เช็กความพร้อม Maker Faire Bangkok 2019

เดินผ่านย่านรัชดา เห็นความพร้อมของการจัดงาน Maker Faire Bangkok 2019: We are all MAKERS งานที่จะรวมพลคนเมคเกอร์ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วอดสังสัยไม่ได้ว่า วันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะดูจากการเตรียมงานแล้ว ยิ่งใหญ่อลังการณ์สมกับงานระดับภูมิภาคจริงจริง

ทั้งนี้ Maker Faire Bangkok 2019: We are all MAKERS จัดโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.), และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

โดยภายในงาน นอกจากจะมีการปล่อยของแบบเต็มอัตราศึกของเปล่านักประดิษฐ์เหมือนปีที่ผ่านๆมาแล้ว ยังมีการประกาศผลผู้ชนะเลิศ โครงการ Enjoy Science: Young Makers Contest ปี3 ผลงานสิ่งประดิษฐ์เพื่อโลกสีเขียวของนักเรียนสายสามัญและอาชีวะ อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีสิ่งประดิษฐ์สุดอเมซิ่งของเหล่าเมกเกอร์ทั้งไทยและต่างชาติกว่า 70 บูธ อาทิ ของเล่นอินเตอร์แอคทีฟแสนสนุก วาไรตี้หุ่นยนต์ และผลงานศิลปะหลากหลายสไตล์เมกเกอร์ เข้ามาจัดแสดงหลากหลายบูธ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ศูนย์การค้า เดอะสตรีท รัชดา

พร้อมกันนี้จะได้ร่วมพูดคุยกับเมกเกอร์มือโปรจากหลากหลายสาย อาทิ หุ่นยนต์ ดนตรี อาหาร ไปจนถึงงานฝีมืออย่างใกล้ชิด และทำกิจกรรมเวิร์คช็อป DIY โดยจะเปิดให้เรียนรู้ตลอดวัน เพื่อปลุกความเป็นเมกเกอร์ในตัวคุณตลอดทั้งงาน

งานนี้ใครที่มีไฟสามารถเข้ามาเติมเชื้อให้ความเป็นเมกเกอร์ให้ลุกโชติช่วง หรือหากใครที่กำลังอยากเริ่มต้น ก็สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ฟรีตลอดงาน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 มกราคม 2562 นี้ เวลา 14.00-20.00 น. ณ ลานหน้าศูนย์การค้า เดอะสตรีท รัชดา เตรียมความเป็นเมกเกอร์ในตัวคุณให้พร้อม แล้วมาเก็บเกี่ยวไอเดียบรรเจิดกลับไปครับ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Maker faire Bangkok

 

Dell XPS 13

เดลล์ โชว์ผลิตภัณฑ์ใหม่หลายรุ่นใน CES 2019

เดลล์ เปิดตัวนวัตกรรมพีซีและซอฟต์แวร์ใหม่ที่มอบประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลและง่ายดาย ในงาน Consumer Electronics Show 2019 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งงาน CES 2019 นี้เป็นงานแสดงที่จัดขึ้นเป็นงานแรกของปี ซึ่งเดลล์ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และซอฟต์แวร์ที่ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ช่วยขับเคลื่อนการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น

โดยในครั้งนี้เดลล์ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งประกอบด้วย

Latitude 7400 2-in-1 ใหม่ที่จะเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้พีซี ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการพกพาได้อย่างสะดวก ความสามารถด้านการเชื่อมต่อที่รวดเร็วโดยที่ไม่ต้องสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่อง และ การดีไซน์ที่ดูสวยงามที่มาพร้อมประสิทธภาพการทำงานที่ดีขึ้น

ตัวเครื่องที่ทำงานได้เสมือนมีสัมผัสที่ 6 ให้ความสามารถในการเตรียมความพร้อมเพื่อการใช้งานได้ทันทีก่อนที่ผู้ใช้จะสัมผัสตัวเครื่อง โดยเป็นพีซีตัวแรกของโลกที่มีเซ็นเซอร์ในการตรวจจับวัตถุที่อยู่ใกล้ (proximity sensor) ด้วยศักยภาพเทคโนโลยี Context Sensing Technology จากอินเทล

โดย 2-in-1 เครื่องนี้ยังมาพร้อมคุณสมบัติ ExpressSign-in ซึ่งเมื่อตรวจจับเจอผู้ใช้งาน ก็จะดำเนินการปลุกระบบเอง พร้อมทั้งทำการสแกนใบหน้าทันทีเพื่อล็อก-อินเข้าสู่ Windows Hello แม้กระทั่งผู้ใช้เดินออกไปเพื่อพักการใช้งาน เครื่องก็จะจำได้ว่าออกไปเมื่อไหร่ และทำการล็อกตัวเองเพื่อสำรองแบตเตอรี พร้อมทั้งรักษาความปลอดภัย

Latitude 7400 2-in-1ได้รับรางวัลนวัตกรรมจาก CES 2019 เป็นเครื่องคอมเมอร์เชียล 2-in-1 ขนาด 14 นิ้ว ที่เล็กที่สุดของโลก ด้วยบานพับที่เป็นแบบ variable-torque จึงทำให้เปิดได้ง่าย

แม้เครื่องจะมีขนาดเล็กลง มีความสามารถในการเชื่อมต่อ รวมไปจนถึงพอร์ต หรือฟีเจอร์ไอทีอื่นๆ ที่ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของตัวเครื่องได้อย่างเต็มที่ ให้อายุการใช้งานแบตเตอรีที่ยาวนานที่สุดของเครื่องในระดับเดียวกัน

โดยในการชาร์จเพียงครั้งเดียว เครื่องจะสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ExpressCharge ของเดลล์ ยังช่วยให้สามารถชาร์จแบตเตอรีได้มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง

XPX 13 ใหม่ มาพร้อมเว็บแคมติดตั้งอยู่บนขอบจอด้านบน เพื่อมอบประสบการณ์ในการใช้กล้องวิดีโอได้ดียิ่งขึ้น และมาพร้อมทางเลือกสีใหม่ คือ frost color หรือสีฟ้าประกายเกร็ดหิมะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมจาก CES 2019

