาจนเดือน พ.ย. 2560 เมื่ออัยการสูงสุดตอบกลับมาว่าสามารถทำได้ การเซ็นสัญญาครั้งนี้จึงเกิดขึ้น

“การเซ็นสัญญาครั้งนี้นอกจากจะช่วยขยายบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ ทีโอที และบริการที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ แล้ว ยังลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศ สนับสนุนต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่สำคัญยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสให้องค์กรอยู่รอดและสร้างความเข้มแข็งให้กับทีโอทีอีกด้วย”

โดยการลงนามในสัญญาพันธมิตรธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่นความถี่ 2100 MHz จำนวน 15 MHz กับบริษัท แอดวานซ์ ไวเลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (AWN) และบริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบรนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด (SBN) ในเครือบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส นั้น ได้ลงนามใน 2 สัญญา

คือ สัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์เพื่อให้บริการโทรคมนาคม และสัญญาการใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ (Roaming) อายุสัญญา 10 ปี ตั้งแต่พ.ศ.2558-2568 โดยทีโอทีจะรับรู้รายได้จากส่วนนี้ 3,900 ล้านบาทต่อปีตลอดอายุสัญญา

ทั้งนี้ กลุ่มเอไอเอสจะเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมดตามมาตรฐานที่ทีโอทีกำหนด โดยจำนวนความจุโครงข่ายจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ อัตรา 20% ทีโอทีดำเนินการทำตลาดเองซึ่งนำไปพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการลูกค้ารวมถึงการนำไปให้บริการแก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โครงข่ายเสมือน (MVNO)

โดยปัจจุบันมีอยู่แล้ว 3 ราย และ 80% เป็นของกลุ่มเอไอเอสใช้บริการโรมมิ่งสัญญาณภายในประเทศ ซึ่งทีโอทีตั้งเป้าลูกค้าโมบายไว้ที่ 2 ล้านราย ภายใน 2-3 ปีนี้ จากปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 100,000 ราย

ส่วนสัญญาการเช่าใช้เสาสัญญาณนั้น ยังคงต้องหารือในเรื่องของรายละเอียดและรูปแบบของการทำสัญญา ซึ่งมีหลายวิธี อาทิ จะทำรูปแบบเดียวกับที่บมจ.กสท โทรคมนาคมทำร่วมกับบมจ.โทเทิ่ล แอ็คแซส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค (DTAC) ก็สามารถทำได้ซึ่งการถือหุ้นก็คงอยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ 51% และ 49% อย่างไรก็ตามจะพยายามสรุปให้แล้วเสร็จและลงนามในสัญญาให้ได้ภายในสิ้นปี 2561นี้

ด้านนายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า การเซ็นสัญญาครั้งนี้ถือว่าเป็นผลดีต่อทั้ง 2 บริษัทและผู้ใช้บริการ โดยเอไอเอสจะสามารถบริหารจัดการโครงข่ายเพิ่มศักยภาพการบริการด้านดิจิตอลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมั่นใจได้ว่าหลังจากนี้ไปความเร็วอินเตอร์เน็ตที่ลูกค้าได้รับจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรือ 100% แน่นอน เพราะขณะนี้มีสถานีฐานรองรับการใช้บริการอยู่แล้วกว่า 20,000 สถานี

ทีโอที สุดทนทำโปสเตอร์โวย กสทช.

ทีโอที รวมตัวพนักงานทำโปสเตอร์ประท้วงกสทช.ถึงความล่าช้าของการพิจารณาการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจคลื่น 2300 MHz กับ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด
หลังจากที่กสทช.ให้ ทีโอที ทำเอกสารชี้แจงในเรื่องนี้หลายครั้ง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งทีโอทีเกรงว่าจะทำให้กระทบกับรายได้ของตนในปีหน้า เพราะหากมีเซ็นสัญญาภายในต้นปีหน้า
ซึ่งทีโอทีจะเริ่มได้รับรายได้จากสัญญาดังกล่าวภายในสิ้นไตรมาสแรกของปี หรือ หลังจาก 3 เดือนที่เซ็นสัญญา คาดว่ารายได้ที่จะได้รับในปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท
ขณะที่กสทช.จะมีการประชุมคณะกรรมการ กสทช.ในวันนี้ (27 ธ.ค.) ซึ่งแหล่งข่าววงในของ กสทช.ระบุว่า วาระของทีโอทีกับดีแทคจะยังไม่เข้าที่ประชุมอยู่ดี เนื่องจากสำนักงานยังทำเอกสารไม่เรียบร้อย
ทีโอที

ทีโอที เผยผลประกอบการ 11 เดือนแรกดีขึ้น แต่ยังขาดทุน

ทีโอที เผยผลประกอบการ 11 เดือนแรกยังดีแม้จะเป็นตัวเลขขาดทุน มั่นใจอีก 1 เดือนที่เหลือเมื่อรวมกันแล้วก็ยังขาดทุน รอเซ็นสัญญากับเอไอเอสให้ทันภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้มีรายได้ในปีหน้าเดือนละ 325 ล้านบาท ส่วนสัญญากับดีแทคยังต้องรอ แต่หากได้ภายในต้นปีหน้าก็จะสามารถสร้างรายได้หลังจาก 3 เดือนที่เซ็นสัญญา ด้านโครงการเน็ตประชารัฐนั้นราคา 349 ที่ดีอีเสนอยังไม่คุ้มกับต้นทุน

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการตลอด 11 เดือนของปีนี้เป็นผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ทีโอทีขาดทุนลดลง 55 % โดยมาจากการประหยัดค่าใช้จ่ายภายในองค์กร เช่น การจัดซื้อในราคาถูกลง โดยผลประกอบการ 11 เดือนอยู่ที่ 32,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้คือ 34,000 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 26,000 ล้านบาท และมี EBITDA ประมาณ 8,000 ล้านบาท

สำหรับอีก 1 เดือนที่เหลือเมื่อนำมารวมกันแล้วก็คาดว่าทีโอทียังขาดทุน แต่ยังไม่สามารถบอกตัวเลขได้ว่าขาดทุนเท่าไหร่ เพราะอยู่ระหว่างการรอตัวเลขค่าใช้จ่ายและค่าเสื่อมที่เหลือมาคิด แต่ทั้งนี้ทีโอทีหวังว่าจะได้เซ็นสัญญากับเอไอเอสให้ทันภายในปีนี้ เพราะร่างสัญญาต่างๆ ผ่านความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว รอเพียงการนัดวันเซ็นสัญญาเท่านั้น

และหลังจากเซ็นสัญญาแล้วทีโอทีจะมีรายได้ที่แน่นอนเดือนละ 325 ล้านบาท ส่วนร่างสัญญาที่ทำกับดีแทคกำลังอยู่ระหว่างรอความเห็นชอบจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าภายในต้นปีจะสามารถเซ็นสัญญาได้

“ในปี 2561 ทีโอทีจะกลับมามีกำไรสุทธิประมาณ 2,000 ล้านบาท หากได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจคลื่น 2300 MHz กับ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด บริษัทในเครือ ดีแทค ภายในต้นปีหน้า ซึ่งทีโอทีจะเริ่มได้รับรายได้จากสัญญาดังกล่าวภายในสิ้นไตรมาสแรกของปี หรือ หลังจาก 3 เดือนที่เซ็นสัญญา โดยรายได้ที่จะได้รับในปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท”

