ดีแทค และ CAT ทำสัญญาระงับข้อพิพาทร่วมกัน

บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค และ บมจ. กสท โทรคมนาคม แจ้งการลงนามในสัญญาร่วมกันเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ส่วนใหญ่ และที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งหมดที่เกี่ยวกับสัญญาสัมปทาน คิดเป็นมูลค่า 9.51 พันล้านบาท

สัญญาระงับข้อพิพาทระหว่าง ดีแทค และ กสท ถือเป็นความสำคัญเหตุการณ์หนึ่งจากตลอดระยะเวลาในการร่วมงานกันมายาวนานของทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งเป็นโอกาสสู่การเริ่มต้นใหม่ในการเป็นพันธมิตรดูแลโครงข่าย หรือโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน

สัญญาดังกล่าวยังมีนัยสำคัญในทางลดความเสี่ยงทางธุรกิจ อันเกิดจากความไม่แน่นอนในผลของคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ และคำพิพากษา

อนึ่ง สัญญาระงับข้อพิพาทฉบับนี้ ไม่รวมข้อพิพาทเรื่องส่วนแบ่งรายได้ที่เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต และข้อพิพาทเรื่องส่วนแบ่งรายได้ที่เกี่ยวกับค่าเชื่อมต่อโครงข่าย

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ดีแทค

กสท โทรคมนาคม

CAT หนุน TESA จัดแข่งพัฒนาสมองกลฝังตัวบน LoRaWAN

CAT นำโครงข่าย LoRaWAN และระบบ CLOUD Computing ร่วมสนับสนุน TESA จัดแข่งขัน TESA Top Gun Rally 2019 หนุนสร้างนักพัฒนาระบบสมองกลฝังตัวเพื่ออนุรักษ์โบราณสถานแห่งชาติ

ดร.ณัฎฐวิทย์ สุฤทธิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มขายและผลิตภัณฑ์สื่อสารไร้สาย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยว่า CAT ได้ร่วมสนับสนุนการจัดประชันทักษะสมองกลฝังตัวชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 13 (TESA Top Gun Rally 2019)

ซึ่งจัดโดยสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA) ร่วมกับกรมศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ และหน่วยงานต่าง ๆ ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม

การแข่งขัน TESA Top Gun Rally 2019 ในครั้งนี้กำหนดจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘ระบบการจัดการโบราณสถานแห่งชาติ 4.0’ (Smart National Historic Site 4.0 : Art & Cultural Conservation & Tourism Information System) ระหว่างวันที่ 6 – 12 มกราคม 2562 ในบริเวณพื้นที่พระราชวังสนามจันทร์และใกล้เคียงในจังหวัดนครปฐม

เพื่อพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยการผสานความรู้ด้านสมองกลฝังตัวเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยในปีนี้มีนิสิต นักศึกษา นักเรียน และคณาจารย์ในวงการ Embeded System and IoT ของประเทศไทยกว่า 300 คนจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 30 แห่งเข้ามารวมตัวกันสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการจัดการโบราณสถานแห่งชาติ 4.0

LoRaWAN
ดร.ณัฎฐวิทย์ สุฤทธิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มขายและผลิตภัณฑ์สื่อสารไร้สาย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT

ในการแข่งขันครั้งนี้ นิสิต นักศึกษา และนักเรียนที่เข้าร่วมจะได้เรียนรู้องค์ความรู้และเทคโนโลยีของระบบสมองกลฝังตัวจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อาทิ ได้รับความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถาน การบริหารโครงการ การสร้างระบบฮาร์ดแวร์

ความรู้เกี่ยวกับระบบโครงข่าย LoRaWAN และระบบ CLOUD Computing ประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนา แก้ไขปัญหาตามโจทย์ที่กำหนดขึ้นในแต่ละวันบนหลักการของ Problem-Based Learning สำหรับรูปแบบของการดำเนินแข่งขันในโครงการจะจัดต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์

ซึ่งในระหว่างการแข่งขันจะมีคณะกรรมการประเมินคะแนนสะสมตามหัวข้อและเกณฑ์ที่กำหนด โดยทีมที่มีคะแนนสะสมสูงสุด 4 ลำดับแรกจะได้รับรางวัลเงินสดรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาทพร้อมโล่รางวัล

“CAT เข้าร่วมสนับสนุนโครงการนี้ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่ให้บริการด้านดิจิทัลและระบบสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศ โดยได้ติดตั้งโครงข่ายสื่อสาร LoRaWAN หรือ Long Range Wide Area Network ซึ่งเป็นโครงข่ายที่มีคุณสมบัติสำคัญคือสามารถรับส่งสัญญาณได้ในระยะไกล ใช้พลังงานต่ำ

เหมาะกับการรับส่งข้อมูลเพื่อตรวจวัดค่าต่าง ๆ และสนับสนุนอุปกรณ์ LoRa Developer Kit สำหรับการแข่งขัน พร้อมทั้งระบบ IRIS ClOUD สำหรับการเก็บและประมวลผลข้อมูล รวมถึงการโปรแกรมระบบเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้สัมผัส เรียนรู้ และทดลองใช้งานจริงตามโจทย์ของการแข่งขัน

และยังเป็นการเปิดโอกาสและเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในด้านดิจิทัลให้กับนิสิต นักศึกษา และนักเรียนที่เข้าร่วมแข่งขัน” ดร.ณัฏฐวิทย์ กล่าวในที่สุด

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

CAT LoRaWAN

CAT ภูมิใจภารกิจวางระบบเทคโนโลยีสื่อสารโครงการ “อุ่นไอรัก”

ความราบรื่นของการรักษาความปลอดภัยในงาน “Bike อุ่นไอรัก” คือระบบสื่อสารอันทันสมัย ทั้งการเชื่อมต่อระบบวิทยุสื่อสารผ่านเครือข่าย LTE Trunk Digital และการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายกล้อง CCTV ตลอดเส้นทางการปั่นจักรยาน รวมไปถึงงานงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์”

ซึ่งระบบที่ว่านี้ กสท โทรคมนาคม เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้วยการวางโครงข่ายทั้งหมดโดยนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ถือเป็นภาระกิจสำคัญของการมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยระดับชาติ

งาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชาอนุญาตให้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม 2561- 19 มกราคม 2562 ณ พระลานพระราชวังดุสิตและสนามเสือป่า พร้อมกิจกรรมปั่นจักรยาน “Bike อุ่นไอรัก” ในพิธีเปิดงาน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญในการรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย และเสริมสร้างความรักความสามัคคีในครอบครัวและสังคมนั้นนับเป็นงานระดับประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จากความร่วมมือร่วมใจทุกภาคส่วน

นางสุวรรณา หรรษาจารุพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริการและบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า ในภารกิจของงาน “Bike อุ่นไอรัก” นี้ CAT ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่ให้บริการในด้านดิจิทัลและสื่อสารโทรคมนาคม ได้นำระบบสื่อสารอันทันสมัยไปร่วมให้บริการอำนวยความสะดวก นับตั้งแต่การวางระบบเชื่อมสัญญาณสื่อสาร พร้อมการเฝ้าระวังเพื่อดูแลการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตลอดการจัดงาน

โดยเทคโนโลยีหลักที่ให้บริการคือ การเชื่อมโยงระบบเครือข่ายกล้อง CCTV / การวางระบบ Back up วงจรสื่อสัญญาณ เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายระบบวิทยุสื่อสาร PS-LTE (Public Safety Long Term Evolution) รวมทั้งการให้บริการ WiFi ในศูนย์บัญชาการเพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจในการติดต่อสื่อสารให้รวดเร็ว ทันต่อความต้องการของหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติในศูนย์บัญชาการดังกล่าว

การได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญขององค์กรร่วมรับใช้ภารกิจสำคัญของประเทศเรามีความพร้อมและเป็นความภูมิใจอย่างมากของทีมงาน CAT ทุกคน ซึ่งที่ผ่านมา CAT ได้เข้าร่วมดำเนินการวางระบบการสื่อสารในงานสำคัญระดับชาติอย่างต่อเนื่องสำหรับงาน “Bike อุ่นไอรัก” ครั้งนี้ CAT ได้ให้บริการเชื่อมโยงวงจรระบบกล้อง CCTV เพื่อเชื่อมโยงสัญญาณภาพของ กล้อง CCTV ตลอดเส้นทางที่ทรงเสด็จมากกว่า 90 วงจร มาที่ศูนย์บัญชาการ และจัดเก็บข้อมูลเพื่อพร้อมใช้งานบนระบบคลาวด์ของ CAT ซึ่งเป็นการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยเสริมให้หน่วยงานรักษาความมั่นคงทำงานได้ง่ายขึ้นในการดูแลประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดการจัดงาน

นอกจากนี้ CAT ได้จัดวางวงจรระบบโครงข่าย PS- LTE ซึ่งเป็นโครงข่ายวิทยุสื่อสารระบบใหม่ประสิทธิภาพสูงทันสมัยเพื่อให้บริการสำหรับการติดต่อสื่อสารด้วยภาพและเสียง เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ติดต่อสื่อสารได้อย่างสะดวก รวดเร็วและหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม

โดย CAT ได้ดำเนินการเพิ่มระบบ Back up ตลอดเส้นทางจำนวน 22 สถานีฐาน และมีทีมงานมากกว่า 70 คนเฝ้าระวังให้หน่วยงานด้านความมั่นคงพร้อมใช้งานด้วยประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกันนี้ CAT ยังสนับสนุนระบบอินเทอร์เน็ตโดยติดตั้งระบบสื่อสัญญาณ WiFi ณ กองอำนวยการร่วมฯ และ และ สภ.พระประแดง เพื่อให้ความสะดวกแก่ภารกิจของคณะทำงาน ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อสนับสนุนภารกิจในการควบคุมและเฝ้าระวังในทุกระบบที่ให้บริการ ตลอดระยะเวลาการจัดงาน

นับเป็นอีกบทบาทของ CATกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงใช้ในการรักษาความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่เข้าร่วมในกิจกรรมงานอุ่นไอรักฯ ในฐานะหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังเพื่อดูแลให้การเชื่อมโยงบูรณาการระบบการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ ตั้งแต่การวางระบบ การเชื่อมต่ออุปกรณ์ การควบคุมดูแลอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีความหลากหลายให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันความสำเร็จของงานทั้งหมด

แม้จะมีความยากแต่ก็เกิดขึ้นได้จากความพร้อมของทีมงาน CAT ทุกคนที่ร่วมใจทุ่มเท ดูแล แก้ไขปัญหาประสานร่วมกับทีมงานในส่วนต่างๆ รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของบริการในทุกงานสำคัญของประเทศ“แม้เป็นเรื่องยากแต่ก็คือความภาคภูมิใจที่สามารถทำภารกิจนี้ได้สำเร็จอย่างราบรื่น ตามเป้าหมาย

โดยในอนาคตงานสำคัญในระดับประเทศที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทีมงาน CAT ทุกคนพร้อมและเต็มใจที่จะอาสารับภารกิจด้านการวางระบบสื่อสารและนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาให้บริการเพื่อสนับสนุนหน่วยงานด้านความมั่นคงในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างดีที่สุด

CAT จับมือพัมธมิตร จัดประกวด Ai เพื่อโบราณสถาน 4.0

ผนึกกำลัง TESA กรมศิลป์ มศก. และ CAT เผยความร่วมมือในการจัดประชันทักษะทางด้านสมองกลฝังตัวชิงแชมป์ประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบจัดการโบราณสถานแห่งชาติ 4.0 ภายใต้ชื่อการแข่งขัน “TESA Top Gun Rally 2019” ณ เรือนรับรองกระจก พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม

ดร.ศุภชัย วรพจน์พิศุทธิ์ อุปนายกสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างความเข้มแข็งพื้นฐานในด้านเทคโนโลยีของประเทศวันนี้มุ่งไปที่ IoT

“IoT หรือ Internet of Things หมายถึงการนำความอัจฉริยะไปไว้ในทุกสิ่งทุกอย่าง หัวใจของ Things ต้องใช้สมองกล ความอัจฉริยะจะดีแค่ไหนล้วนสร้างด้วยคนซึ่งต้องเป็นคนที่มีความสามารถทางเทคโนโลยี ประเทศไทยต้องสร้างคนเหล่านี้

โดยปีนี้การประชันทักษะสมองกลครั้งที่ 13 อาศัยความร่วมมือจากภาคการศึกษาคือ ม.ศิลปากร ภาครัฐคือกรมศิลปากร และ CAT ที่มีเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่โดยใช้ LoRaWAN ถ้าไม่มีความร่วมมือไม่มีกิจกรรมนี้ เราจะไม่มีนักศึกษาที่เก่งเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศ”

TESA Top Gun Rally นับเป็นเวทีสำหรับการค้นหาสุดยอดฝีมือทางด้านระบบสมองกลฝังตัวของประเทศไทยที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ที่มีโอกาสได้เป็นตัวแทนของแต่ละสถาบันการศึกษาเพื่อเข้าร่วมประชันทักษะ

จะผ่านการคัดเลือก ทดสอบ และสัมภาษณ์จากคณะกรรมการของแต่ละสถาบันมาเป็นอย่างดี ทั้งทางด้านวิชาการ ทัศนคติและสังคม สำหรับรูปแบบของการดำเนินแข่งขันในโครงการจะจัดต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์

สำหรับ TESA Top Gun Rally 2019 มีนิสิต นักศึกษา และนักเรียน ซึ่งจะเป็นนักพัฒนาผู้เป็นอนาคตของประเทศและคณาจารย์ในวงการ Embeded System and IoT ของประเทศไทยกว่า 300 คนจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 30 แห่ง เข้ามารวมตัวกันสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการจัดการโบราณสถานแห่งชาติ 4.0

อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยศิลปากร เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยสยาม เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิค (นำร่อง) และโรงเรียนมัธยมจุฬาภรณ์ (นำร่อง)

โดยในการแข่งขันครั้งนี้ นิสิต นักศึกษา และนักเรียนที่เข้าร่วมจะได้เรียนรู้องค์ความรู้และเทคโนโลยีของระบบสมองกลฝังตัวจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อาทิ การบริหารโครงการ การสร้างระบบฮาร์ดแวร์ ARTBox ที่ใช้ในการตรวจจับค่าต่าง ๆ ตามที่กำหนด

การส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายสื่อสารไร้สาย LoRaWAN (Long Range Wide Area Network) ที่มีคุณสมบัติในการรับส่งสัญญาณได้ในระยะไกลโดยใช้พลังงานต่ำ ซึ่งจะมีการติดตั้งชุดอุปกรณ์ LoRa IoT by CAT เพื่อระบุตำแหน่ง

การโปรแกรมระบบเซิร์ฟเวอร์และประมวลผลข้อมูลบนระบบ IRIS ClOUD เพื่อแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังจะได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนา แก้ไขปัญหาที่กำหนดในแต่ละวันบนหลักการของ Problem-Based Learning

รวมถึงได้รับความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอีกด้วย โดยในระหว่างการเข้าร่วมแข่งขันจะมีคณะกรรมการประเมินคะแนนสะสมตามหัวข้อและเกณฑ์ที่กำหนด

โบราณสถานแห่งชาติ

ซึ่งทีมที่มีคะแนนสะสมสูงสุด 4 ลำดับแรกจะได้รับรางวัลเงินสดรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาทพร้อมโล่รางวัล รวมถึงโอกาสการต่อยอดพัฒนาผลงานสู่การใช้งานจริงเพื่อสนับสนุนงานอนุรักษ์โบราณสถานของกรมศิลปากร

ด้านนายสถาพร เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการกองโบราณคดี กรมศิลปากร กล่าวว่าปัจจุบันกรมศิลปากรได้ใช้เทคโนโลยีกับงานโบราณคดีหลายด้าน เช่น การสำรวจพื้นที่ทางอากาศด้วยโดรน การวิเคราะห์โบราณวัตถุที่ขุดพบด้วยแสงซิงโครตรอน

การพัฒนาระบบสืบค้นข้อมูลสำหรับพิพิธภัณฑ์โบราณสถานแห่งชาติ “กรมศิลปากรมีเป้าหมายที่จะใช้เทคโนโลยีเกิดประโยชน์กับงานเต็มที่ตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 โดยในการอนุรักษ์โบราณสถานโดยเฉพาะพระราชวังสนามจันทร์ที่เป็นอาคารไม้นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและยังต้องการเทคโนโลยีที่จะมาช่วย

เช่น การวิเคราะห์เรื่องการรับน้ำหนักนักท่องเที่ยวที่มาพร้อม ๆ กัน ผลกระทบจากการจุดพลุในโอกาสต่าง ๆ การตรวจจับแมลงเช่นปลวก เพื่อตรวจตราและปกป้องจากความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ทันการณ์

ผมเชื่อมั่นว่ากิจกรรม TESA โบราณสถาน 4.0 จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง การระดมความรู้ การคิดแก้ไขตอบโจทย์จะสามารถจุดประกายเพื่อทางกรมฯ จะสามารถนำไปต่อยอดในการใช้งานจริงได้ต่อไป”

ผศ.ดร.ปาเจรา พัฒนถาบุตร ผู้รักษาการแทนรองอธิการบดี พระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า
“ม.ศิลปากร มีความแข็งแกร่งคือเรื่องศิลปะและการออกแบบ เราพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีผสมผสานกับจุดแข็งนี้ โดยเปิดโจทย์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์เกี่ยวกับการอนุรักษ์