และเป็นผลิตภัณฑ์ของเดลล์ที่ได้รับรางวัลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยความบางเพียงแค่ 2.25 มม. เว็บแคม HD ตัวเล็กที่สุดของเดลล์ จึงช่วยให้ XPS คงความเป็นจอแสดงผล InfinityEdge ที่กำหนดเทรนด์ไว้ได้ อีกทั้งย้ายกล้องไปอยู่ส่วนบนของจอเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้กล้องวิดีโอได้ดียิ่งขึ้น

XPS13 ยังเป็นโน้ตบุ๊คกตัวแรกที่รองรับ Dolby Vision ® ด้วย Dolby Vision สามารถดึงสีสันออกมาได้อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ขับความสว่างเพิ่มขึ้นถึง 40 เท่า และความดำที่เข้มขึ้นถึง 10 เท่า ให้ภาพเสมือนจริง และยังให้ขุมพลังที่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาด้วยโปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุด quad-core 8th Gen Intel ® Core™

ส่งให้ XPS 13 ยังคงเป็นแล็ปท็อปที่ทรงพลังที่สุดในรุ่นเดียวกัน เน้นตกแต่งภายในด้วยการถักทอด้วยไฟเบอร์ใยแก้วสีขาวอาร์กติกที่ให้ความสว่างยิ่งขึ้น

Inspiron 7000 2-in-1 รุ่น 13 นิ้วและ 15 นิ้ว ล้วนมาพร้อมโปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุดคือ Intel ® Core™ รุ่นที่ 8 และการออกแบบที่เหนือชั้นยิ่งขึ้นด้วยตัวเครื่องอลูมิเนียม พร้อมขอบจอที่แคบลงและใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ diamond-cut finish บนขอบ click pad

และเป็นครั้งแรกที่มีช่องเก็บปากกาอยู่ตรงบานพับจอ สำหรับ Active Pen ขนาด full-size ที่สามารถหยิบใช้งานได้ง่าย และคีย์บอร์ดแบบใหม่ มาพร้อมปุ่มพาวเวอร์ใหม่ที่รวมตัวอ่านลายนิ้วมืออยู่ในปุ่มเดียวกัน ซึ่งการออกแบบดังกล่าวทำให้สามารถเพิ่มแป้นคีย์ตัวเลข หรือ number pad อยู่ในเครื่อง 2-in-1 ขนาด 15 นิ้วที่มีขอบบางได้เป็นครั้งแรกสำหรับเดลล์

นอกจากนี้ยังให้เทคโนโลยี Adaptive Thermal ที่ช่วยให้ระบบสามารถปรับ performance profile ตามวิธีที่ลูกค้าถือเครื่อง ซึ่งอุปกรณ์จะเปลี่ยนโปรไฟล์ด้านพลังงาน (power profiles) เพื่อลดความร้อนเครื่องในเวลาดูหนังโดยวางเครื่องไว้บนตัก และปรับการใช้พลังงานกลับมาเต็มประสิทธิภาพเมื่อวางเครื่องบนโต๊ะเพื่อทำงาน

เดลล์
Dell Mobile Connect

Dell Cinema ยกระดับเหนือชั้นขึ้นไปอีกด้วยการอัพเดต CinemaColor, CinemaSound และ CinemaStream
สำหรับเทคโนโลยีอื่นๆ นั้นยังนำเสนอการผสานการทำงานของพีซี และสมาร์ทโฟนได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย Dell Mobile Connect

โดยเดลล์ได้ต่อยอดการนำเสนอด้วยฟังก์ชั่นเสริมโดยให้ความสามารถในการย้ายไฟล์ผ่านระบบไร้สายได้ ช่วยให้ผู้ใช้แอนดรอยด์สามารถลากและวางรูปรวมถึงไฟล์อื่นจากโทรศัพท์ไปที่เครื่องพีซี และอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ตนอกจากนี้ยังทำการผนวกประสบการณ์ VR เข้ากับการใช้สมาร์ทโฟน ช่วยให้เกมเมอร์ VR ได้รับการแจ้งเตือน

รวมถึงโทรเข้าออกและตอบข้อความได้ ซึ่งผู้ใช้แอนดรอยด์ยังสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันโมบายด้วยการดึงโมเดล 3D แบบเสมือนจริงของโทรศัพท์มาใช้งานได้โดยการสัมผัสประสบการณ์ VR ได้จากมือถือ

เดลล์ยังได้เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค 15 นิ้วพร้อมจอดิสเพลย์ OLED ขนาด 240Hz มานำเสนอในเครื่องโน๊ตบุ๊กระดับพรีเมี่ยมเพื่อให้ contrast ratio การแสดงผลของสี พร้อมเวลาในการตอบสนองที่เร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมให้กับผู้ใช้ในการเล่นเกมส์ ทั้งนี้ เครื่อง Dell XPS 15 เครื่อง Alienware m15

และเครื่อง Dell G7 15 จะมาพร้อม OLED และ HDR DCI-P3 color gamut และอัตราส่วน 100,000:1 Contrast Ratio เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2019 เป็นต้นไป และในเดือนเดียวกัน โน๊ตบุ๊ค Alienware m15 ยังมาพร้อมจอระดับ 240Hz อีกด้วย

ทั้งนี้ภายในงาน CES 2019 ดังกล่าวเดลล์ได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมจากถึง 9 รางวัลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในสายผลิตภัณฑ์ Alienware, Dell Precision, XPS, Latitude รวมถึงสายผลิตภัณฑ์ด้านเกมมิ่งและจอดิสเพลย์

โดยบริษัทฯ ยังได้รับ 2 รางวัลจากองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ EPA (U.S. Environmental Protection Agency) สำหรับความริเริ่มในการนำทองกลับมารีไซเคิลและหมุนเวียนเพื่อใช้ใหม่ในผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันเดลล์ได้บรรลุเป้าหมายไปเรียบร้อยแล้วในเรื่องของการนำอิเล็คทรอนิกส์ที่ใช้แล้วจำนวน 2,000 ล้านปอนด์กลับมาใช้ใหม่

ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมุ่งเป้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการนำวัตถุดิบรีไซเคิลในปริมาณ 100 ล้านปอนด์กลับมาใช้ในผลิตภัณฑ์ของเดลล์ให้ทันวัน Earth Day ในเดือนเมษายน 2019 นี้