นายมนต์ชัยกล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อรวมรายได้ที่ทีโอทีคาดว่าจะเซ็นสัญญาภายในสิ้นปีนี้กับ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือ เอไอเอส ในคลื่น 2100 MHz อีกกว่า 10,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับรายได้ประจำของบริการทีโอทีเองแล้วคาดว่าปีหน้าทีโอทีจะมีรายได้ทั้งหมดอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท คาดว่าจะมี EBITDA อยู่ที่ 11,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ประมาณ 3,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ทีโอทีจะสามารถมีรายได้จากการบำรุงรักษาโครงข่ายหลังจากติดตั้งโครงข่ายครบ 1 ปี จากโครงการเน็ตประชารัฐ ทีโอที ได้ติดตั้งครบทั้ง 24,700 หมู่บ้านแล้วในวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยโครงข่ายแรกที่ติดตั้งจะครบ 1 ปี ประมาณกลางปีหน้า นอกจากนี้ทีโอทียังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้จากบริการ ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ รวมถึงแอปพลิเคชันบนโครงข่ายเน็ตประชารัฐได้

“ส่วนการจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเน็ตประชารัฐนั้น ทีโอทีมองว่าราคาที่กระทรวงดีอี กำหนดที่ 349 บาทต่อเดือนนั้น เป็นราคาที่ต่ำเกินไป ดังนั้นหากทีโอทีจะเข้าร่วมโครงการก็ต้องมองหาวิธีการลดต้นทุนบางอย่างเพื่อให้สามารถให้บริการกับประชาชนได้”

ทีโอทีเตรียมส่งเอกสารเพิ่มเรื่องคลื่น 2300MHz หวังคลายปมยื้อคลื่นให้ดีแทค

ทีโอที อยากจบปัญหาคลื่น 2300 MHz ที่จะทำร่วมกับดีแทค เพราะยิ่งกสทช.ยื้อก็ทำให้รายได้หดแถมขาดทุนเพิ่ม เตรียมส่งเอกสารเพิ่มเติมชี้แจงกสทช.ว่า คลื่น 2300 MHz ทำได้ทั้งฟิกซ์และโมบายล์ หวังเคลียร์ให้ชัดตามข้อสงสัยเพื่อทำให้ทุกอย่างชัดเจน

แต่จะไม่ทำการแก้ไขสัญญาเพราะเท่ากับเป็นการนับหนึ่งใหม่ ด้านกสทช.เริ่มอ่อนพร้อมระบุหากปรับปรุงแก้ไขร่างสัญญาฯให้เรียบร้อยก็จะดำเนินเรื่องตามขั้นตอนและจะลงนามในร่างสัญญาฯได้

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่อนุกรรมการกลั่นกรองด้านโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรียกฝ่ายบริหารให้ชี้แจงเรื่องร่างสัญญาคลื่น 2300 MHz เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น

ที่ประชุมยังมีข้อสงสัยว่าคลื่นดังกล่าวสามารถให้บริการแบบโมบายล์ได้หรือไม่ ดังนั้นทีโอทีจะดำเนินการส่งเอกสารชี้แจงกสทช. เพื่ออธิบายเพิ่มเติมว่าคลื่น 2300 MHz สามารถให้บริการได้ทั้งฟิกซ์ และโมบาย

โดยเอกสาร F1399.1 ของมาตรฐาน ITU-R ได้ให้คำอธิบายว่า Broadband Wireless Access (BWA) คือการเชื่อมต่อไร้สายที่มีความเร็วสูงกว่า 2 Mbps ซึ่งเป็นไปได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. Fixed Wireless Access (FWA) คือ การเชื่อมต่อไร้สายแบบประจำที่

2. Mobile Wireless Access (MWA) คือ การเชื่อมต่อไร้สายแบบเคลื่อนที่ และ 3. Nomadic Wireless Access (NWA) คือการเชื่อมต่อไร้สายแบบกึ่งเคลื่อนที่ ซึ่ง บมจ.ทีโอที ได้ปฏิบัติตามมติ กสทช. และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

ส่วนรูปแบบธุรกิจนั้น ทีโอที จะเช่าอุปกรณ์เพื่อให้บริการโทรคมนาคมบนคลื่นความถี่ 2300 MHz จากคู่ค้าและนำคลื่นความถี่ 2300 MHz มาใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ดังกล่าว จากนั้นจึงนำความจุโครงข่ายที่ได้มาดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง (โดยแบ่งเป็นความจุเป็น 40:60)

ทั้งนี้ ตามแผนธุรกิจความจุโครงข่าย 40% จะถูกแบ่งเป็น 2 บริการ คือ 1.บริการ Mobile Broadband (MBB) 20% เพื่อนำมาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงให้บริการกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โครงข่ายเสมือน (MVNO)

2.บริการ Fixed Wireless Broadband (FWB) อีก 20% เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าบรอดแบนด์ของ ทีโอที และตอบสนองการดำเนินงานตามนโยบายประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) ของรัฐบาลปัจจุบัน ส่วนความจุอีก 60 %ทีโอที จะนำไปให้บริการร่วมกับพันธมิตรคู่ค้าในรูปแบบบริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Roaming)

หรือขายส่งผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โครงข่ายเสมือน (MVNO) ซึ่งเป็นรูปแบบของการให้บริการที่เป็นไปตามประกาศ กสทช. เช่นเดียวกับการให้บริการร่วมกับพันธมิตรคู่ค้าของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นในปัจจุบัน

“เราต้องส่งเอกสารให้กสทช.เข้าใจว่าเราทำได้ แต่หากกสทช.ยังมีเงื่อนไขให้ปรับแก้ในร่างสัญญาให้ชัดเจนกว่านี้ คิดว่าคงทำไม่ได้ เพราะสิ่งที่กำลังอธิบายเป็นเรื่องที่ทำได้อยู่แล้ว หากต้องแก้ไขหรือเพิ่มเติมร่างสัญญาใหม่แล้วส่งให้อัยการดูใหม่อีก

ก็อาจจะสงสัยว่าคืออะไร ซึ่งเชื่อว่าอัยการจะพิจารณาคลื่น 2300 MHz เหมือนกับ คลื่น 2100 MHz ที่ทำกับเอไอเอสที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าทำได้”

นายมนต์ชัย กล่าวว่า หากปีนี้ได้เซ็นสัญญากับ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด จะทำให้ทีโอทีขาดทุนเพียง 900 ล้านบาท จากปีนี้ที่ขาดทุนอยู่ 4,800 ล้านบาท เพราะต้องเสียค่าปรับในคดีภาษีสรรพสามิต

แต่ทีโอทีจะสามารถบริหารจัดการประสิทธิภาพองค์กรไม่ให้ขาดทุนได้ และหากไม่ได้ปีหน้าทีโอทีจะสูญเสียรายได้ 4,510 ล้านบาท ไม่นับรวมความเสียหายในปีนี้ที่หากได้เซ็นสัญญาในเดือนต.ค. 2560 ที่เดือนละ 500 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ทีโอทียังมีงบประมาณที่ขออนุมัติจากสภาพัฒน์ 400 ล้านบาท เพื่อทำเสา 2300 MHz จำนวน 400 ต้น อยู่ ซึ่งขณะนั้นทีโอทีตั้งใจลงทุนแบบฟิกซ์เอง แต่เมื่อได้ดีแทคมาเป็นพันธมิตร จึงมีแนวคิดในการลงทุนร่วมกันนั้น หากแผนการทำธุรกิจกับดีแทคไม่คืบทีโอทีคงต้องรีบลงทุนก่อนที่จะต้องทำเรื่องคืนงบประมาณในกลางปีหน้า