เพื่อเชื่อมโยงสองโบราณสถานสำคัญของจังหวัดนครปฐมทั้งพระปฐมเจดีย์ และพระราชวังสนามจันทร์ ที่เป็นพระตำหนักไม้เก่าแก่อายุกว่า 111 ปี หวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะจุดประกายการพัฒนาสมองกลในแนวทางที่ช่วยอนุรักษ์การท่องเที่ยวโบราณสถาน เช่น การใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงเพื่อความสะดวกในการให้ข้อมูลความรู้ หรือการติดต่อกับนักท่องเที่ยวผ่านมือถือ”

ด้านพันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. กสท โทรคมนาคม (CAT) กล่าวถึงความร่วมมือของ CAT กับ TESA ในปีนี้กับโจทย์โบราณสถานแห่งชาติ 4.0 ว่า “CAT สามารถนำเทคโนโลยีมาตอบโจทย์สนับสนุนการพัฒนา IoT ในทุกๆภาคส่วน

โดยเราวางโครงสร้างพื้นฐาน IoT LoRaWAN เพื่อรองรับการเชื่อมสัญญาณและระบบ IRIS Cloud เพื่อการจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เราอยากเห็นภาพนักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวพร้อมกับใช้โทรศัพท์มือถือช่วยเพิ่มความสะดวกได้

เช่น รู้จุดได้ทันทีว่ามีอะไรอยู่ตรงไหนจากโลเคชันเบส หรือใช้แอปพลิเคชันส่องไปที่โบราณวัตถุแล้วสามารถเชื่อมต่อกับ VR หรือ AR ทำให้เห็นภาพย้อนไปในยุคสมัยต่างๆ

ซึ่ง CAT พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในครั้งนี้และในอนาคตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากร สามารถป้อนนวัตกรรมเข้าสู่ระบบการใช้งานจริงในทุกภาคส่วนและสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศได้”

ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับความรู้และทักษะในด้านสมองกลฝังตัวแล้ว คุณค่าและความสวยงามของการเข้าร่วมแข่งขัน TESA TOP GUN Rally อีกประการหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันจะได้รับก็คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากวิทยากรและระหว่างผู้เข้าแข่งขันจากต่างสถาบันด้วยความสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน เอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารีต่อกัน แต่จะไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาและอุปสรรค

ทั้งนี้การแข่งขัน TESA Top Gun Rally จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 13 โดยกำหนดหัวข้อ “ระบบการจัดการโบราณสถานแห่งชาติ 4.0” (Smart National Historic Site 4.0 : Art & Cultural Conservation & Tourism Information System)

ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-12 มกราคม 2562 ณ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม จากความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน ที่เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยการผสานความรู้ด้านสมองกลฝังตัว (Embeded System) เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างนวัตกรรมในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สามารถติดตามการแข่งขัน TESA TOP GUN Rally 2019 ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ TESA Top Gun Rally

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

บมจ. กสท โทรคมนาคม (CAT)

CAT ดันภูเก็ตต้นแบบ ‘สมาร์ทแทร็กกิ้ง’ ดูแลนักท่องเที่ยว

นายศุภกิจ ยอดแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริการลูกค้าเขตใต้ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) นำทีมงานร่วมกับพันธมิตร นำเสนอโครงการบริหารจัดการแบบ Command Center เพื่อจัดระเบียบรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางทะเลในฝั่งอันดามันให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

โดยการบริหารจัดการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวแบบ Command Center มุ่งเน้นใช้อุปกรณ์ IoTระบบแทรกกิ้งอัจฉริยะ โดยสื่อสารผ่านโครงข่าย LoRa ในรูปของริสต์แบนด์และเสื้อชูชีพ ทำงานร่วมกับระบบซอฟต์แวร์กลางที่บูรณาการข้อมูลและความร่วมมือทุกภาคส่วน

เช่น ระบบลงทะเบียนนักท่องเที่ยวโดยสแกนหนังสือเดินทางบันทึกข้อมูลในอุปกรณ์ริสต์แบนด์, การตรวจสอบนักท่องเที่ยวก่อนเดินทางทางทะเลด้วยริสต์แบนด์และกล้อง CCTV,

การติดตามในทะเลด้วยเสื้อชูชีพ LoRa Life Jacket ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารข้อมูลกับนักท่องเที่ยวและติดตามอำนวยความสะดวก พร้อมประสานความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้ กลุ่มเอกชนและภาคส่วนต่างๆ ได้ตื่นตัวกับปัญหาด้านความปลอดภัยที่ส่งผลกระทบจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงและเชื่อว่าการใช้ระบบ Command Center ดังกล่าวจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและฟื้นความมั่นใจการท่องเที่ยวได้

โดยเตรียมผลักดันเป็นเป็นรูปธรรมและขยายผลใช้งานเพื่อความปลอดภัยให้ทั่วถึงทั้งพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและทะเลบริเวณอ่าวพังงาทั้งหมด เกาะยาว เกาะพีพี เกาะราชา ทั้งอุทยานทางทะเลอีกหลายแห่ง

และคาดว่าจะสามารถเริ่มต้นระบบที่จังหวัดภูเก็ตและกระบี่ก่อนขยายผลใช้งานให้ครบทั้งกลุ่ม 6 จังหวัดอันดามันต่อไป

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

สามารถเทลคอม คว้างาน AMR กฟภ. มูลค่า 585 ล้านบาท

สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในสัญญาโครงการจ้างบำรุงรักษามิเตอร์และอุปกรณ์ประกอบในโครงการพัฒนาการอ่านหน่วยด้วยระบบอัตโนมัติ ระยะที่ 2 กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งมีมูลค่าโครงการ 585.9 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการตามสัญญารวม 3 ปี

โดยบริษัทฯจะดำเนินการเพื่อตอบวัตถุประสงค์ของโครงการ ได้แก่ 1. เพื่อบำรุงรักษาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) ซอฟต์แวร์ต่างๆของระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายของศูนย์ AMR Data Center และระบบสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการทำงานของศูนย์ AMR Data Center (Facility System) ณ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่

  1. เพื่อบำรุงรักษามิเตอร์แบบอ่านหน่วยไฟฟ้าอัตโนโมัติ (AMR) พร้อมอุปกรณ์ประกอบที่ติดตั้งให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ทั่วประเทศ จำนวน 59,310 ชุด ให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

3. เพื่อจัดเจ้าหน้าที่ดูแลระบบฯที่ส่วนกลาง(Help Desk) 4. เพื่อให้บริการในส่วนของการรับ-ส่งข้อมูล (Air Time), วงจรเช่า Lease Line และ Internet ของเดิมที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคใช้งานอยู่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับโครงการ AMR ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนี้ เป็นโครงการอ่านหน่วยด้วยระบบอัตโนมัติ และจะช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่สามารถตรวจสอบข้อมูลการใช้ไฟฟ้าผ่าน Internet ได้ตลอดเวลา สามารถเก็บ ข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ของตนเองผ่านทาง www.amr.pea.co.th

เพื่อบริหารจัดการ การใช้ไฟฟ้าภายในกิจการของตนเองได้ ลดข้อผิดพลาดในเรื่องการจดหน่วยและข้อผิดพลาดของมาตรฐานเวลาในตัวมิเตอร์ จึงทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้าเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ กลุ่มสามารถเทลคอมมีงานในมือแล้วกว่า 8,000 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 3 สามารถคว้างานโครงการมาได้ประมาณ 470 ล้านบาท อาทิ โครงการจ้างบำรุงรักษามิเตอร์ และอุปกรณ์ประกอบในโครงการพัฒนาการอ่านหน่วยด้วยระบบอัตโนมัติ ระยะที่ 1 กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลค่ากว่า 360 ล้านบาท

และ โครงการบำรุงรักษาระบบ Real Time Charging ของ กสท.โทรคมนาคม มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ส่งผลให้ไตรมาส 3 มีรายได้รวม 1,846 ล้านบาท

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน)

CAT พร้อมก้าวสู่ Cashless Organize ยกระดับบริการ

CAT พร้อมก้าวสู่ Cashless Organize ภายใต้ชื่อ Krungthai NEXT >>> EVERYTHING CONNECTED to CAT เพื่อให้บริการทางเงินแบบครบวงจร ตอบสนองความต้องการของลูกค้า

พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า CAT ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในการทำ Krungthai NEXT >>> EVERYTHING CONNECTED to CAT เพื่อให้บริการทางเงินแบบครบวงจร ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกรูปแบบ และขับเคลื่อน CAT สู่ Cashless Organize

ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ส่งผลให้ CAT ได้ขยายช่องทางการชำระเงินของลูกค้าที่เป็นบุคคลทั่วไปมากขึ้น เพิ่มเติมจากการชำระผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิม ซึ่งถือเป็นการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล และเป็นการสนองตอบนโยบายของรัฐบาลในการเดินหน้าประเทศสู่สังคมไร้เงินสดและนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม Thailand 4.0