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เดลล์ ประเทศไทย

เอเอ็มดี เตรียมเผยชิป 3 ซีรี่ย์ใหม่รับโน้ตบุ๊ค ใน CES2019

เอเอ็มดี เผยโฉมชิปเซ็ตใหม่ 3 ซีรี่ย์รับปี 2562 ทั้ง 2nd Gen AMD Ryzen 3000 Series Mobile, AMD Athlon 3000 Series Mobile, 7th Gen AMD A-Series พร้อมอัปเดตซอฟต์แวร์ Radeon™ Software Adrenalin ให้เหมาะสมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen™ Processor และกราฟิกการ์ด AMD Radeon™ Graphic

ซาอิด มาสคาลานี่ รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายไคลเอนท์คอมพิ้ว ของ AMD กล่าวว่า “กลุ่มผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์โน๊ตบุ๊คต่างคาดหวังทั้งในด้านการทำงานในชีวิตประจำวัน และประสิทธิภาพในการประมวลผลที่สูง ชิปประมวลผลโมบายรุ่นล่าสุดของ AMD พร้อมจะนำเสนอสิ่งนั้นให้กับผู้ใช้งานทุกระดับ

กลุ่มผู้ใช้โน๊ตบุ๊คต่างต้องการประสบการณ์การใช้งานที่ทันสมัยที่สุดทั้งในด้านการสตรีมมิ่ง เกมมิ่ง หรือการทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จเรียบร้อยรวดเร็วยิ่งขึ้น AMD ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ส่งมอบประสบการณ์การใช้งานโน๊ตบุ๊คที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภัณฑ์ของ AMD มากกว่าที่เคย ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็ว กราฟิกที่สวยงาม และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน”

2nd Gen Ryzen Mobile สำหรับแล็ปท็อป Ultrathin

ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ AMD Ryzen™ 3000 Series Mobile ส่งมอบประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์เดียวกัน4 สร้างขึ้นบนเทคโนโลยีการผลิต 12nm ให้ประสบการณ์ความบันเทิงที่ยอดเยี่ยม และฟีเจอร์การใช้งานที่ล้ำสมัย

จุดเด่น AMD Ryzen Mobile
  • ฟีเจอร์ด้านความบันเทิง และน่าสนใจอย่าง Wake on Voice, Modern Standby, การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่ลื่นไหล และการสตรีมมิ่งความละเอียดระดับ 4K HDR
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ในการดูวิดีโอสูงสุด 10 ชั่วโมง
  • ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3700U สามารถแก้ไขเนื้อหา รูปภาพ หรือวิดีโอเร็วกว่าชิปประมวลผล Intel Core i7-8550U ถึง 29%
  • และชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 3500U สามารถดาวน์โหลดเว็บไซต์เร็วกว่าชิปประมวลผล Intel Core i5-8250U ถึง 14%

ผู้บริโภคจะสามารถซื้อโน๊ตบุ๊คที่มีชิปประมวลผล 2nd Gen Ryzen Mobile ได้ในไตรมาสที่ 1 และคาดว่าจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในระบบต่างๆ มากขึ้นตลอดปี 2562 โดยในปีนี้จะมีโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ประกอบไปด้วย Acer, Asus, Dell, HP, Huawei, Lenovo และ Samsung

นอกจากนี้ AMD วางแผนที่จะอัปเดตซอฟต์แวร์ Radeon Software Adrenalin สำหรับชิปประมวลผล AMD Ryzen ทุกรุ่นที่มาพร้อมด้วยกราฟิกการ์ด Radeon Vega ผ่านทางเว็บไซต์ AMD.com ในไตรมาสที่ 1 ปีนี้ เพื่อให้การสนับสนุนเกมใหม่ๆ ฟีเจอร์ใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาด้านประสิทธิภาพ และความเสถียรที่ดียิ่งขึ้น

และวางแผนที่จะนำชิป Athlon Mobile บรรจุลงในบนสถาปัตยกรรม “Zen” เพื่อช่วยให้การประมวลผลแบบไร้สายสามารถตอบสนองความต้องการได้เกือบทุกรูปแบบ โดยมีกำหนดการวางจำหน่ายผ่านกลุ่มตัวแทนผู้ผลิตทั่วโลกในช่วงต้นปี 2562

7th Generation A-Series สำหรับเครื่อง Google Chromebook

ชิปประมวลผล 7th Gen AMD A-Series จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเว็บไซต์ที่ลื่นไหล ไปจนถึงการทำงานประจำวัน การสตรีมมิ่ง และการเล่นเกมผ่านเว็บไซต์

จุดเด่น AMD A6-9220C
  • สามารถท่องเว็บไซต์ได้เร็วขึ้นถึง 23% ประสิทธิภาพการใช้งานเว็บแอปพลิเคชั่นที่เร็วขึ้นถึง 24% เมื่อนำไปเทียบกับชิปประมวลผล Intel Pentium N4200 และ Celeron N3350
  • รับส่งอีเมลเร็วขึ้น 3.2 เท่า ประสิทธิภาพการทำงานของแอปพลิเคชั่นสำนักงานที่สูงขึ้นถึง 74% เมื่อนำไปเทียบกับชิปประมวลผล Intel Pentium N4200 และ Celeron N3350
  • แก้ไขรูปภาพเร็วขึ้น 42% และประสบการณ์การเล่นเกมบนเว็บไซต์ที่เร็วขึ้น 43% เมื่อนำไปเทียบกับชิปประมวลผล Intel Pentium N4200 และ Celeron N3350

โน๊ตบุ๊ค Acer Chromebook 315 และ HP Chromebook 14 โดยมีกำหนดวางจำหน่าย Chromebook ที่บรรจุชิปประมวลผล AMD ผ่านตัวแทนผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกในปี 2562

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมงาน CES 2019 จะสามารถเข้ามารับชมกลุ่มผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดของ AMD ได้ที่ Club AMD ซึ่งตั้งอยู่ในงาน Venetian Expo Sands Titan 2303 – 2305 ตั้งแต่วันที่ 8 – 11 มกราคม ศกนี้

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

AMD CES 2019

เอซุส เผย StudioBook S ครั้งแรกในงาน CES 2019

เอซุส เผยโฉมสินค้าใหม่ทั้งผลิตภัณฑ์กลุ่มเกมมิ่งและไลฟ์สไตล์ ณ งาน CES 2019 แนะนำจอมอนิเตอร์ใหม่ล่าสุด, มาเธอร์บอร์ด, เราเตอร์ และโน้ตบุ๊กใหม่ พร้อมการเปิดตัวครั้งแรกของสตูดิโอบุ๊ก (Studio Book)โน้ตบุ๊กที่มีขอบจอบางที่สุดในโลก