ทั้งนี้ในส่วนของกรณีสัญญาการบริการข้ามโครงข่ายมือถือภายในประเทศ และสัญญาการเช่าอุปกรณ์โทรคมนาคม บนคลื่น 2100 เมกะเฮิร์ตซ กับบริษัท แอดวานซ์ ไวเลส เน็ตเวอร์ค จำกัด บริษัทในเครือเอไอเอส ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงทดลองนั้น

ขณะนี้สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ตรวจร่างสัญญาเสร็จแล้วและส่งคืนมายังทีโอทีเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งทีโอทีกับเอไอเอสสามารถลงนามในสัญญาฉบับจริงได้ทันที ซึ่งคาดว่าภายในเดือน ธ.ค.2560นี้ จะสามารถลงนามร่วมกันได้ ทั้งนี้คาดว่าหลังลงนามและเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วทีโอทีจะมีรายได้อยู่ที่กว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า หลังจากตรวจร่างสัญญาฯแล้วพบว่ายังมีรายละเอียดทางเทคนิคบางส่วนที่ไม่สอดกับที่ระบุในรายงานการประชุมของกรรมการกสทช.

ซึ่งในรายงานการประชุมเดิมของกทค.และบอร์ดใหญ่ ได้มีการระบุเทคโนโลยีที่ทั้งสองบริษัทจะนำไปให้บริการได้ไว้ชัดเจน โดยคลื่นย่าน 2300 MHz ไว้ใช้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่สามารถเอาไปให้บริการด้วยเสียงได้

ทั้งนี้คณะกรรมการกลั่นกรองด้านโทรคมนาคมจะประชุมพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งช่วงวันที่7หรือ8 ธ.ค.นี้ จากนั้นจะสรุปเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ด กสทช. วันที่ 13 ธ.ค. โดยเบื้องต้นคาดว่าบอร์ดจะให้ความเห็นชอบร่างสัญญาฯ โดยมีข้อสังเกตแนบท้ายรายงานการประชุมของบอร์ดกสทช. ประมาณ 6-7 ข้อระบุว่าการนำคลื่นย่าน 2300 MHz ไปให้บริการของสองบริษัทเป็นสิ่งทำได้แต่ต้องปรับปรุงแก้ไขร่างสัญญาฯให้เรียบร้อย

จากนั้นจึงส่งให้อัยการสูงสุด คณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)พิจารณาก่อนจะลงนามในร่างสัญญาฯได้

สำหรับเรื่องคลื่น 2300 MHz ที่ทีโอทีจะทำร่วมกับดีแทคดังกล่าวนั้น มีการลือกันอย่างหนาหูว่าส่วนหนึ่งของการยืดเยื้อมาจากคู่แข่งทางธุรกิจบางราย ที่ไม่ต้องการให้ดีแทคได้คลื่นไป เพราะจะทำให้ได้เปรียบทางการแข่งขัน จึงพยายามชักนำให้กสทช.ไม่สามารถดำเนินการเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ จนต้องรอถึงการประมูลคลื่นใหม่ในปีหน้า

ทีโอทีต่อสัญญาใช้ดาวเทียมไทยคมให้บริการบรอดแบนด์ต่ออีก 3 ปี

ไทยคมเผย ทีโอที ต่อสัญญาเช่าใช้บริการสัญญาณดาวเทียมบรอดแบนด์ เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อนำไปใช้สนับสนุนการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงของทีโอที โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่โครงข่ายภาคพื้นไม่สามารถเข้าถึง เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มศักยภาพการให้บริการ

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ไทยคมจะให้บริการสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียม เป็นระยะเวลา 3 ปี (2560 – 2563) เพื่อช่วยสนับสนุนภารกิจของทีโอที สำหรับบริการที่ต้องใช้งานผ่านช่องสัญญาณดาวเทียม เพื่อให้บริการกับประชาชน และกลุ่มลูกค้าทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

โดยการมีช่องสัญญาณดาวเทียมบรอดแบนด์ของไทยคม จะช่วยเสริมศักยภาพทางธุรกิจให้ทีโอทีสามารถพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ รวมถึงการขยายโอกาสธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น

ไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือต่อสัญญาเช่าดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้บริการต่างๆ ของทีโอที สามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากการสื่อสารผ่านดาวเทียมยังมีจุดเด่นในการให้บริการในพื้นที่ที่โครงข่ายการสื่อสารภาคพื้นดินยังเข้าไม่ถึง

ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการ และช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการทั้งโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตของทีโอทีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ไทยคมมีความพร้อมที่จะนำสัญญาณดาวเทียมบรอดแบนด์ที่มีศักยภาพสูงและเชื่อถือได้ โดยได้มีการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้อยู่เสมอ ซึ่งสัญญาณดาวเทียมบรอดแบนด์ เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงของไทยคมนั้น ยังถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเชื่อมต่อการสื่อสาร โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่โครงข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดินยังไม่สามารถเข้าถึง ทั้งในภาวะปกติ หรือในยามที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ

กระทรวงดิจิทัลฯ เผย “เน็ตประชารัฐ” ยังวืด คนรู้ว่ามีแต่ใช้ไม่เป็น

กระทรวงดิจิทัลฯ เผย ผลการติดตั้ง เน็ตประชารัฐ กว่า 80% ของ 24,700 หมู่บ้านทั่วประเทศยังวืด เหตุผู้คนในชุมชนรับรู้ว่ามีแต่ยังใช้ไม่เป็น จึงต้องจับมือกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรีเร่งการใช้งาน

พร้อมแบ่งหน้าที่ตามแต่จะถนัดเพื่อผลักดันให้เข้าสู่เป้าหมายกระจายไปสู่กลุ่มผู้นำชุมชน 100,000 คน ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ก่อนจะขยายไปสู่ 1,000,000 คนทั่วประเทศ

อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า จากการดำเนินงานด้านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หรือ ‘เน็ตประชารัฐ’ นั้น

จากผลการติดตามความก้าวหน้าโครงการในช่วงของการติดตั้งอุปกรณ์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ว่ามีอินเทอร์เน็ตในหมู่บ้าน แต่ยังไม่ได้ใช้งานในทุกกลุ่มอายุ อาชีพ เนื่องจากไม่ทราบว่าจะใช้อย่างไรและมีประโยชน์กับตนเองอย่างไร การใช้งานส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มเยาวชนและวัยทำงาน

ขณะนี้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปยัง 24,700 หมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จมากกว่าร้อยละ 80

ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องพร้อมกับให้เรียนรู้ถึงประโยชน์และโทษของการใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อสร้างความเข้าใจด้านดิจิทัลในภาคประชาชนโดยเร็ว และขยายกลุ่มผู้ใช้งานอย่างทั่วถึง ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ร่วมกับ 3 กระทรวงหลักที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ

ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี ในการวางกลไกขับเคลื่อนการสร้างการรับรู้เน็ตประชารัฐแก่ประชาชนให้เกิดความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐานในการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมกับบริบทของคนในพื้นที่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ด้านดิจิทัล และสร้างโอกาสจากการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