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าของ CAT ได้รับความสะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ด้วยบริการรับชำระค่าบริการโทรคมนาคมด้วยการ Scan ผ่าน QR Code Cross Bank Bill Payment

ซึ่งลูกค้าของ CAT สามารถชำระเงินผ่าน Mobile Banking ของธนาคารใดก็ได้ และช่วยเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการเงินสด ลดปัญหาการจัดเก็บและสูญหายของเงินสด สามารถเรียกดูรายงานการรับชำระค่าบริการ ผ่านระบบ KTB Corporate Online เพียงจุดเดียว

และธนาคารยังมีแผนที่จะให้บริการทางการเงินอื่นๆ กับ CAT ไม่ว่าจะเป็นบริการ Paybill ระบบ KTB Corporate Online เพื่อรับชำระค่าบริการโทรคมนาคมจากกลุ่มลูกค้านิติบุคคล และเพื่อจ่ายเงินให้หน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งบริการ Pay Alert เพื่อรับชำระค่าบริการโทรคมนาคม

ที่ผ่านมาธนาคารได้ให้บริการ Krungthai Cash Management กับ CAT ทั้งด้านรับและจ่ายเงิน ทั้งบริการ Bill Payment รับชำระค่าบริการโทรคมนาคม บริการ EDC ชำระค่าบริการโทรคมนาคมด้วยบัตรเดบิต บัตรเครดิต

บริการDirect Debit หักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ บริการจ่ายเงินแก่พนักงาน KTB Direct Credit บริการจ่ายเงิน บริการจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ ด้วย KTB Fleet Card และนำระบบ Krungthai Corporate Online เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลทางการเงิน

CAT จัดเต็ม IoT แบบใช้งานได้จริงโชว์ใน Big Bang 2018

CAT จัดเต็มงาน Digital Thailand Big Bang 2018 ด้วยคอนเซ็ปต์ B2D จัด 3 โซนแสดงเทรนด์ธุรกิจทั้ง Big Data, Digital Service และ Digital Park Thailand

พร้อมโชว์เหนือนำ IoT ที่ใช้งานได้จริงมาให้สัมผัสกันอย่างเต็มที่ เผยความคืบหน้า Digital Park Thailand คาดว่าไม่เกินกุมภาพันธ์ปีหน้าจะได้ผู้สน ใจที่จะลงทุนในโครงการฯ ส่วนบริการ Big Data จะมีลูกค้าเริ่มใช้งานภายในสิ้นปีนี้

พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยว่า เรายกทัพเทคโนโลยีโชว์ศักยภาพความพร้อมของธุรกิจในงาน Digital Thailand Big Bang 2018 ภายใต้คอนเซ็ปต์ B2D ที่จะแสดงให้เห็นถึงเทรนด์ทางธุรกิจใหม่ที่ CAT กำลังจะก้าวไปและพร้อมที่จะสนับสนุนไทยแลนด์ 4.0

ประกอบด้วย Big Data, Digital Service และ Digital Park Thailand ซึ่งการจัดงานดังกล่าว CAT จับมือกับพันธมิตรกว่า 20 รายเข้าร่วมโชว์เทคโนโลยี

มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักศึกษาที่อยู่ในระดับปริญญาตรี สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอี โดยคาดหวังว่าการจัดงานครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการต่อยอดนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

ภายในงานจะแบ่งเป็น 3 โซนที่มีความเชื่อมโยงกัน แสดงถึงนิวเทรนด์ที่ กสท จะโฟกัสนับจากนี้ โดย 2 โซนแรก Big Data และ Digital Service เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องต่อเนื่องกันในทิศทางของไทยแลนด์ 4.0 เสริมด้วยโซนDigital Park Thailand

ซึ่งจะเป็นพื้นที่เพื่อต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่เป็นของคนไทยเอง สร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ไม่ใช่เป็นเพียงนำเทคโนโลยีของต่างชาติเข้ามาใช้ โดยรูปแบบการนำเสนอในงานนี้ประกอบด้วย

  1. โซน Big Data จำลองบรรยากาศคล้ายโรงภาพยนตร์ซึ่งจะนำเสนอสื่อมัลติมีเดียในรูปแบบ วิดีโอและอินโฟกราฟิก แสดงการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้ประโยชน์ Big Data ที่กำลังจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทย

  2. โซน Digital Service รวบรวมความก้าวหน้าของบริการด้าน IoT (Internet of Things) ที่ กสท ทำอยู่ โดยเน้นความโดดเด่นของบริการ Security Service ที่มาพร้อมระบบ Video Analytics เทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพและวิดีโอจากกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ

สามารถวิเคราะห์ข้อมูลภาพจากกล้อง CCTVจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพโดยเก็บข้อมูลภาพใบหน้าของผู้เข้าร่วมงานเพื่อนำภาพมาวิเคราะห์ข้อมูลตามฟังก์ชันที่กำหนดได้ตั้งแต่การจดจำรายละเอียดใบหน้าและข้อมูลเบื้องต้นของบุคคล (Face recognition)

การตรวจสอบเส้นทางการเคลื่อนที่ (Motion detection) รวมถึงการตรวจวัดความหนาแน่นของคนในพื้นที่ (Heat map) โดยระบบวิเคราะห์ภาพจากกล้อง

CCTVดังกล่าวจะสามารถใช้ร่วมกับกล้อง CCTV ได้หลากหลายมาตรฐานโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซ้ำ ตอบโจทย์ให้กับระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง ในสถานที่สาธารณะและที่ชุมชน เช่น สนามบิน สนามกีฬา สถานที่จัดงานอีเวนท์ คอนเสิร์ต การชุมนุมสำคัญต่างๆที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก

เพื่อป้องกันเหตุการณ์ก่อการร้าย วางระเบิด การซุ่มยิง ฯลฯ นอกจากนี้ภายในโซน Digital Service ยังจัดให้มีการแสดง Dashboard ของบริการที่ใช้เทคโนโลยี LoRa โดยแสดงข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์นวัตกรรม IoT หลากหลายรูปแบบที่เชื่อมต่อผ่านโครงข่าย LoRaWAN ไม่ว่าจะเป็น Smart Meter, Smart Lighting, Smart Logistics, Smart Tourism ให้เห็นเป็นกราฟิกบนจอ
ภาพอย่างชัดเจน

  1. โซน Digital Park Thailand นำเสนอความลงตัวของพื้นที่โครงการ Digital Park Thailand เพื่อเป็นศูนย์กลางการลงทุนดิจิทัลขนาดใหญ่ในอนาคต โดยโครงการฯได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนภาคเอกชนที่เข้าร่วมสัมมนา Market Sounding ที่ผ่านมา

CAT

และล่าสุดอยู่ในขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวข้อง หลังจากนี้คาดว่าจะได้จัดทำทีโออาร์สำหรับผู้ร่วมลงทุนตามกำหนดเวลาและน่าจะได้ผู้ร่วมลงทุนในโครงการฯ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

พ.อ.สรรพชัย กล่าวถึงความคาดหวังจากการร่วมแสดงเทคโนโลยีในงาน DTBB 2018 ว่าอยากให้จังหวัดต่างๆได้นำเอาเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลเหล่านี้ไปปรับใช้งานจริง โดยเฉพาะการยกระดับเรื่องความปลอดภัยที่ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยระบบวิเคราะห์ภาพที่จะเข้ามาช่วยทำงานร่วมกับกล้อง CCTV

อีกทั้งโซลูชันด้านโลจิสติกส์และการดูแลนักท่องเที่ยวที่ทุกจังหวัดจะสามารถนำไปใช้ได้ นอกจากนี้ คือการใช้เทคโนโลยี Big data จะเป็นประโยชน์ต่อทุกหน่วยงานอย่างมาก ซึ่งหลังจาก กสท ได้จัดทำระบบ ทดสอบวิเคราะห์ข้อมูล Big data sandbox ให้กับหน่วยราชการทั้งหมดมาระยะหนึ่ง

ขณะนี้ได้มีหน่วยงานราชการต่างๆราว 10หน่วยงานเริ่มสนใจศึกษาในด้านเทคนิคและการใช้งานข้อมูล Big data ให้เกิดประโยชน์เป็นรูปธรรม ตลอดจนมีความร่วมมือฝึกอบรมสร้างบุคลากรด้าน Big Data ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ

ขณะเดียวกันได้ขยายพันธมิตรในการร่วมพัฒนาบริการและแอปพลิเคชันที่หลากหลายบนแพลตฟอร์ม Big data ของ กสท เพื่อรองรับความต้องการของหน่วยงานต่างๆในอนาคต โดยคาดว่าจะมีลูกค้าเริ่มใช้งานภายในสิ้นปีนี้