ASUS เผยโฉมกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในกลุ่มไลฟ์สไตล์ ที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับคนใช้งานด้านดิจิตอล, นักเรียน นักศึกษา, บุคคลทั่วไป และคอเกมส์ ไฮไลท์สำคัญได้แก่ StudioBook S (W700) โน้ตบุ๊กพกพาพร้อมจอขนาด 15 นิ้ว มาพร้อม กราฟิกการ์ด NVIDIA®Quadro® graphics, ZenBook S13 (UX392) อัลตร้าบุ๊กขอบจอบางที่สุดในโลก

กับอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 97% และ กราฟิกการ์ด NVIDIA®GeForce® MX150, ZenBook 14 (UX431) โน้ตบุ๊กจอ NanoEdge ที่มาพร้อมประสิทธิภาพและการออกแบบลำโพงสี่ตัว, VivoBook 14/15 (X412 / X512) โน้ตบุ๊กขนาด 14 นิ้ว และ 15.6 นิ้ว มีให้เลือก 4 สีทันสมัย พร้อมจอแสดงผล NanoEdge ไร้ขอบทั้งสี่ด้าน, โปรเซสเซอร์ Intel® Core ™ i7 และ กราฟิกการ์ดจาก NVIDIA

Chromebook Flip C434 Ultraslim ขนาด 14 นิ้ว ที่สามารถเปิดจอได้กว้าง 360 °, Chromebook กลุ่มเพื่อการเรียน, ProArt PA32UCX จอภาพ 4K HDR ขนาด 32 นิ้วตัวแรกของโลกที่มี Mini LED backlight

และ RT-AX58U เราเตอร์ Wi-Fi dual-band 2×2 ซึ่งรองรับเทคโนโลยี Wi-Fi 6 (802.11ax) เพื่อประสิทธิภาพเครือข่ายที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ มากมายที่จัดแสดง ณ ASUS Media Showroom ได้แก่ เมนบอร์ด ASUS Prime X-299 Deluxe II, จอภาพ ProArt PA34VC และ ProArt PA329C, จอมอนิเตอร์พกพา ZenScreen GO MB16AHP, โปรเจคเตอร์ ZenBeam S2 และ F1 LED

ครั้งแรกของ ASUS Mini PC ที่ติดตั้งด้วย AMD โปรเซสเซอร์ – E900 G4 workstation, ระบบ Wi-Fi ASUS AiMesh AX6100 (RT-AX92U 2 แพ็ค), ASUS Lyra Voice และอีกมากมาย

เอซุสยังได้แนะนำผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง TUF สามตัวในงาน CES 2019 ได้แก่ TUF Gaming K7 – optical gaming keyboard ตัวแรกของเอซุส, แผ่นรองเมาส์ TUF Gaming P3 และกระเป๋าเป้ TUF Gaming BP2700

โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมดจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 7-10 มกราคม 2562 ณ ห้องแสดงสินค้า ASUS Media ชั้น 63 Trump International Hotel ภายในงาน CES 2019 ณ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เอซุส ประเทศไทย

ซัมซุง อวด 8 โครงการ AI ใน CES 2019 Eureka Park

ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมเปิดตัวสุดยอดโครงการนวัตกรรมล่าสุดด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) จำนวน 8 โครงการในงาน CES 2019 Eureka Park ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 8 ถึง 11 มกราคม 2562 โดยโครงการทั้งหมดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นจาก C-Lab (Creative Lab) ของซัมซุง

โดยสตาร์ทอัพทั้ง 8 บริษัทฯ ที่ได้ถือกำเนิดขึ้นจากการต่อยอดโครงการของ C-Lab จะจัดแสดงผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับผู้บริโภคในงาน CES ด้วยเช่นกันเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

C-Lab ได้รับการจัดตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม 2012 เริ่มจากการเป็นโครงการภายในองค์กรเพื่อกระตุ้นวัฒนธรรมแห่งการสร้างสรรค์ขององค์กร และให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ของพนักงานซัมซุง โดยโครงการนี้จะสนับสนุนการพัฒนาไอเดียทางธุรกิจใหม่ๆ ในทุกมิติ

ในปี 2015 นโยบาย C-Lab Spin-off ได้ถือกำเนิดขึ้น และช่วยให้พนักงานซัมซุงที่สามารถสร้างสรรค์โครงการของ C-Lab จนประสบความสำเร็จสามารถเปิดตัวธุรกิจสตาร์ทอัพของตนเองขึ้นมา ซึ่งซัมซุงได้ให้ความช่วยเหลือแก่บริษัท spin-off ต่างๆ เหล่านี้

โดยการให้เม็ดเงินลงทุนและบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ เพื่อสร้างความเติบโตให้กับบริษัท โดยที่จะไม่ก้าวก่ายในเรื่องการบริหารจัดการ

อินกุก ฮาน รองประธานและหัวหน้าศูนย์นวัตกรรมและการสร้างสรรค์ของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ในงานนี้ซัมซุงจะจัดแสดงโครงการอันน่าสนใจของ C-Lab ที่ได้ผสานเทคโนโลยี AI ลงไปในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันสำหรับงาน

ซึ่ง CES 2019 นี้เป็นครั้งแรกที่ C-Lab จะเปิดตัวโครงการต่างๆ มากที่สุดเท่าที่เคยทำมานับตั้งแต่การเปิดตัวโครงการที่งาน CES ครั้งแรกในปี 2016 ซึ่งการเผยโฉมโครงการต่างๆ จะช่วยขัดเกลาให้การสร้างต้นแบบมีประสิทธิภาพและตรงความต้องการมากที่สุด เพื่อสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จที่สมบูรณ์แบบและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดีที่สุด

8 โครงการเด็ดประกอบด้วย

Tisplay’ เป็นบริการโฆษณาเสมือนแบบ in-video ที่สามารถใช้ได้ทันทีในระหว่างการทำสตรีมมิง Tisplay สามารถตรวจจับพื้นผิวของส่วนที่เป็นเสื้อผ้าของผู้ที่กำลังทำสตรีมมิงและจัดวางโฆษณาลงไปในพื้นที่ส่วนนั้นได้อย่างชาญฉลาดราวกับมันได้ถูกพิมพ์อยู่บนเสื้อผ้าจริงๆ ผ่านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กราฟฟิก