โดยได้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ ใน 4 วัตถุประสงค์ ประกอบด้วย 1. เพื่อสนับสนุนประชาชนให้เกิดการรับรู้ข้อมูลเน็ตประชารัฐที่ถูกต้อง และการใช้อินเทอร์เน็ตรวมถึงเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการใช้งานอย่างเหมาะสมกับกลุ่มอายุ กลุ่มอาชีพ และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

2. สร้างกลไก เครื่องมือ และเครือข่ายการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐในพื้นที่ 3. ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 4. ดำเนินการอื่นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว

อัจฉรินทร์ กล่าวว่า สำหรับหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานนั้น กระทรวงดิจิทัลฯ จะทำหน้าที่ออกแบบหลักสูตร เพื่อสร้างการรับรู้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นพื้นฐาน พัฒนาวิทยากรแกนนำ ส่งเสริมสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ติดตาม ประเมิน จัดทำข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาต่อยอด และสนับสนุนงบประมาณ ในการจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ

กระทรวงศึกษาธิการ จะสนับสนุนบุคลากรเข้าร่วมอบรมเพื่อเป็นวิทยากรสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นพื้นฐานให้กับกลุ่มผู้นำชุมชน ส่งเสริมการจัดกิจกรรมการรับรู้และการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐในรูปแบบต่างๆ จัดให้มีสื่อความรู้อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยจะจัดให้มีกลไกการสนับสนุน ติดตาม กำกับ ดูแล ส่งเสริมการสร้างการรับรู้ในระดับจังหวัด ระดับอำเภอและหมู่บ้าน โดยมีหน่วยงานในจังหวัดร่วมขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการจังหวัด ตลอดจนอำนวยการให้เกิดกิจกรรมการสร้างการรับรู้ในจุดติดตั้งเน็ตประชารัฐ ประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเน็ตประชารัฐ

ด้านสำนักนายกรัฐมนตรี จะส่งเสริมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารภาครัฐสำหรับประชาชน และสนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐผ่านสื่อต่างๆ ของสำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนั้น กระทรวงดิจิทัลฯ ยังได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และสถาบันวิชาการทีโอที บมจ.ทีโอที จัดกิจกรรมการสร้างการรับรู้ในการใช้ประโยชน์โครงข่ายและส่งเสริมการใช้งานเน็ตประชารัฐแก่ประชาชน

ซึ่งจะเน้นการประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ และมุ่งเน้นการประสานงานเพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับจากการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลให้แก่ชุมชน

สำหรับกิจกรรมการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความรู้ด้านดิจิทัลและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเน็ตประชารัฐ และการส่งเสริมการใช้งานเน็ตประชารัฐแก่วิทยากรแกนนำเน็ตประชารัฐ

เพื่อให้ทำหน้าที่ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเน็ตประชารัฐ และการใช้งานอินเทอร์เน็ตในระดับพื้นฐาน ให้กับกลุ่มผู้นำชุมชนจาก 24,700 หมู่บ้าน และสามารถต่อยอดการเรียนรู้ และสร้างประโยชน์ได้ด้วยตนเอง

ตั้งเป้าสู่เป้าหมายกระจายไปสู่กลุ่มผู้นำชุมชน 100,000 คน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 เพื่อให้ทั้ง 100,000 คนนี้ ไปสร้างการรับรู้และส่งเสริมการใช้งานเน็ตประชารัฐในหมู่บ้านตนเองอีกไม่น้อยกว่า 1,000,000 คนทั่วประเทศต่อไป

ทีโอที รับมอบโครงข่ายโทรศัพท์ประจำที่ 2.6 ล้านเลขหมาย พร้อมลูกค้ากว่า 8 แสนราย

ทีโอที รับมอบโครงข่ายโทรศัพท์ประจำที่ 2.6 ล้านเลขหมายในเขตนครหลวงหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานขยายบริการโทรศัพท์ในเขตนครหลวง พร้อมลูกค้ากว่า 8 แสนราย​

วันนี้ (29 ตุลาคม 2560) ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 7 อาคาร 1 บมจ.ทีโอที สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีรับมอบคืนโครงข่ายโทรศัพท์ประจำที่ 2.6 ล้านเลขหมาย ตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ในเขตนครหลวง โดยมีนายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ นายอนุรุต อุทัยรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ และ นางณัฏฐ์ณัชชา ไชยประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานกฎหมาย พร้อมผู้บริหารทีโอที

ซี่งรับผิดชอบพื้นที่ในเขตนครหลวงและปริมณฑล ร่วมรับมอบคืนโครงข่ายโทรศัพท์ประจำที่ 2.6 ล้านเลขหมาย สำหรับ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น มีนายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) รับผิดชอบงานด้านการพาณิชย์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น นายอดิศักดิ์ ประสงค์ทรัพย์ ผู้อำนวยการบริหาร ด้านปฏิบัติการคุณภาพโครงข่าย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และนายสฤษดิ์ จินสิทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมส่งมอบ

ทั้งนี้ สัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ในเขตโทรศัพท์นครหลวงได้สิ้นสุดลงเมื่อ วันที่ 28 ตุลาคม 2560 เวลา 24.00 น. และ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ได้รับดำเนินการต่อวันที่ 29 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานในพิธีฯ กล่าวว่า บมจ.ทีโอที ได้ทำสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ในเขตโทรศัพท์นครหลวง กับ บมจ.ทรู จำนวน 2.6 ล้านเลขหมาย โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 (สัญญาทรู) มีภารกิจในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

ซึ่งมีตนเป็นประธานกรรมการ และมีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ สำนักงานอัยการสูงสุดและผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงาน โดยคณะกรรมการฯ ได้ครบวาระตามการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2560 เวลา 24.00 น. ทั้งนี้ คณะกรรมการได้มีการกำกับดูแลให้เป็นไปตามพระราช บัญญัติ รวมถึงการกำกับดูแลในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการสิ้นสุดสัญญา

โดยมีความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทั้งในด้านมาตรการและการดำเนินการ ระบบสนับสนุนการให้บริการต่าง ๆ เพื่อให้บริการโทรศัพท์ประจำที่สมบูรณ์พร้อมให้บริการกับผู้ใช้บริการหรือลูกค้าประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

​นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปี ของการร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ประจำที่ในเขตนครหลวงทีโอที ขอขอบคุณบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ได้ร่วมในการขยายบริการโทรศัพท์ประจำที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นในการขยายโครงสร้างโทรคมนาคมพื้นฐานนำไปสู่การพัฒนาประเทศในขณะนั้นให้เจริญก้าวหน้า

สำหรับสัญญาฯ ได้จัดทำขึ้น เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2534 ในรูปแบบ BTO โดย ทรู เป็นผู้ลงทุนในการจัดหาอุปกรณ์ในระบบทั้งหมดตลอดจนที่ดินและอาคาร เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการตามสัญญา และต้องส่งมอบอุปกรณ์ในระบบที่ติดตั้งแล้วเสร็จให้ทีโอที ทั้งนี้ หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ทีโอทีรับดำเนินการต่อวันที่ 29 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป

โดยทรัพย์สินที่ทีโอที ได้รับมอบประกอบด้วยอุปกรณ์ในระบบโครงข่ายโทรศัพท์ประจำที่ ที่ดิน และอาคารสิ่งปลูกสร้าง คิดเป็นมูลค่าสุทธิทางบัญชีประมาณ 4,700 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้ บริการและลูกค้าจำนวน 869,371 ราย (ณ 30 กันยายน 2560) ประกอบด้วยลูกค้าธุรกิจ ลูกค้าประชาชน ลูกค้าอื่นๆ

ทั้งนี้​นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องขอขอบคุณลูกค้าทั้ง 869,371 ราย ที่ให้ความไว้วางใจ TOT ในการดูแลให้บริการอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ โดยขณะนี้ทีโอที มีความพร้อมในการให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง 100%

ซึ่งเป็นไปตามแผนการให้บริการต่อเนื่องหลังสิ้นสุดสัญญาที่เสนอ กสทช. ทั้งในด้านระบบชุมสาย ระบบการกำลัง ระบบบริหารจัดการ Management การจัดทำข้อมูลเข้าระบบหลักทุกระบบ การทดสอบระบบที่เกี่ยวกับการใช้บริการของลูกค้า การเตรียมระบบไอที เพื่อรองรับบริการกับลูกค้า ทั้งระบบการรับแจ้งเหตุเสีย ระบบใบแจ้งค่าใช้บริการ ระบบ Call Center ศูนย์บริการลูกค้า

ทีโอที

และการจัดเตรียมช่องทางในการรับชำระค่าบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าผ่าน 6 ช่องทางหลัก ได้แก่ ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร 14 ธนาคาร หักบัญชีเงินฝากธนาคาร 15 ธนาคาร หักบัญชีผ่านบัตรเครดิต 11 ตัวแทน ผ่าน ATM 4 ธนาคาร การชำระผ่านTelephone Bank หรือผ่าน Call Center ของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

และ Website Bank ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผ่านเคาน์เตอร์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด และบริษัท เอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (โลตัส)

รวมถึงช่องทางที่ ทีโอที ให้บริการโดยตรงไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการลูกค้าทีโอที ทุกแห่งทั่วประเทศ ระบบรับชำระ Just Pay ในศูนย์บริการลูกค้าทีโอที และร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ Just pay รวมถึงช่องทางในการติดต่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ TOT Contact Center 1100 ช่องทาง Online ที่ Facebook Fan page “@TOTPublic” , http://www.tot.co.th, e-mail : [email protected] และ ศูนย์บริการลูกค้าทีโอทีทุกแห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

​นอกจากนี้ ในโอกาสที่ TOT รับผิดชอบให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ทั่วประเทศ จึงได้นำอัตราค่าใช้บริการพิเศษมาให้บริการในครั้งนี้ โดยโทรฟรีหาโทรศัพท์บ้านทั่วไทย 100 บาท/เดือน อ้ตราค่าบริการโทรท้องถิ่น 2 บาท/ครั้ง โทรทางไกลในประเทศและโทรหาเบอร์มือถือ 2 บาท/นาที (โทรหาเบอร์มือถือไม่รวมในมูลค่าการโทรฟรีต่อเดือน)

นอกจากอัตราค่าโทรพิเศษแล้วลูกค้าหมายเลขบริการโทรศัพท์ประจำที่ทั่วประเทศ สามารถสอบถามโปรโมชั่นอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ที่ TOT Contact Center โทร 1100 หรือศูนย์บริการลูกค้าทุกสาขาทั่วประเทศ

ติดตาม ทีโอที วางระบบสื่อสารอะไรบ้าง ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

Thereporter.asia ได้มีโอกาสติดตาม ทีโอที เข้าไปดูการวางระบบระบบสื่อสารโทรคมนาคมรองรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ งานนี้ต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมดา
ในความเป็นจริงการวางระบบในงานพระราชพิธีครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของทีโอที เพราะหลายๆ พระราชพิธีที่ผ่านมา ทีโอที ก็ทำหน้าที่นี้มาตลอด จน มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถึงกับเปรยขึ้นมาในทำนองว่าคนปิดทองหลังพระมาตลอดมักจะไม่มีใครรู้
ทีโอที
แต่พอเกิดปัญหาขึ้นมา ทีโอที นี่โดยด่าเป็นลำดับแรกๆ พร้อมกับพาเดินชมในบริเวณที่ติดตั้งระบบสื่อสาร ซึ่งถึงวันนี้แล้วเสร็จไปแล้วกว่า 99% ส่วนที่เหลืออีก 1% นั้น คือการวางระบบให้มีความเสถียร
“การดำเนินงานถวายการรับใช้ในครั้งนี้นับเป็นภารกิจที่มีความสำคัญและมีคุณค่าอย่างหาที่สุดมิได้โดยได้มีการเตรียมพร้อมในด้านระบบสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อรองรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร อย่างเต็มกำลังสามารถเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้”
มนต์ชัย กล่าวว่า พนักงานของ ทีโอที เข้ามาช่วยงานนี้ประมาณ 200 คน ในการติดตั้งระบบสื่อสัญญาณการถ่ายทอดวิทยุ โทรทัศน์ รวมถึงการติดตั้งระบบสื่อสารโทรคมนาคม รองรับกองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ
ทีโอที
ในฐานะที่ทีโอทีเป็นคณะกรรมการบูรณาการด้านเทคโนโลยีและการติดต่อสื่อสาร ในคณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจรงานพระราชพิธีฯ
ทั้งนี้ได้มีการวางระบบบสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงสัญญาณถ่ายทอด ณ ศูนย์ควบคุมการถ่ายทอด ที่มีอยู่ทั้งสิ้น 17 จุด รวมถึงการสำรองระบบการเชื่อมโยงดาวเทียม เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทั่วโลกได้รับชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตลอดพระราชพิธี
ทีโอที
โดยในส่วนหลักคือ ศูนย์ควบคุมการถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียง (IBC) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ประกอบไปด้วย
1.ศูนย์ถ่ายทอดวิทยุโทรทัศน์ มีบริการเชื่อมโยงสัญญาณถ่ายทอด จำนวน 17 จุด
โดยได้ดำเนินการจัดเตรียมสำรองระบบเชื่อมโยงสัญญาณดาวเทียม ณ ศูนย์ควบคุมการถ่ายทอด บริการเชื่อมโยงสัญญาณภาพและเสียงจากIBC ไปยังสถานีโทรทัศน์ทุกสถานี รวมทั้งให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน โทรสาร จำนวน 26 เลขหมาย และ บริการอุปกรณ์สื่อสาร(วิทยุสั่งการ)
2. ศูนย์สื่อมวลชน โดยการติดตั้งและให้บริการคู่สายวงจรเช่าความเร็วสูง (internet Leased Line) 200/80 Mbps. บริการเครือข่ายระบบสนับสนุนงานกระจายภาพและเสียง ติดตั้งและบริการWi-Fi พร้อมระบบพิสูจน์ตัวตน รวมทั้งให้บริการโทรศัพท์เลขหมาย 4 หลัก จำนวน 2 เลขหมายคือ 1510 และ1511 ภายในศูนย์สื่อมวลชน
ทีโอที
ภายในศูนย์นี้จะมีการแบ่งส่วนเป็นสื่อมวลชนจากไทย และสื่อมวลชนต่างประเทศ ซึ่งจะมีห้องบรรยายภาคภาษาอังกฤษ และห้องบรรยายภาคภาษาไทย รวมอยู่ด้วย โดยในส่วนด้านบนที่ยื่นออกมานั้นจะเป็นของทหารองครักษ์
ซึ่งคาดว่าจะมีสื่อเข้ามาใช้งานทั้งสิ้น 1,200 คน ในขณะที่ไวไฟรองรับได้ 1,500 คอนเฟอร์เรนซ์ โดยจะมีทีมงานของทีโอทีทำหน้าที่บริหารจัดการแบนด์วิธให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ทีโอที
นอกจากนี้ยังมีในส่วนของสายแลนให้ได้เชื่อมต่อกันอีกด้วย โดยสัญญาณไวไฟที่ให้ใช้นั้นหากมีการใช้ต่อเนื่องระบบก็จะเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา แต่หากไม่ได้มีการใช้งานสักพัก อาจจะต้องล็อกอินเข้าใหม่ ต่างจากเดิมที่จะทำให้ระบบตัดการใช้งานทุก 4 ชั่วโมง
3. ศูนย์ถ่ายทอดวิทยุกระจายเสียง ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้ทำการติดตั้งและให้บริการวงจร VPN เชื่อมโยงสัญญาณถ่ายทอดภาพและเสียงจำนวน 12 วงจร บริการ Fttx200/80 จำนวน 4 วงจร
4.ในส่วนของกองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ได้ทำการติดตั้งและบริการระบบสื่อสาร ระบบสื่อสัญญาณ และบริการVPN 15 วงจร  บริการFTTx 15 วงจร ติดตั้งและให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 77 เลขหมาย รวมทั้งดำเนินการจัดระเบียบสายโทรศัพท์ ตู้ผ่านและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตามแนวริ้วขบวน
ทีโอที
ทั้งนี้ ระบบสื่อสารทั้งหมดได้ดำเนินการแล้วเสร็จกว่าร้อยละ 99 โดยได้มีการส่งมอบพื้นที่ในการติดตั้งระบบสื่อสารโทรคมนาคมตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา
และได้ดำเนินการติดตั้งทุกระบบพร้อมใช้งานแล้วตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2560 โดยจะเข้าร่วมทดสอบการใช้งานในวันที่ 21 -22 ตุลาคม นี้
มนต์ชัย กล่าวว่า นอกจากศูนย์หลักที่ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์แล้ว เพื่อให้การทำงานของระบบระบบสื่อสารโทรคมนาคมรองรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เกิดความต่อเนื่องหากมีเหตุขัดข้อง จึงได้เตรียมไซต์สำรองไว้อีก 2 แห่ง
ทีโอที
การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ถือว่าทีโอทีมีความพร้อมและตั้งใจมาก และเพียงพอต่อการใช้งานของสื่อมวลชนที่ทางกรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ดูแลและจัดสรรให้เข้ามาใช้
โดยความตั้งใจของทีโอทีในครั้งนี้ก็หวังว่าสื่อที่เข้าไปใช้งานจะเคารถในกฏกติกาที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพราะเจ้าหน้าที่ของทีโอทีได้ทำกันด้วยความตั้งใจให้ทุกสิ่งออกมาดี และจะต้องดูแลระบบกันมากกว่า 24 ชั่วโมง ในวันพระราชพิธี
การดำเนินงานของทีโอที อยู่ภายใต้ต้นสังกัดอย่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มี อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหัวหน้าคณะฯ และคณะอนุกรรมการอำนวยการสื่อสารงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ
ทีโอที
ซึ่งมี นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานอนุกรรมการฯ และคณะทำงานเชื่อมโยงการถ่ายทอดฯ และนายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที เป็นประธานคณะทำงานฯ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ

ทีโอที พร้อมรับลูกค้าโทรศัพท์บ้าน เร่งเตรียม 6 ช่องทางหลักบริการลูกค้าเต็มที่

ทีโอที เตรียม 6 ช่องทางการชำระเงินหลักเพื่อให้บริการลูกค้าโทรศัพท์พื้นฐาน หลังสิ้นสุดสัญญาร่วมการงานฯ เบื้องต้นลูกค้าสามารถใช้บริการต่อเนื่องได้ทันที โดยไม่ต้องเปลี่ยนสัญญาใหม่ พร้อมเตรียมช่องทางการตอบข้อสงสัยหลากหลายช่องทางรองรับ

นายอนุรุต อุทัยรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ บมจ.ทีโอที เปิดเผยถึง การเตรียมความพร้อมรองรับการให้บริการตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ 2.6 ล้านเลขหมายในเขตโทรศัพท์นครหลวงที่จะสิ้นสุดลงและ TOT ดำเนินการต่อในวันที่ 29 ตุลาคม 2560

เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าการให้บริการโทรศัพท์ประจำที่จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีผลกระทบต่อลูกค้า และเป็นไปตามแผนการให้บริการต่อเนื่องหลังสิ้นสุดสัญญาที่ TOT เสนอ กสทช. ในการให้บริการต่อเนื่องดังกล่าว ทีโอที คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นสำคัญ

โดยขณะนี้ TOT ได้เตรียมช่องทางติดต่อหลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับลูกค้าที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ TOT Contact Center 1100 ช่องทาง Online ที่ Facebook Fan page “@TOTPublic” , http://www.tot.co.th, e-mail : [email protected] และ ศูนย์บริการลูกค้าทีโอทีทุกแห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

สำหรับการชำระเงินค่าใช้บริการ ทีโอที ได้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าผ่าน 6 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.การชำระผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร 14 ธนาคาร 2.การชำระโดยหักบัญชีเงินฝากธนาคาร 15 ธนาคาร 3. การชำระโดยหักบัญชีผ่านบัตรเครดิต 11 ตัวแทน 4.การชำระผ่าน ATM 4 ธนาคาร 5. การชำระผ่านTelephone Bank หรือผ่าน Call Center ของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ Website Bang ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

6.การชำระผ่านเคาน์เตอร์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด และบริษัท เอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (โลตัส)

รวมถึงช่องทางที่ TOT ให้บริการโดยตรงไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการลูกค้า TOT ทุกแห่งทั่วประเทศ ระบบรับชำระ Just Pay ในศูนย์บริการลูกค้า TOT และร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ Just pay ทั้งนี้ลูกค้าสามารถใช้บริการต่อเนื่องได้ โดยไม่ต้องจัดทำสัญญาใหม่ และยังคงชำระค่าบริการได้ตามช่องทางเดิม