ดีแทค เซ็นสัญญาใช้เสา CAT 8,815 แห่งทั่วไทย

ดีแทค เซ็นสัญญาขอใช้เสา 8,815 แห่งทั่วไทย พร้อมใช้อุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคมหลังหมดสัมปทาน รวมมูลค่า 3 พันล้านบาทต่อปี จาก กสท โทรคมนาคม พร้อมกระชับความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจหลังหมดสัมปทาน ชี้ดีกับทุกฝ่าย ลูกค้าดีแทคใช้งานต่อเนื่อง ดีแทคหมดความเสี่ยงต่อการใช้งานเสาและอุปกรณ์โครงข่าย ส่วน CAT ได้ต่อยอดธุรกิจสู่แหล่งรายได้ใหม่

อเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า “การบรรลุข้อตกลงซึ่งนำมาสู่การลงนามสัญญาในครั้งนี้ นับเป็นมิติใหม่ครั้งแรกของวงการโทรคมนาคมไทย และเพื่อลูกค้าดีแทค

ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างสูงที่ข้อตกลงทั้ง 2 สัญญา ระหว่างดีแทค และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามก่อนหมดสัมปทาน ต่อไปนี้ทั้งสองฝ่ายจะเป็นพันธมิตรร่วมกันในเชิงกลยุทธ์เสริมสร้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยต่อไป

ข้อตกลงทั้ง 2 สัญญายังก่อให้เกิดความชัดเจนในการประกอบธุรกิจของทั้งสองฝ่ายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หมดความเสี่ยงและทำให้ใช้งานเสาโทรคมนาคมและอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยทั้ง ดีแทค และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) พร้อมที่จะเป็นผู้นำในการเป็นพันธมิตรดูแลโครงข่ายหรือโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมสู่อนาคต”

การลงนามครั้งประวัติศาสตร์ในวงการโทรคมนาคม 2 สัญญา ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด มีดังนี้

1.สัญญาระงับข้อพิพาทและให้บริการเกี่ยวกับเสาโทรคมนาคม

2.สัญญาการขอใช้อุปกรณ์โทรคมนาคม

“จากข้อตกลงระงับข้อพิพาทดีแทคจะทำการโอนเสาโทรคมนาคมที่สร้างไว้ระหว่างสัมปทานให้กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จะให้บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ใช้บริการเสาโทรคมนาคมดังกล่าวจำนวน 8,815 แห่งทั่วประเทศ”

“โดยบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด จะชำระค่าขอใช้เสาโทรคมนาคมล่วงหน้า ณ วันลงนามในสัญญาให้กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนรวม 3.2 พันล้านบาท และจะชำระค่าบริการทั้ง 2 สัญญามูลค่ารวม 3 พันล้านบาทต่อปี สัญญามีระยะยาวขั้นต้น 8 ปีและสามารถต่ออายุได้”

อเล็กซานดราไรซ์ กล่าวต่อไปว่า “ลูกค้าดีแทคสามารถมั่นใจในการใช้งานหลังหมดสัมปทาน ซึ่งมิตรภาพและความร่วมมือดังกล่าวได้ส่งผลประโยชน์ต่อกลุ่มลูกค้าและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมากที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านสัมปทาน”

พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า “การลงนามในสัญญาในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของผู้ให้สัมปทานและผู้รับสัมปทานคลื่นความถี่ที่ร่วมธุรกิจกันมาอย่างยาวนาน จะได้พลิกสู่บทบาทใหม่ในเชิงกลยุทธ์ต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา CAT ได้มุ่งสู่การพัฒนาโครงข่ายและโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ให้มีความทันสมัยเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถกระจายไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างรอบด้าน

ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม ประชาชน และความมั่นคงของประเทศชาติ ที่สำคัญนี่คือการร่วมลงนามกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นครั้งแรกในไทยสู่ความร่วมมือที่เป็นพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์”

สัญญาดังกล่าวยังทำให้เสาโทรคมนาคมซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีความสำคัญของประเทศและอุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคมภายใต้สัญญาสัมปทานซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของประเทศให้สามารถนำมาใช้โดยเกิดประโยชน์ทั้งในการด้านการให้บริการแก่ประชาชนและการสร้างรายได้

เพื่อนำมาพัฒนาองค์กรและประเทศในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของชาติ สำหรับข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จะให้ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เป็นผู้ดูแลรักษาเสาโทรคมนาคมทั้งหมด เพราะเป็นผู้ที่ดำเนินการติดตั้งจึงมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการสื่อสาร และยังมีประสบการณ์โดยตรงในการดูแลเสาโทรคมนาคมดังกล่าวมามากกว่า 20 ปี

“ครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดภาพรวมของธุรกิจและสร้างรายได้ใหม่ให้กับ CAT ที่ผ่านมาเราเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลและโทรคมนาคมชั้นนำของชาติ ซึ่งประกอบกิจการโทรคมนาคมและให้บริการทางด้านโทรคมนาคมหลากหลายรูปแบบ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ การให้บริการเสาและอุปกรณ์โทรคมนาคมในครั้งนี้จึงเป็นแนวทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายร่วมกันอย่างลงตัว รวมทั้งประชาชนและประเทศชาติ” พันเอก สรรพชัย กล่าวในที่สุด

รู้รอบด้านของกรุงเทพฯ ด้วยแอป “กทม. Connect”

CAT จับมือกทม.ร่วมพัฒนาแอป “กทม. Connect” หวังใช้เป็นตัวกลางในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารระหว่างกรุงเทพมหานครและประชาชนกว่า 10 ล้านคนในกรุงเทพฯ เน้นการแจ้งข้อมูลข่าวสาร ข่าวด่วน ข่าวดี การบริการต่าง ๆ รวมไปถึงการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว

ทั้งในเมืองและตามย่านชุมชนต่าง ๆ ร้านค้า ร้านอาหารอร่อยจาก 50 เขต ทั่ว กทม. การแจ้งเตือนฝนตก น้ำท่วม น้ำประปาไม่ไหล ไฟฟ้าดับ สภาพการจราจรแบบ Real time รวมทั้งการร้องทุกข์ต่างๆ พร้อมใช้พฤศจิกายน 2561

สำหรับแอปพลิเคชันนี้ CAT ได้ให้การสนับสนุนโครงการฯ ด้วยจัดบุคลากรเพื่อเข้าร่วมศึกษา ออกแบบ และพัฒนาแอปพลิเคชันให้สามารถใช้งานได้ทั้งระบบ Android และ iOS พร้อมกับจัดหาระบบคลาวด์เพื่อรองรับการบริการข้อมูลสำหรับระบบและสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาโครงการให้เกิดประสิทธิภาพอย่างรอบด้าน

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า โครงการ Bangkok Connect เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ของกรุงเทพมหานครที่ต้องการให้ประชาชนจำนวนมากกว่า 10 ล้านคนในกรุงเทพฯ สามารถเข้าถึงบริการข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

จึงได้ร่วมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ในการออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชัน “กทม. Connect” ให้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารและบริการต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ น่าเชื่อถือได้อย่างสะดวกรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ตลอดจนได้ประโยชน์จากบริการต่าง ๆ อย่างทั่วถึง

“ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีความจำเป็นและกำลังเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชีวิตของคนเมือง ในส่วนของคนกรุงเทพฯ ที่อยู่อาศัยหรือเข้ามาประกอบอาชีพ และเดินทางมาท่องเที่ยว มากกว่า 10 ล้านคน มีความต้องการข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ถูกต้อง รวดเร็ว ทันสมัยและเชื่อถือได้

ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกรุงเทพมหานคร คือ การจัดหาบริการเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงได้โดยสะดวก ชีวิตสะดวก ข้อมูลสะดวก ซึ่ง “กทม. Connect” จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เชื่อมโยงชีวิตทุกคนให้ง่ายขึ้นโดยให้ทุกข้อมูลที่คนกรุงเทพฯ ต้องการ มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว”

พันเอกสรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า CAT พร้อมที่จะสนับสนุนงานออกแบบและพัฒนาระบบโมบายล์เนทีฟแอปพลิเคชันให้เป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างกรุงเทพมหานครและประชาชนในพื้นที่

โดยได้จัดบุคลากรเข้าร่วมทีมเพื่อดำเนินการด้านจัดการเนื้อหา และข้อมูลต่าง ๆ ที่จะใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนจัดการด้านสื่อมัลติมีเดีย ระบบการส่งเสริมด้านสิทธิประโยชน์และกิจกรรมทางการตลาด ระบบการจัดการฐานข้อมูลและการสนับสนุนการบริหาร และระบบคลาวด์เพื่อการให้บริการ

รวมถึงข้อมูลทางเทคนิคตลอดระยะเวลาโครงการฯ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาและพร้อมเปิดให้ประชาชนดาวน์โหลดใช้งานได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2561

CAT ปลุกผีตลาดวิทยุสื่อสาร ดันสู่โครงข่ายดิจิทัล DTRS

CAT จับมือสามารถดิจิตอลขยายบริการ Digital Trunked Radio System เร่งขยายเครือข่ายให้ครบ 1000 สถานี ชี้จุดเด่นนอกจาก CAT จะเป็นผู้ให้บริการ DTRS เพียงรายเดียวแล้ว ยังตอบสนองการสื่อสารได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ส่วนใหญ่ทั่วประเทศ

ด้วยคุณสมบัติการใช้งานสื่อสารได้หลากหลาย สามารถจัดกลุ่มสื่อสารแบบกลุ่มใหญ่ หรือกลุ่มย่อย มีความมปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสเฉพาะ มั่นใจจะสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว่า 2 แสนราย ทั่วประเทศภายในปี 2562

นายสงบ สังขจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มปฏิบัติการสื่อสารไร้สาย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า CAT อยู่ระหว่างขยายพื้นที่ให้บริการ Digital Trunked Radio System หรือ DTRS บนคลื่นความถี่ 800 MHz. ที่ CAT ได้รับอนุญาตจาก กสทช.