ผู้ทำสตรีมมิ่งสามารถเลือกได้ว่าจะวางรูปอะไรลงไปโดยไม่จำกัดอยู่แค่ตัวโฆษณา สามารถสื่อข้อความที่ต้องการ และตรงกับคอนเทนต์ในขณะนั้นไปยังผู้ชมได้แบบ real-time นอกจากนี้ ผู้ชมยังได้ประโยชน์เพราะสามารถดูวีดีโอได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องสะดุดหยุดกับโฆษณา “คั่นรายการ” ที่โผล่ขึ้นมาราวกับเป็นสแปม

aiMo’ เป็นโซลูชันบันทึกเสียง ASMR ผ่านสมาร์ทโฟนและเคสที่สามารถกระตุ้นสัมผัสใหม่ให้กับการรับฟัง หากบันทึกคอนเทนต์ด้วยโซลูชั่น ASMR ผู้ทำคอนเทนต์ไม่เพียงจะสร้างสรรค์เสียงที่คมกว่า ระบุทิศทางของเสียงได้ชัดเจนกว่าเท่านั้น

แต่ยังสามารถสร้างเสียง ASMR ที่สมจริงผ่านเสียงเสริมจากซอฟต์แวร์ AI โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์บันทึกเสียงในระดับมืออาชีพ ใครๆ ก็สามารถสร้างคอนเทนต์ที่มีเสียง ASMR คุณภาพสูงได้ง่ายๆ แม้อยู่นอกห้องอัด

ซัมซุง

MEDEO’ มอบบริการจัดทำวีดีโอแบบฉับไว ช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่ายทำและตัดต่อวีดีโอได้ทันใจในชั่วพริบตา MEDEO จะวิเคราะห์ฉากและสภาพแวดล้อมรอบๆ โดยอาศัยเทคโนโลยี AI

จากนั้นจะผสานวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ ดนตรีฉากหลัง และวีดีโอที่อัดมาแล้วล่วงหน้าลงไปในขณะทำสตรีมมิ่งได้ทันทีโดยอัตโนมัติ นอกจากนั้น ยังสามารถแยกดึงเฉพาะฉากสำคัญของวีดีโอมาแสดงได้ง่ายๆ ในระดับมือโปรผ่านกลไกอัตโนมัติที่ใช้ได้ภายในคลิ๊กเดียว

PRISMIT’ เป็นบริการวิเคราะห์ข่าวโดย AI ที่สามารถสร้างไทม์ไลน์จัดลำดับเหตุการณ์เพื่อช่วยให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เมื่อผู้อ่านค้นหาเรื่องหรือเหตุการณ์ใดๆ PRISMIT จะคัดสรรบทความที่เกี่ยวข้องและตรงที่สุดห้าอันดับต้นจากบทความมากมายทั้งหมดมาแสดงโดยอัตโนมัติ

ผ่านการใช้เทคโนโลยีจัดกลุ่มเรื่องราว ช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจบริบทและประวัติของเรื่องราวนั้นๆ ได้อย่างแท้จริง ต่างจากบริการอื่นๆ ที่เลือกแสดงเฉพาะบทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด หรือบทความล่าสุดเท่านั้น

Perfume Blender’ เป็นบริการปรุงน้ำหอมตามสั่ง ช่วยให้ผู้ใช้สามารถรังสรรค์กลิ่นโปรดได้ตามใจชอบเพียงมีอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งาน และสามารถแชร์สูตรผ่านแอปได้อย่างง่ายดาย เมื่อผู้ใช้ถ่ายรูปน้ำหอมรุ่นสุดโปรดผ่านแอปนี้ มันจะทำการวิเคราะห์ส่วนผสมหลักและเสนอทางเลือกของกลิ่นต่างๆ ที่ผู้ใช้งานน่าจะชอบ

จากนั้นผู้ใช้สามารถสร้างน้ำหอมตามสูตรนั้นได้ทันที หรือจะสร้างสรรค์กลิ่นใหม่ผ่านการปรับอัตราส่วนของส่วนผสมต่างๆ ที่มีให้เลือกถึง 8 รายการผ่านอุปกรณ์นี้ และยังสามารถเลือกซื้อกลิ่นเพิ่มได้ตามชอบใจ

Girin Monitor Stand’ เป็นที่วางจอภาพแบบปรับเองได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ใช้งานมีการจัดสรีระที่ถูกต้องเมื่อใช้งานคอมพิวเตอร์ เซ็นเซอร์ที่ฝังอยู่จะตรวจจับและบันทึกตำแหน่งสรีระของผู้ใช้งานในแบบ real-time โดยเฉพาะในส่วนคอและศีรษะ ทันทีที่ผู้ใช้งานเริ่มจัดวางสรีระไม่ถูกต้อง

อุปกรณ์นี้จะค่อยๆ เลื่อนหน้าจอไปในทิศทางที่จะทำให้ผู้ใช้งานต้องปรับเปลี่ยนสรีระ เป็นการฝึกให้ผู้ใช้งานมีท่วงท่าที่ดีขึ้นและถูกต้องตามธรรมชาติโดยที่อาจจะไม่สังเกตุเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งหน้าจอ ผู้ใช้จะสามารถปรับเปลี่ยนท่าทางให้ดีขึ้นได้ผ่านการทำซ้ำพฤติกรรมที่ถูกต้อง และสามารถลดปัญหา หรือหลีกเลี่ยงอาการปวดตึงเมื่อยล้าบริเวณคอ บ่า ไหล่ และหลังได้

alight’ เป็นแสง AI ตั้งโต๊ะที่จะสร้างบรรยากาศที่ดีที่สุดในการเพิ่มสมาธิ และให้ระดับแสงที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน alight จะตรวจจับท่าทางของผู้ใช้งานผ่านกล้องในตัว และจะปรับระดับแสงให้เข้ากับสถานการณ์โดยอัตโนมัติ

เช่น เมื่ออ่านหนังสือ เมื่อพักผ่อน หรือเมื่อทำงานที่ต้องใช้สมาธิ alight มาพร้อมตัวควบคุมที่จะคอยเตือนผู้ใช้ให้กลับมาโฟกัสกับหนังสือที่อ่านหรืองานที่ทำอยู่ ในกรณีที่ผู้ใช้เริ่มหันไปให้ความสนใจกับโทรศัพท์หรือง่วงนอน นอกจากนั้น มันยังสามารถจัดเก็บประวัติการอ่านหนังสือ พร้อมวีดีโอ time-lapse ผ่านแอปได้ด้วย