ทีโอที ตั้งเป้าพันธมิตร MVNO 4 รายในปีนี้ ฟันรายได้โมบาย 4 พันล้าน

ทีโอที จับมือซิมเพนกวินให้บริการ MVNO รายใหม่ จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 2 ราย ตั้งเป้าปีนี้จะมีทั้งสิ้นรวม 4 รายคาดปีนี้จะมีรายได้จากธุรกิจโมบายอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท
แบ่งเป็นรายได้จากการเช่าเสาของเอไอเอส 3,900 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการของทีโอทีเอง 90 ล้านบาท และรายได้จาก MVNO 10 ล้านบาท
รังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจสื่อสารไร้สาย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีโอทีมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการสร้างโครงข่ายพื้นฐานโทรคมนาคม โดยได้มีการเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจให้มากขึ้น
ซึ่งล่าสุดได้จับมือกับบริษัท เดอะ ไวท์สเปซ จำกัด หรือ ซิมเพนกวิน ในการเป็น MVNO รายใหม่ของทีโอที สำหรับคลื่น 2100 MHz จากเดิมที่มี 2 ราย คือ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โมบาย เอท เทลโค (ไทยแลนด์) จำกัด
ความร่วมมือกันในครั้งนี้จะส่งผลให้เพนกวินเป็นผู้ให้บริการของธุรกิจ MVNO ที่ให้บริการบน 2 คลื่นความถี่ โดยความร่วมมือครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุว่าทางซิมเพนกวินจะซื้อจาก ทีโอที กี่เลขหมาย และมีอายุสัญญานานเท่าไร
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนการซื้อมาขายไป อายุสัญญาประมาณ 3-5 ปี โดยลูกค้าเพนกวินจะได้รับบริการจากโครงข่ายคุณภาพตามมาตรฐานเช่นเดียวกับมือถือค่ายอื่นๆ
“คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีการเจรจาเป็นพันธมิตรกับ MVNO เพิ่มอีกหนึ่งราย รวมเป็น 4 ราย โดยทีโอทีมีเลขหมายสำหรับให้ MVNO อยู่ประมาณ 4-5 ล้านเลขหมาย ในขณะที่ปัจจุบัน MVNO มีการใช้เลขหมายไปเพียงหนึ่งแสนเลขหมายเท่านั้น”
รังสรรค์ กล่าวว่า สำหรับธุรกิจโมบายของทีโอทีนั้น คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะมีรายได้จากธุรกิจโมบายอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการให้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เช่าเสาสัญญาณ 3,900 ล้านบาท
และรายได้จากการให้บริการของทีโอทีเอง 90 ล้านบาท และรายได้จาก MVNO จำนวน 10 ล้านบาท
นอกจากนี้หากสำนักงานอัยการสูงสุดส่งหนังสือตอบรับร่างสัญญาการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในคลื่น 2100 MHZ ที่ทำกับเอไอเอส จะทำให้ ทีโอที มีรายได้วันละ 10 ล้านบาท
และการเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ในคลื่น 2300 MHz อีกวันละ 15 ล้านบาท

เพนกวิน ไม่แคร์ไลน์โมบายจับมือทีโอทีเพิ่มซิมบนเครือข่ายใหม่

เพนกวิน จับมือทีโอทีขยายทางเลือกให้ลูกค้าได้ใช้งาน 3G บนเครือข่าย 2100 MHz เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 850 MHz มั่นใจจะเพิ่มลูกค้าขึ้นจากเดิมเท่าตัวใน 1 ปี
และสามารถทำการตลาดได้อย่างหลากหลายมากขึ้น เผยไลน์โมบายเข้ามาไม่กระทบเพราะถือเป็นผู้เล่นหนึ่งที่เข้ามาสร้างสีสันทางการตลาดเท่านั้น
ชัยยศ จิรบวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ ไวซ์สเปซ จำกัด ผู้ให้บริการซิมเพนกวิน กล่าวว่า ซิมเพนกวินได้จับมือกับทีโอทีในการให้บริการโทรศัพท์มือถือผ่านโครงข่ายของ ทีโอที บนคลื่นความถี่ 2100 MHz
ซึ่งความร่วมมือกันในครั้งนี้ จะส่งผลให้เพนกวินเป็นผู้ให้บริการของธุรกิจ MVNO เมืองไทยที่ให้บริการบน 2 คลื่นความถี่
โดยนอกจากจะทำให้เพนกวินมีความแข็งแกร่งในการให้บริการสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว ยังมีคุณภาพในการให้บริการโดยรวมรวมของเพนกวินมีความเสถียรและตอบโจทย์การใช้งานมือถือได้ดีขึ้น
ความร่วมมือเป็นสัญญาธุรกิจครั้งนี้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำการตลาดที่หลากหลาย เข้าถึงผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง และสามารถให้บริการโซลูชันได้มากขึ้น
ซึ่งรวมไปถึง IoT Solutions ที่จะทำให้ต่อยอดบริการได้มากขึ้น โดยที่ผ่านมาซิมเพนกวินได้มีการนำไปใช้งานกับไอโอที และมีการพัฒนาไปบ้างแล้ว อย่างเช่น การแทร็กกิง การใช้งานระหว่างแมชชีนทูแมชชีน และการได้คลื่นนี้เพิ่มจะทำให้มีการใช้งานด้านนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยคาดว่าจะเริ่มทดลองตลาดในเดือนพฤศจิกายน และสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะทำการโรมมิ่งทั้ง 2 เครือข่ายได้ภายในปีหน้า
“ไลน์โมบายเป็นการต่างคนต่างทำตลาด ถือเป็นสีสันของวงการ เป็นอีกรูปแบบของการตลาดอีกประเภทหนึ่ง ส่วนของเราใช้รูปแบบของแบรนด์โปรดักส์ เน้นไปยังกลุ่มประชาชนทั่วไปที่เน้นประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่มีความซับซ้อน ชาวบ้าน ง่ายๆ ตรงไปตรงมา”
ชัยยศ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นอีกทางเลือกให้ผู้บริโภคใช้งานโครงข่ายมือถือที่มีคุณภาพแบบประหยัด คุ้มค่า ซึ่งปัจจุบันมือถือส่วนใหญ่จะมีเครื่องลูกข่ายรองรับ 2100 MHz แทบทั้งหมด
ขณะที่คลื่น 850 MHz อาจจะมีเครื่องบางรุ่นที่ไม่รองรับ ทำให้เรามีโอกาสทำตลาดทั้ง 2 ความถี่ และจะเป็นก้าวแรกของความร่วมมือทั้ง 2 หน่วยงานให้แข็งแกร่งขึ้นในอนาคต
โดยเพนกวินคาดว่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว ภายใน 1 ปีหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ด้านรังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจสื่อสารไร้สาย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ทีโอทีจะสามารถมอบประโยชน์ให้แก่ลูกค้าเพนกวิน
โดยลูกค้าจะได้รับบริการจากโครงข่ายคุณภาพตามมาตรฐาน รวมทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นำประเทศไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0
ซึ่ง ทีโอที มุ่งมั่นที่จะสร้างโครงข่ายพื้นฐานโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพและพร้อมเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจให้มากขึ้น เช่นเดียวกับที่เพนกวินได้เข้ามาร่วมมือเป็นพันธมิตรในครั้งนี้

กสทช. เห็นชอบแผน ทีโอที รับช่วงลูกค้า โทรศัพท์บ้าน ต่อจากทรู

กสทช. เห็นชอบแผนรองรับการให้บริการ โทรศัพท์บ้าน ของทีโอที หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับเทเลคอมเอเชียเดิม (ทรู) ในวันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลาเที่ยงคืน

พร้อมให้สำนักงาน กสทช. ติดตามดูแลผู้ใช้บริการในส่วนนี้ หากเกิดปัญหาในการใช้บริการสามารถร้องเรียนได้ที่ Call Center สำนักงาน กสทช. โทร. 1200 ฟรี

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 24.00 น. นี้ จะเป็นการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานในพื้นที่เขตโทรศัพท์นครหลวงของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือบริษัท เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

โดยเมื่อเข้าสู่วันที่ 29 ต.ค. 2560 ก็จะเริ่มเข้าสู่แผนรองรับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการที่ยังคงเหลืออยู่จำนวน 946,441 เลขหมาย