เพื่อให้บริการกับผู้ใช้บริการทั่วไปเพียงรายเดียวในประเทศไทย โดยล่าสุดได้ร่วมกับ SISC Consortium ของกลุ่มบริษัทสามารถ ขยายโครงข่ายเพิ่มอีกจำนวน 1000 สถานีภายในปี 2562 เพื่อให้สามารถรองรับการใช้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทั่วประเทศ คาดว่าจะสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว่า 2 แสนราย

DTRS

ทั้งนี้บริการ DTRS จะเหมาะกับการใช้งานติดต่อสื่อสารแบบกลุ่ม โดยสามารถกระจายข่าวสารระหว่างผู้ใช้งานในกลุ่มเดียวกันหรือข้ามกลุ่มกันได้ ทำให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลข่าวสารเดียวกันและพร้อมกันทันทีในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ยังเป็นระบบวิทยุสื่อสารในระบบดิจิตอลที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากการรับส่งข้อมูลต่างๆ จะมีการกำหนดช่องสัญญาณเฉพาะและสามารถเข้ารหัสข้อมูลเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น ให้ความสะดวกในการใช้งานได้แบบ One to Many

โดยสามารถจัดกลุ่มสื่อสารทั้งกลุ่มใหญ่ หรือกลุ่มย่อย หรือแม้การจัดช่องเพื่อการสื่อสารเฉพาะบุคคล โดยนอกจากนำมาใช้งานทั่วๆ ไปในสภาวะปกติแล้ว ยังสามารถนำมาใช้งานได้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและจากภัยพิบัติต่างๆ อีกด้วย

เพราะตัวเครื่องวิทยุยังมีคุณสมบัติที่มีความทนทานสูง และบางรุ่นเป็นแบบป้องกันการเกิดประกายไฟจึงเหมาะสมกับการใช้งานภาคสนาม หรือในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติพิเศษเช่น ส่งข้อมูลแยกเฉพาะกลุ่ม มี GPS แจ้งระบุตำแหน่งและความเร็วในการเคลื่อนที่ของตัวเครื่องแบบ Real Time เพื่อใช้ในการควบคุมและแจ้งเตือน รวมถึงคุณสมบัติ Man Down เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ที่ปฏิบัติงานในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการขาดอากาศหายใจ เป็นต้น

นายสงบ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มผู้ใช้บริการระบบ Digital Trunked Radio System ที่ CAT ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง ซึ่งมีทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน ขนส่ง หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย สนามกีฬา(บุรีรัมย์) และการเช่าใช้งานเป็นครั้งคราวในภารกิจต่างๆ เป็นต้น

ซึ่งหลังจาก CAT ขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว จะทำให้การขยายการใช้บริการ Digital Trunked Radio System จะทำได้ครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหน่วยงานที่ความต้องการและจำเป็นต้องใช้งานวิทยุสื่อสารระบบดิจิทัลอีกเป็นจำนวนมาก แต่บริการเดิมยังไม่ครอบคลุม

“ความร่วมมือของ CAT และ SISC Consortium จะช่วยให้ขยายเครือข่ายวิทยุสื่อสารระบบ Digital Trunked Radio System โดยติดตั้งอุปกรณ์เข้ากับโครงข่ายเดิมที่มีอยู่แล้วทำให้การขยายโครงข่ายรวดเร็ว จนลึกถึงในระดับตำบลทั่วประเทศ

โดย CAT ได้เตรียมทีมงานทั้งด้านดูแลเทคนิคและการบริการหลังการขาย ไว้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละองค์กรที่มีความหลากหลาย ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อรับข้อมูลได้ผ่าน CAT Contact Center โทร. 1322”

CAT ครบ15 ปี เดินหน้าวาง LoRa ทั่วประเทศสู่ Smart Connectivity

แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเดินหน้าบริษัทลูกอย่างไร แต่สำหรับวิสัยทัศน์ที่ CAT ประกาศในวันที่ครบรอบ 15 ปีนั้น จะยังคงเน้นการก้าวสู่ Smart Connectivity ด้วยการเร่งขยายโครงข่าย LoRa ทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอบริการดิจิทัล

พร้อมจับมือกับพันธมิตรที่หลากหลายเพื่อสร้างดิจิทัลโซลูชัน IoT Smart City หนุนพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้ขยายไปกว้างมากขึ้น พร้อมเสริมด้วยเทคโนโลยีประมวลผลข้อมูลจัดทำ Sandboxing เพื่อสนับสนุน Big Data ภาครัฐ

สำหรับเรื่องที่ยังค้างคาสำหรับการจัดตั้งบริษัทลูกนั้น CAT และ TOT เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าจะตั้งบริษัทร่วมกันขึ้นมาภายใต้ชื่อ NT แต่ด้วยวิธีการที่จะไปสู่การตั้งบริษัทร่วมกันนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป

เนื่องจากมีความคิดต่างกัน จึงต้องมีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อให้วิธีการไปเหมือนกัน โดยจะดูข้อดีข้อเสียของแต่ละความคิด เพื่อให้เห็นพ้องต้องกันก่อนที่จะเดินไป โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับของทั้ง 2 องค์กร และประโยชน์ของประเทศชาติ

โดยปัญหาสำคัญยังอยูู่ในเรื่องของข้อพิพาทระหว่างกัน คดีความระหว่างกัน สิทธิภาระหน้าที่จะเป็นอย่างไร สิทธิในคลื่นจะเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะต้องมีคณะทำงานย่อยขึ้นมา จึงอาจจะต้องมีทั้งกฤษฏีกาและกสทช.เข้าเกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดตั้งบริษัทในอนาคตไม่มีปัญหาฟ้องร้อง

นอกจากนี้เมื่อตั้งบริษัท NT ขึ้นมาแล้ว ยังจะต้องมาดูในหน่วยงานย่อยด้วยว่าจะให้หน่วยงานไหนเป็นรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานไหนเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับเอกชน เนื่องจากยังจะต้องให้บริการทั้งภาครัฐและต้องแข่งขันกับธุรกิจคู่แข่ง

พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า CAT จัดตั้งองค์กรมาครบรอบ 15 ปีแล้วในวันนี้ โดยเป้าหมายข้างหน้านั้นจะมุ่งภารกิจการเร่งพัฒนาธุรกิจดิจิทัลต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาเพื่อก้าวสู่เทรนด์ IoT และ Big Data

ภายใต้แนวคิด “Going Digital with Smart Connectivity” เน้นใช้ประโยชน์สูงสุดจากความหลากหลายและประสิทธิภาพโครงข่ายสื่อสารของ CAT ทั้งโครงข่ายไร้สาย ไฟเบอร์ออฟติก ระบบเคเบิลใต้น้ำ ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม

และล่าสุดระบบ LoRaWAN (Long-Ranged Wide Area Network) โครงข่ายไร้สายประหยัดพลังงานเพื่อรองรับเทคโนโลยี IoT ที่การขยายโครงข่ายมีความคืบหน้าตามเป้าหมายโดยเริ่มติดตั้งเมื่อปี 2560 ปัจจุบันได้ขยายการติดตั้งในจังหวัดต่างๆ และจะครอบคลุมทั่วประเทศในปีหน้า

“LoRa เป็นโครงข่ายไร้สายพลังงานต่ำสำหรับ IoT สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายอื่นๆอย่างมีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นหลากหลายและมีเสถียรภาพสูงสำหรับบริการเชื่อมต่อแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลต่างๆ

ด้าน IoT ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูล Big Data ได้อย่างครบวงจร สามารถต่อยอดไปสู่ Smart Connectivity ได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้ CAT เป็นโครงข่ายพื้นฐานด้านดิจิทัลให้กับภาครัฐ พร้อมกับเป็นการสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ๆ ให้กับองค์กรในระยะยาว”