SnailSound‘ เป็นโซลูชั่นช่วยฟังสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยิน โซลูชั่นนี้ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ช่วยฟังและแอปสำหรับใช้งานที่สามารถวิเคราะห์เสียงที่ผู้ใช้งานชอบผ่านการทดสอบการรับฟังแบบง่ายๆ จากนั้นจะทำการปรับค่าให้เสียงนั้นคมชัดยิ่งขึ้น

SnailSound สามารถขยายเสียงที่ไม่ได้ยินและลดเสียงพื้นหลังได้ผ่านอัลกอริธึ่มลดเสียงรบกวนที่ปรับระดับได้ด้วย AI และเทคโนโลยีขยายเสียงอัจฉริยะแบบไม่ใช่เชิงเส้น ในขณะเดียวกัน ยังสามารถมอบประสบการณ์การได้ยินที่ดีขึ้นให้กับผู้มีปัญหาทางการได้ยินโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยฟังราคาแพง

นอกเหนือจากโครงการต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ยังมีสตาร์ทอัพอีก 8 บริษัทฯ ที่เกิดขึ้นจากการต่อยอดของโครงการ C-Lab จากซัมซุง สตาร์ตอัพทั้ง 8 ได้แก่ MOPIC, LINKFLOW, lululab, WELT, บริษัท Cooljamm, MONIT, BLUEFEEL และ analogue plus

ซึ่งทั้งหมดนี้จะเข้าร่วมงาน CES 2019 ด้วยเช่นกัน เพื่อจัดแสดงและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุดสำหรับผู้บริโภค พร้อมกับปูทางเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

CES 2019

กองทัพสหรัฐ 3 ปี จัดซื้ออุปกรณ์ไฮเทคเต็มเหนี่ยว

กองทัพสหรัฐ ใช้งบประมาณกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อจัดหาอุปกรณ์ไฮเทคเสริมกองทัพ โดยมีโครงการใหญ่ที่เริ่มต้นสั่งผลิตนับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ทั้งหุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิดขนาดกลาง ภายใต้ชื่อ ‘Centaur’ ยานลำเลียงอัตโนมัติ และหุ่นยนต์เล็กปลดฉนวนระเบิด

วันนี้เรามาดูกันว่า รายละเอียดแต่ละโครงการ มีความทันสมัยกันอย่างไรบ้าง โดยเริ่มตั้งแต่โครงการแรก ที่เริ่มสั่งผลิตไปตั้งแต่ปี 2560 ด้วยงบประมาณกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,200 ล้านบาท กับบริษัท Endeavor Robotic ผู้ผลิต UGVs ขาใหญ่ของโลก

หุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิด ‘Centaur’

โดย ‘Centaur’ เป็นหุ่นยนต์ที่ปรับขนาดและขยายได้ ด้วยรูปแบบที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยมีชื่อเป็นทางการว่า MTRS Inc. II สามารถทำการปลดฉนวนระเบิด การเฝ้าระวังและการลาดตระเวน จากการตรวจจับสารชีวภาพ หรือวัตถุกัมมันตรังสี (CBRN/HazMat) ที่อาจจะเป็นภัยคุกคามได้

กองทัพสหรัฐ
‘Centaur’ (MTRS Inc II)

รองรับการกำหนดค่าภารกิจได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการ สามารถเคลื่อนตัวแบบปีนขึ้นและลงบันได และสำรวจทางเดินที่แคบด้วยประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม

สามารถส่งข้อมูลข้อมูลวิดีโอ เสียงและเซ็นเซอร์แบบเรียลไทม์ระยะไกล ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานยังคงอยู่ในระยะห่างที่ปลอดภัยได้อย่างคล่องตัว

กริปเปอร์หรืออุปกรณ์ต่อพ่วง สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องมืออื่นๆ ได้ในเวลาน้อยกว่า 30 วินาที โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ สำหรับการเปลี่ยน

เคลื่อนที่ได้ในเวลาไม่ถึงห้านาทีก็สามารถเข้าถึงความเร็วได้ มากกว่า 2.5 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถเดินทางได้ทุกสภาพพื้นผิดที่มีสิ่งกีดขวาง ด้วยรูปแบบของล้อสายพานที่ทนทาน รองรับตัวทำลายระเบิดจำนวนมากและเซ็นเซอร์ที่หลากหลายที่จะส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์

‘Centaur’ มีน้ำหนักราว 164 lbs หรือราว 74.4 กิโลกรัม สามารถปฎิบัติงานได้ราว 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง เดินบนทางลาดชันได้ระดับ 30 องศา ข้ามสิ่งกีดขวางได้สูงถึง 6 นิ้ว พร้อมความสามารถในการไต่ความสูงที่ระดับ 43 องศา

ขณะที่โครงการที่ 2 เป็นการว่าจ้างผลิตหุ่นยนต์รเก็บกู้ระเบิดรุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักเบากว่าเดิม สำหรับทหารราบที่ต้องการพกพาอุกรณ์เข้าพื้นที่ได้อย่างสะดวก โดยมีน้ำหนักน้อยกว่า 25 lbs หรือราว 11 กิโลกรัม ด้วยงบประมาณกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้ผลิตจำนวน 3,000 ตัว

Scorpion Robot

Sean Bielat, Endeavor Robotics CEO กล่าวว่า เราได้บรรจุความเชี่ยวชาญที่ผ่านการทดสอบการต่อสู้ของเราทั้งหมด ในการสร้างยานพาหนะไร้คนขับเข้าสู่ระบบใหม่ที่เป็นนวัตกรรมนี้ Scorpion Robot ได้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานเทคโนโลยีอันชาญฉลาด เข้ากับวิศวกรรมที่เหนือชั้นของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ Scorpion Robot มีน้ำหนักเบาและทนทาน พร้อมความสามารถในการเคลื่อนที่และการจัดการขั้นสูง หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ข้ามภูมิประเทศขรุขระปีนบันไดและทำงานในสภาพแวดล้อมที่เปียกหรือจมอยู่ใต้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ใช้งานจะได้รับประโยชน์จากกล้องหลายตัวของหุ่นยนต์ เพื่อรับรู้สถานการณ์ความละเอียดสูงทั้งกลางวันและกลางคืน การออกแบบสถาปัตยกรรมแบบเปิดทำให้ Scorpion สามารถกำหนดค่าได้อย่างรวดเร็ว สำหรับภารกิจ EOD, ทหารราบ, วิศวกรหรือ CBRN