ซึ่งที่ประชุม กสทช. ได้มีมติเห็นชอบแผนดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา พร้อมให้สำนักงาน กสทช. ติดตามการดูแลประชาชนผู้ใช้บริการในส่วนนี้ หากได้รับผลกระทบจากการใช้งานให้สำนักงานรีบนำเสนอต่อที่ประชุม กสทช. โดยเร่งด่วนต่อไป

หลังจากนี้หากประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐานดังกล่าวพบปัญหาในการใช้บริการ สามารถร้องเรียนมายังสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 ฟรี เพื่อที่สำนักงาน กสทช. จะได้รีบดำเนินการแก้ไขปัญหาให้โดยเร่งด่วน

ทั้งนี้ ตามแผนรองรับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2560 ผู้ใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน หรือโทรศัพท์บ้านในพื้นที่เขตนครหลวงของเทเลคอมเอเชียเดิม (ทรู)

จะยังคงใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเลขหมายโทรศัพท์เดิม แต่จะไม่สามารถชำระค่าบริการได้ที่ทรูช็อปแล้ว ต้องไปชำระที่ศูนย์บริการลูกค้าของทีโอทีแทน

จับตา AAE-1 เคเบิ้ลใต้น้ำ สายเมนอินเทอร์เน็ตโลก ขึ้นชุมสายที่ไทย

AAE-1 จะทำให้เส้นทางการเขื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเปลี่ยนทิศ ไทยได้เปรียบด้วยชัยภูมิที่ตั้งช่วยลดระยะทางได้กว่า 1,000 กม. ผ่านวิธี Land Bridge ดันทีโอทีคว้าจุดชุมสายเคเบิ้ลใต้น้ำเมนหลักอินเทอร์เน็ตโลกขึ้นที่ปากน้ำบารา จังหวัดสตูล พร้อมวางตัวประเทศไทยเป็นฮับของภูมิภาค เชื่อมต่อสู่โลกออนไลน์

ด้วยเงินลงทุน 1,700 ล้านบาท ร่วมกับอีกกว่า 17 ประะเทศ รองรับการเชื่อมต่อกว่า 40 ล้านล้านบิตต่อวินาที ครอบคลุมเอเชีย แอฟฟริกาและยุโรป เพียงพอต่อการใข้งานไปถึงปี 2563 ด้วยอัตราการใช้งานที่เพิ่มขึ้นทุกปีกว่า 65%

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การลงทุนร่วมกับต่างประเทศในการสร้างเคเบิ้ลใต้น้ำสายเมนครั้งนี้มีทั้งหมด 3สาย โดยแบ่งเป็นส่วนของ AAE-1 ที่เชื่อมต่อ 3 ทวีป ซึ่งเริ่มจากยุโรป แอฟริกา และเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน และจะมีการขึ้นเป็นขุมสาย เพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศฮ่องกงและสิงคโปร์อีก 2 สาย ผ่านทางบกหรือที่เรียกว่า Land Bridge บนแผ่นดินไทย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฮับของภูมิภาคในเชิงโครงสร้างการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปในทันที

ครั้งนี้นับเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ของการเชื่อมต่อสายเมน เนื่องจากชัยภูมิของไทยที่ช่วยร่นระยะทางของการวางสายอ้อมมาเป็นการเชื่อมต่อบนบกแทนทำให้ลดระยะทางได้กว่า 1,000 กิโลเมตร โดยความจุของสายทั้งระบบจะสามารถรองรับได้กว่า 40 Terabits โดยจะให้ความเร็วเต็มสปีดของสายที่ 40 Tbps

หากเทียบในปัจจุบันที่มีความต้องการใช้การเชื่อมต่อผ่านเคเบิ้ลใต้น้ำเพิ่มขึ้นราว 65% ต่อปี คาดว่าจะสามารถรองรับการใช้งานได้ถึงราวปี 2563 และนอกจากนั้นเคเบิ้ลเส้นนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อของภูมิภาค สู่โลกกว้างในอนาคต เพราะเคเบิ้ลสายนี้เป็นสายเมนที่ไทยจะสามารถบริหารจัดการได้มากขึ้น สามารถเก็บค่าการเชื่อมต่อได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า การเชื่อมต่อครั้งนี้ สร้างโอกาสให้ประเทศไทย นอกจากจะเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ที่แต่เดิมเราได้ใช้เพียงสายย่อยของภูมิภาคเท่านั้น เคเบิ้ลเส้นนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยได้มีโอกาสบริหารการเชื่อมต่อและมีรายได้จากการจัดการเชื่อมต่อนี้ ไม่ต่างจากปะเทศสิงคโปร์ ฮ่องกงหรือมาเลเซียที่เคยทำมาในอดีต

แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นนี้ เราจะเปิดใช้การเชื่อมต่อได้เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยจากฝรั่งเศสมีความจุที่ 2.5 Terabits สิงคโปร์ที่ความจุ 2.5 Terabits และฮ่องกงที่ความจุ 2.4 Terabits โดยคิดเป็นความจุรวม 7.4 Terabits

ซึ่งนำมาบวกรวมกับของเดิมที่เรามีการเชื่อมต่อผ่านสายย่อยอีกกว่า 15 Terabits ทำให้เรามีความจุเพียงพอไปอีก 2-3 ข้างหน้า แต่หากอนาคตความจุไม่เพียงพอก็จะสามารถเพิ่มได้เต็มความจุของท่อที่วางไว้นั่นก็คือ 40 Terabits

AAE-1

การเชื่อมต่อครั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตของภูมิภาค โดยประเทศไทยจะเป็นผู้ให้บริการวงจรเชื่อมต่อออกสายย่อย และการเชื่อมต่อโหนดใหญ่ของระบบสายเมนในพื้นที่จังหวัดสตูลแห่งนี้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถจูงใจให้ประเทศรอบข้างเปลี่ยนมาใช้เคเบิ้ลเส้นนี้ได้ ด้วยระยะทางของสายที่น้อยลงทำให้ความเร็วของการส่ง-รับข้อมูลมีความรวดเร็วเพิ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้สายเคเบิ้ลใต้น้ำสายนี้เป็นความร่วมมือกันกว่า 18 ประเทศ ด้วยระยะทางรวมกว่า 2.5 หมื่นกิโลเมตร เดินสายเกือบทั้งหมดอยู่ในทะเล โดยเริ่มเชื่อมต่อมาตั้งแต่ ฝรั่งเศส อิตาลี กรีก อียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย เยเมน อินเดียและวิ่งตรงเมนหลักเข้าสู่ประเทศไทย ขณะที่อีก 2เส้นที่มาบรรจบที่สตูลจะวิ่งมาจากสิงคโปร์ และประเทศฮ่องกง ซึ่งมีประเทศไทยเป็นชุมสายเชื่อมต่อ

โดย AAE-1 ใช้เทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก ความเร็วต่อลำแสง 100 Gbps เดินพร้อมกัน 80 ลำแสงต่อท่อ ด้วยจำนวนสายทั้งหมด 5ท่อ แบ่งเป็นสายหลัก 4 ท่อและสำรอง 1 ท่อ รองรับความจุรวมของระบบกว่า 40 Terabits และคิดเป็นการลงทุนรวมกว่า 27,000 ล้านบาท โดยประเทศไทยลงทุนร่วมด้วย 1,700 ล้านบาทเท่านั้น