หน่วยงานภาครัฐจะสามารถใช้โครงข่ายที่ CAT ให้บริการในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ รวมไปถึงบริการโซลูชันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐ เพื่อเชื่อมโยงกันบนฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน Smart Government โดยไม่ต้องลงทุนเองให้ซ้ำซ้อน

สามารถมั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานในการพัฒนาบริการดิจิทัลด้านสมาร์ตโซลูชันต่างๆ บนแพลทฟอร์มและโครงข่ายของ CAT ได้ โดยเฉพาะบริการโซลูชันด้าน IoT บนโครงข่าย LoRa IoT by CAT ที่จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายตัวของสมาร์ตซิตี้

พ.อ.สรรพชัย กล่าวว่า ปัจจุบัน CAT มีพันธมิตรกลุ่มนักพัฒนาทุกภาคส่วนที่มีความเชี่ยวชาญ อาทิ ภาคเอกชนกลุ่มผู้ออกแบบผลิตอุปกรณ์ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ภาคการศึกษา 28 มหาวิทยาลัย และกลุ่มเมคเกอร์ต่างๆ ให้ความสนใจร่วมกับ CAT ในการพัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะบน LoRa-IoT

ตอบโจทย์เพิ่มคุณภาพชีวิต สำหรับประชาชนและการบริหารจัดการเมืองตามแนวทางที่ประสบความสำเร็จจาก “ภูเก็ตสมาร์ตซิตี้” เมืองอัจฉริยะต้นแบบภายใต้กระทรวงดีอีที่ CAT ได้ดำเนินการสำเร็จเป็นรูปธรรม

โดยขณะนี้มีบริการที่ใช้งานจริงและอยู่ระหว่างการพัฒนา อาทิ Smart Tracking ติดตามยานพาหนะและบุคคล, Smart Lighting โซลูชั่นระบบไฟและแสงสว่างอัจฉริยะ, Smart Parking ระบบที่จอดรถอัจฉริยะ, Smart Waste ระบบจัดการขยะอัจฉริยะ และ Smart Meter ระบบมิเตอร์อัจฉริยะ เป็นต้น

ปัจจุบัน CAT ได้ขยายโครงข่าย LoRa ต่อเนื่องอีก 18 จังหวัดและตั้งเป้าภายในปี 2562 จะครอบคลุมทั่วประเทศและมั่นใจว่าจะสามารถนำเสนอสมาร์ตโซลูชั่นต่างๆ เพื่อให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐได้มากขึ้น

นอกจากนี้ CAT ยังมีบริการคลาวด์ “IRIS” และดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มาตรฐานสากล รวมไปถึงยังได้พัฒนา “Big Data Sandbox” จำลองกระบวนการกลั่นกรองและวิเคราะห์ข้อมูล (Analaytics) เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ด้านบริหารในมิติต่าง ๆ

มีบริการดูแลความปลอดภัยระบบไอทีผ่าน “ศูนย์ Security Operation Center(SOC)” ส่วนธุรกิจหลักในกลุ่มโทรศัพท์ระหว่างประเทศ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่ายังอยู่ในภาวะชะลอตัวเนื่องจากตลาดมีแข่งขันสูง

“การที่ภาครัฐเริ่มตื่นตัวพัฒนาบริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ถือเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการผลักดันธุรกิจดิจิทัลและธุรกิจใหม่ของ CAT ที่จะเติบโตสอดคล้องไปกับการขยายตัวของสมาร์ตซิตี้และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยระยะแรกการใช้งาน IoT ในไทยจะเริ่มต้นที่หน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก

เมื่อพัฒนาบริการภาครัฐด้วยดิจิทัลเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้นขยายสู่ภาพใหญ่ของดิจิทัลไทยแลนด์จะส่งผลให้การใช้เทคโนโลยี IoT กับปริมาณข้อมูล Big Data เติบโตเพิ่มขึ้นมหาศาลและความต้องการบริการต่างๆด้าน Big Data จะเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับ การจัดเก็บ การประมวลผลวิเคราะห์ข้อมูล และการรักษาความปลอดภัยข้อมูลก็จะเริ่มมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นด้วย”

อีกหนึ่งโอกาสในการทำธุรกิจของ CAT คือการดำเนินโครงการ Digital Park Thailand อ.ศรีราชา ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมดิจิทัลของภาคตะวันออกรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัลขนาดใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ

และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเป็น ASEAN Digital Hub ให้กับประเทศไทย โดยที่ผ่านมา CAT ได้ร่วมมือกับ Google ในการยกระดับคุณภาพการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ด้วยบริการฟรีไวไฟความเร็วสูง “Google Station” เป็นประเทศที่ 4 ของโลก ถัดจากอินเดีย อินโดนีเซีย และ เม็กซิโก

เสนอควบรวม ทีโอทีและกสท โทรคมนาคม เป็น NT ในปี 2565

ทีโอที เสนอแนวทางการหาประโยชน์จากทรัพย์สินร่วมกันระหว่าง บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม จากแผนเดิมที่จะตั้ง 2 บริษัทใหม่เป็นบริษัท NBN Co. และบริษัท NGDC Co. นั้น ให้เปลี่ยนชื่อ บมจ.ทีโอที เป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)

และควบรวมแคทเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบริษัทนี้ และตั้งเป็นหน่วยธุรกิจใหม่เน้นเข้าไปในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง อาทิ บริษัทลูก Mobile Reseller และDigital Solution โดยในปี 2565 ขึ้นไปจะยุติบทบาท กสท โทรคมนาคมลง

นายมรกต เธียรมนตรี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที หัวหน้าคณะทำงานพิจารณาแนวทางในการหาประโยชน์จากทรัพย์สินร่วมกันระหว่าง บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม หรือแคท (ตามคำสั่ง บมจ.ทีโอที ที่ ต.206/2561) เปิดเผยถึง ผลการประชุมคณะทำงานพิจารณาแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านของ บมจ.ทีโอที บมจ.กสท โทรคมนาคม บริษัท NBN Co. และบริษัท NGDC Co.

ซึ่งมี น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน พร้อมตัวแทนของทั้งกระทรวงดีอี ทีโอที กสท โทรคมนาคม และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ร่วมประชุมเพื่อหาข้อสรุปเสนอให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ

และคณะกรรมการ- นโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ซึ่งคณะกรรมการบริษัทของแต่ละบริษัท ได้รับทราบแนวทางการหาประโยชน์จากทรัพย์สินร่วมกันระหว่าง ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม และให้นำเสนอคณะทำงานฯ

สำหรับแนวทางการหาประโยชน์จากทรัพย์สินร่วมกันระหว่าง ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ทั้ง ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม มีเป้าหมายเดียวกันคือรวมทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทเดียว เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อนและความแข็งแกร่งขององค์กรในอนาคต แต่เนื่องจากรูปแบบการรวมสองบริษัทมีแนวทางต่างกัน

โดย ทีโอที เสนอแนวทางเปลี่ยนชื่อ บมจ.ทีโอที เป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) มีภารกิจหลักในการตอบสนองนโยบายรัฐด้านความมั่งคง และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม/ดิจิทัล พร้อมตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาพิจารณาแนวทางโอนย้าย งาน ทรัพย์สิน สิทธิการใช้คลื่น และพนักงาน กสท โทรคมนาคม เข้ามา บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)

จากนั้นจะทยอยโอนย้ายฯ รวมทั้งจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อทำธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่กระทบด้านคดีและข้อพิพาทระหว่าง ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม โดยเฉพาะคดีหรือข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทเอกชน และไม่มีผลกระทบกับสิทธิการใช้คลื่นความถี่ 2100 MHz และ 2300 MHz

ในขณะที่ กสท โทรคมนาคม เสนอแนวทางการจัดตั้งบริษัทใหม่ โดยควบรวม กสท โทรคมนาคม และทีโอที เป็นนิติบุคคลเดียว โดยระยะแรก กสท โทรคมนาคม และ ทีโอที เป็น Business Unit แบบเบ็ดเสร็จภายใต้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ และตั้งคณะกรรมการควบรวมเพื่อศึกษาด้านกฎหมาย และคดีความด้านการเงิน-แผนธุรกิจ ด้านโครงสร้างและบุคลากร และระยะการเปลี่ยนผ่าน Transition Process

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านฯ ได้มอบหมายให้ผู้บริหาร ทีโอที และผู้บริหาร กสท โทรคมนาคม ทำหนังสือวิเคราะห์ข้อดีและข้อจำกัดแนวทางที่แต่ละบริษัท นำเสนอภายในสัปดาห์นี้ เพื่อคณะทำงานพิจารณาแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านฯ จักได้นำเสนอคณะกรรมการ นโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 14 สิงหาคม 2561 นี้