โดยโครงสร้างทั้งหมด ผลิตขึ้นจากวัสดุคอมโพสิตที่มีน้ำหนักเบา สามารถซ่อมแซมหุ่นยนต์ในสนามได้โดยใช้ชิ้นส่วนจากการพิมพ์ 3 มิติในทันที

นอกจากนี้ยังมีโครงการ ยานลำเลียงอัตโนมัติ ที่มีแนวคิดจาก รถถังจักรกลต้นแบบ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ให้สามารถรองรับการลำเลียงแบบไร้คนขับได้โดยที่ไม่ต้องใช้มนุษย์ควบคุม

ซึ่ง Endeavour จะทำงานร่วมกับอีกหนึ่งบริษัท ที่มีประวัติยาวนานในการสร้างยานพาหนะภาคพื้นดินที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพ โดยขณะนี้โครงการระยะที่ 1 ของ RCV (Robotic Combat Vehicle) กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ โดยกองทัพบกทำการทดลองเบื้องต้น และกำลังอยู่ในขั้นตอนการติดอาวุธให้กับ MII3 Endeavour

และ Howe & Howe จะติดตามโครงการระยะที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มในปลายปีหน้าด้วยระบบที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ โดยจะสามารถพัฒนาระบบ RCV ได้มากถึง 7,000 ระบบ

ทั้งนี้ Endeavour Robotics, Inc. เป็นผู้ผลิตระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับยานพาหนะทางบกไร้คนขับ มีการส่งมอบหุ่นยนต์มากกว่า 7,000 ตัวให้กับลูกค้าในกว่า 55 ประเทศ ออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ที่น่าเชื่อถือที่สุดทนทานใช้งานง่ายที่สุด เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินทั่วโลก โดยมีฐานการผลิตในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

endeavor robotics

นางสาววันดี มณีจันทร์ เจ้าของบริษัท ยูฟอเรีย เอ็มไพร์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกกระเป๋าผ้าทอ แบรนด์ดลมณี

แกะรอย ‘ดลมณี’ จากกระเป๋าชุมชน สู่แบรนด์ส่งออก

Thaitrade.com เปิดเผยเรื่องราวความสำเร็จของ ดลมณี (Don Manee) แบรนด์กระเป๋าผ้าทอมือ ผู้เปลี่ยนแปลงสินค้าชุมชน สู่สินค้าแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์ในเวทีระดับโลก ต้นแบบของการสร้างสินค้าชุมชนสู่ตลาดโลกที่ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัล

นางสาววันดี มณีจันทร์ เจ้าของบริษัท ยูฟอเรีย เอ็มไพร์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกกระเป๋าผ้าทอ แบรนด์ดลมณี เผยว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้มาจากที่ตัวเองอาศัยอยู่ในชุมชนที่ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทอผ้า รวมถึงยังมีกลุ่มผู้พิการในชุมชนร่วมด้วย แต่สิ่งที่เห็นคือปัญหาต่างๆ ของชาวบ้านในขณะนั้น คือ ยังไม่มีช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าหลังจากที่ทอผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ทำให้เริ่มมีแนวคิดผลิตสินค้าจากผ้าทอมือ และเริ่มศึกษาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกลุ่มของผู้พิการก่อน จนสามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้างานฝีมือ โดยเน้นดีไซน์ให้มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น โดยอาศัยช่างที่มีอยู่ในชุมชนรวมตัวกัน มาผลิตผ้าทอให้เป็นกระเป๋าที่สวยงาม ภายใต้แบรนด์ “ดลมณี” (Don Manee)

ด้วยคุณภาพบวกกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมการตัดเย็บที่ประณีตทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักค่อนข้างเร็ว แต่ผลตอบรับยังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร จึงได้ปรับเปลี่ยนแผนการตลาดและวางดีไซน์สินค้าใหม่ให้รับกับเทรนด์ตลาดมากขึ้น

พร้อมวางจำหน่ายทางเพจเฟสบุ๊คและตามเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Shopee, Amazon ฯลฯ รวมถึงมีหน้าร้านอยู่ที่ตึกอัมรินทร์ ชั้น 1 และชั้น 3 รวมทั้งจัดส่งสินค้าเข้าประกวดตามโครงการต่างๆ ที่ภาครัฐได้จัดขึ้น

ดลมณี

จนได้รางวัลด้านแฟชั่นและได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการรายใหม่ นิวเฟซ (New faces) ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศซึ่งเป็นที่มาของ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกบนเว็บไซต์ Thaitrade.com

“กระเป๋าผ้าทอแบรนด์ “ดลมณี” เป็นงานที่ผลิตเองจากฝีมือคนไทย ทำให้แบรนด์มีเรื่องราว และขายตัวเองมาได้โดยตลอด มีเป้าหมายบุกตลาดต่างประเทศเพื่อชูเอกลักษณ์ในความเป็นไทยให้ต่างชาติได้เห็น

ซึ่งหลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกผู้ขายบนเว็บไซต์ Thaitrade.com ได้ 2 ปี ได้รับคำแนะนำจากทีมงานของกรมฯ ในการพัฒนาศักยภาพหลายด้าน ส่งผลให้มีลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากประเทศไนจีเรีย จีน และฮ่องกง

ถือได้ว่าเว็บไซต์ Thaitrade.com สามารถจุดประกายความสำเร็จในฐานะผู้ส่งออกกระเป๋าผ้าทอ กับเอกลักษณ์ไทยที่ไม่เหมือนใครสู่เวทีโลก นอกเหนือจากการเป็นสมาชิก Thaitrade.com แล้ว แบรนด์ได้ร่วมออกบูธแสดงสินค้ากับกรมฯ และเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของเว็บไซต์ Thaitrade.com อย่างต่อเนื่อง

ดลมณี

ซึ่งล่าสุดได้ออกบูธร่วมกับทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในงาน Style 2018 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ” นางสาววันดี กล่าว

ทั้งนี้เว็บไซต์ Thaitrade.com โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการที่มุ่งมั่น มีสินค้าที่มีคุณภาพสู่การเป็นผู้ส่งออก เพื่อเพิ่มโอกาส การเติบโตของธุรกิจให้มากขึ้น­ โดยสมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ นอกเหนือจากโอกาสทางการค้าบน Thaitrade.com แล้ว