นายมรกต กล่าวว่า แนวทางการหาประโยชน์ จากทรัพย์สินร่วมกันฯ ของ ทีโอที เพื่อไม่ให้กระทบกับผลที่อาจจะเกิดจากสิทธิการใช้คลื่นของทั้งสององค์กร และเพื่อไม่ให้กระทบกับด้านคดีและข้อพิพาทโดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทเอกชน ซึ่งอาจจะทำให้ประเทศและประชาชนเสียประโยชน์ในอนาคตเป็นสำคัญ

และได้นำข้อสังเกตในการประชุมคณะทำงานพิจารณาฯ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม2561ซึ่งมีปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธานมาดำเนินการ คือ 1.การออกพระราชกฤษฎีกา เพื่อจัดจั้งบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ อาจดำเนินการได้ยาก ดังนั้น จึงอาจต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

2. การให้ บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม เป็นบริษัทลูกภายใต้บริษัทนี้ อาจกระทบกับสภาพการจ้างของพนักงาน 3. การโอนทรัพย์สิน กิจการ และพนักงาน ไปยังบริษัทใหม่ตามแนวทางของ ทีโอที ที่เสนอให้ใช้ระยะเวลา 3-4 ปี อาจถูกแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนในภาพรวมทั้งหมด

และ4.การโอนทรัพย์สินไป บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ ตามแนวทางของ กสท โทรคมนาคม ที่เสนอให้โอนทั้งหมดทันที มีความเป็นไปได้ที่จะไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จเนื่องจากการรวมธุรกิจที่มีการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ และพนักงานมีวัฒนธรรมต่างกันมาก

สำหรับแนวทางของ ทีโอที มีแนวทาง ดังนี้ 1.ปี 2561 เปลี่ยนชื่อบมจ.ทีโอที เป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ซึ่งมีภารกิจหลักในการตอบสนองนโยบายรัฐ ด้านความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม/ดิจิทัล

รวมทั้งจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อทำธุรกิจที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อศึกษาพิจารณาแนวทางโอนย้าย งาน ทรัพย์สิน สิทธิการใช้คลื่นและพนักงาน กสท โทรคมนาคม เข้ามา NT

2.ปี 2562-2564 ทยอยโอนย้ายงาน ทรัพย์สิน สิทธิการใช้คลื่นและพนักงานจาก กสท โทรคมนาคม มาอยู่หน่วยธุรกิจภายใต้ NT ตามผลการศึกษาของคณะกรรมการ รวมทั้งการจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่

อาทิ ธุรกิจ National Service เพื่อเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนและตอบสนองนโยบายรัฐ และทยอยจัดตั้งบริษัทภายใต้ NT กรณีธุรกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีการแข่งขันสูง อาทิ บริษัทลูก Mobile Reseller และDigital Solution

3.ปี 2565 ขึ้นไป ยุติบทบาท กสท โทรคมนาคม หากไม่กระทบเรื่องคดีความ ไม่ขัดกฎหมายเรื่องการโอนทรัพย์สิน และอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายให้ NT เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ให้ บริการด้านโทรคมนาคมครบวงจรแต่เพียงผู้เดียว สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างเบ็ดเสร็จทั้งด้านโครงข่ายและการให้บริการของรัฐ

เครื่องวัดทดสอบความเร็วการใช้งาน Internet สำหรับ Mobile 3G 4G

เครื่องวัดทดสอบความเร็วการใช้งาน Internet สำหรับ Mobile 3G 4G เป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์ของ คุณพรเทพ นิวัตยะกุล สังกัด บง. ได้รับรางวัลชมเชย จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ ด้านเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ ประจำปี 2560 ซึ่ง วธ.เป็นผู้จัดประกวด

สภาพของปัญหาในการปฏิบัติงาน

เมื่อลูกค้าแจ้งว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตช้า CAT ผู้ให้บริการไม่สามารถทดสอบในจุดที่ใช้งานจริงได้ (Location Based Testing) ทำได้เพียงแต่ใช้ระบบ Network Monitoring ตรวจข้อมูลของระบบเครือข่ายว่าใช้งานได้หรือไม่ได้

หรือวัดจากปริมาณการใช้ร่วมเท่านั้น ส่วนการทดสอบแบบ Drive Test นั้นก็จะไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา

แนวทางแก้ไขปัญหา

จัดทำอุปกรณ์โดยตั้งเป็นสถานีทดสอบวัดเฉพาะจุดใช้งาน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานแบบสถานการณ์จริง เปรียบเสมือนการปล่อย Robot ออกไป Drive Test

Internet

ประโยชน์ที่ได้รับ
  1. สามารถดูสภาพและสถานะของเครือข่ายที่ให้บริการ
  2. สามารถทราบว่าในแต่ละพื้นที่ ที่มีอุปกรณ์ทดสอบติดตั้งอยู่ สามารถใช้งานได้ที่ความเร็วเท่าใด
  3. มีข้อมูลสำหรับตอบกับลูกค้าที่ใช้บริการได้
  4. มีข้อมูลเชิงสถิติเพื่อใช้ในการวางแผนการออกแบบโครงข่าย Mobile 3G 4G

Internet

สามารถดูผลงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่เว็บไซต์ http://rdcat.cathosting.in.th/index.htm

CAT พลิกบทบาทใหม่สู่ Digital Service Provider ผู้ให้บริการครบวงจร

CAT ปรับบทบาทจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายโทรคมนาคมมาเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลครบวงจร พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงใหม่มาให้บริการทันกับความต้องการทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า CAT ได้ทำการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและระหว่างประเทศมาเป็น Digital Service Provider หรือผู้ให้บริการด้านดิจิทัลครบวงจร

โดยจะต่อยอดจากศักยภาพและจุดแข็งที่มีอยู่เดิมและะนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาตอบโจทย์การพัฒนาบริการให้มีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็วเพิ่มขึ้น สะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้งบประมาณหรือมีต้นทุนที่ลดลง

“การเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลครบวงจรนั้น CAT นำเทคโนโลยีที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงใหม่มาให้บริการทันกับความต้องการทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ

นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่มีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการให้บริการวงจรสื่อสารทั้งในประเทศและระหว่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ บริการอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เชื่อมโยงถึงกันได้แล้ว ยังช่วยสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐมีความพร้อมในการให้บริการกับประชาชนมากขึ้น”

โดยจะนำเสนอบริการใหม่ๆ อาทิ Big Data Sandbox สำหรับทดลองวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ผ่านคลาวด์ที่ CAT ได้นำเสนอหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อการนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น

รวมไปถึงการให้บริการแอปพลิเคชันในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรในภาคเอกชนเพื่อเป็นการสนับสนุนและสร้างสรรค์บริการใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังมีศูนย์ปฏิบัติการ Security Operation Center (SOC) ที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเฝ้าระวังภัยคุกคามระบบเครือข่ายและพร้อมตอบสนองต่อทุกเหตุการณ์อย่างทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่จะนำภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีลักษณะการโจมตีที่ซับซ้อนและรุนแรงตามมาด้วย

ซึ่งด้วยบทบาทใหม่นี้ CAT จึงมั่นใจว่าเราจะสามารถให้บริการและดูแลทั้งหน่วยงานภาครัฐ/เอกชนที่ต้องการปรับเปลี่ยนและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

ดร.ดนันท์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา CAT ได้ดำเนินโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ซึ่งทำให้กับจังหวัดภูเก็ตแล้วเสร็จด้วยการวางโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง Free Wi-Fi 1.000 จุด และอุปกรณ์ Beacon 2,000 จุด รวมทั้งการนำโครงข่ายสื่อสารไร้สาย LoRaWan (Long Range Wide Area Network) มาให้บริการ IoT

ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานของประชาชนทั่วจังหวัดภูเก็ต พร้อมจัดทำแอปพลิเคชัน Smart Phuket 4.0 ซึ่งทำให้ทั้งประชาชนในจังหวัดภูเก็ตและนักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกและเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ

และมีโครงสร้างโทรคมนาคมพื้นฐานที่พร้อมจะรองรับการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาจังหวัดต่อไปในอนาคตและเป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

ทางด้านมาตรฐานของการบริการนั้น ล่าสุดสถานีเคเบิลใต้น้ำทั้ง 4 แห่งได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2015 ทั้งนี้ CAT ได้ผ่านการประเมินมาตรฐาน ISO ในหลากหลายบริการ เช่น ศูนย์ Security Operation Center สถานีดาวเทียมนนทบุรี ศูนย์ดาต้าเซนเตอร์ CAT Contact Center 1322

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards จากบริษัท ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาและวิจัยระดับโลกมาอย่างต่อเนื่องในการให้บริการด้าน IT Security Service, Cloud, Smart City ซึ่งนับเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งที่เราสามารถพัฒนาและรักษามาตรฐานการให้บริการได้อย่างหลากหลายและต่อเนื่องมาโดยตลอด