ยังได้รับบริการการจับคู่เจรจาธุรกิจ หรือBusiness Matching เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการมองหาคู่ค้าใหม่ๆ การสนับสนุนข้อมูล ข่าวสาร บทวิเคราะห์การตลาดจากผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่องผ่าน E-Newsletter บริการ ให้คำปรึกษาเชิงลึกเพื่อให้สามารถทำการค้าผ่านสื่อออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงจัดกิจกรรมร่วมกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้าน
“e-Commerce” ระดับโลก

เพื่อจะมาอัปเดตเทรนด์ธุรกิจที่กำลังมีอิทธิพลกับตลาดโลกที่น่าสนใจ และขยายโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.thaitrade.com, www.facebook.com/ThaitradeDotCom หรือ DITP Call Center 1169 โทร. 02 507 7825 หรือ e-mail: [email protected]

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

www.thaitrade.com

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

ริโก้เตรียมเปิด Ricoh Experience Center ต่อยอดธุรกิจ

ริโก้ เปิดตัว Ricoh Experience Center ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค สุขุมวิท 101 มุ่งขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่ม สตาร์ทอัพและองค์กร พร้อมเปิดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเสริมศักยภาพธุรกิจ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ประกอบการและธุรกิจยุคใหม่มากขึ้น ภายใต้แนวคิด Empowering Digital Workplaces

มร.จูเลี่ยน ไฟร์เอ็ต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริโก้ (ปร ะเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ริโก้เตรียมเปิดให้บริการ Ricoh Experience Center ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค พร้อมนำอุปกรณ์สำนักงานที่ช่วยให้การบริหารจัดการงานเอกสารมีประสิทธิภาพสูงระบบรักษาความปลอดภัยด้วยกล้องวงจรปิดและห้องประชุมอัจฉริยะมาจัดแสดง

เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาทดลองการใช้งาน พร้อมเปิดประสบการณ์ในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการเสริมศักยภาพธุรกิจอย่างมืออาชีพ เหมาะกับเทรนด์ธุรกิจยุคใหม่ ในกลุ่มสตาร์ทอัพรวมถึงกลุ่มธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ ทั้งนี้ริโก้มั่นใจว่า Ricoh Experience Center จะช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันริโก้มีนวัตกรรมเทคโนโลยีอุปกรณ์สำนักงาน ประกอบไปด้วย เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน เลเซอร์พรินเตอร์ รวมถึงโซลูชันต่างๆ สำหรับการจัดการเอกสาร โดยให้บริการด้วยความเชี่ยวชาญผ่านประสบการณ์มากกว่า 80 ปี และยังคงพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อนำเสนอโซลูชันในการจัดการเอกสารและข้อมูลในองค์กรอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งการเปิด Ricoh Experience Center ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค จะเป็นศูนย์กลางที่ช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ ให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ กลุ่มสตาร์ทอัพและกลุ่มธุรกิจต่างๆ ผ่านนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปช่วยเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับความร่วมมือของ ริโก้ และ ทรู ดิจิทัล พาร์คแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย

1. Ricoh Experience Center โชว์รูมแสดงสินค้าและนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ของริโก้ ซึ่งสินค้าและนวัตกรรมที่จัดแสดงจะมีความหลากหลายภายใต้คอนเซ็ปต์ “Empowering Digital Workplace” แสดงถึงทิศทางการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมของริโก้ ที่มุ่ง

เน้นในการช่วยให้สำนักงานและองค์กรของลูกค้าตั้งแต่องค์กรขนาดใหญ่ไปจนถึงองค์กรขนาดเล็กและสตาร์ทอัพเปลี่ยนแปลงไปสู่สำนักงานดิจิทัลอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัล และลดต้นทุนในกระบวนการทำงาน โดยในโชว์รูมนี้จะจัดกลุ่มสินค้าที่จัดแสดงมีดังต่อไปนี้

  • Document Solutions จัดแสดงเครื่องพิมพ์ต่างๆ เช่น เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน เลเซอร์พรินเตอร์ ที่ปัจจุบันไม่ใช่แค่พิมพ์งานหรือถ่ายเอกสารเท่านั้น แต่ยังมีแอปพลิเคชันที่ช่วยในการทำงานเอกสารให้เป็นเรื่องง่าย

เช่น การสแกนเอกสารและปิดทับข้อมูลสำคัญหรือการสแกนเอกสารขนาดเล็กหลายใบพร้อมกันได้ทันที เพื่อช่วยให้การทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้นเพียงปลายนิ้วคลิกผ่านหน้าจอ นอกจากนี้ยังมีซอฟท์แวร์โซลูชันที่ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดการเอกสารและควบคุมต้นทุนการพิมพ์

  • Conference Solutions จัดแสดงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับการสื่อสารภายในและระหว่างสำนักงานที่ช่วยให้การสื่อสารขององค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถเข้าร่วมประชุมได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อตอบสนองกับวิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

ซึ่งระบบนี้ให้บริการตั้งแต่ระบบการจองห้องประชุมและนัดหมายการประชุมผ่าน Smart Meeting Room System รวมถึงระบบการประชุมทางไกลผ่านระบบ Unified Communication System (UCS) ที่ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเข้าประชุมจากสถานที่อื่นได้อย่างง่ายดาย

และระบบอุปกรณ์ทันสมัยเพื่อช่วยอำนวยการประชุมให้กลายเป็นเรื่องง่ายผ่านเครื่องโปรเจคเตอร์ และกระดานอัจริยะ Interactive Whiteboard (IWB) ที่สามารถสื่อสารแบบ Real Time ในการแก้ไขและแบ่งปันเนื้อหาระหว่างผู้เข้าร่วมประชุมได้ทันทีในขณะประชุม

  • Video Surveillance System จัดแสดงระบบรักษาความปลอดภัยด้วยกล้องวงจรปิดพร้อมกับโซลูชันที่ช่วยจัดการข้อมูลต่างๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ใช้ประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดในการเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านค้าปลีกและธุรกิจอื่นๆ ได้อีกด้วย

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง Smart Access จากริโก้ นอกจากนี้เรายังมีระบบในการระบุตัวตนหรือ Finger Vein Scan เป็นการยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือแบบการตรวจสอบเส้นเลือดฝอยบนปลายนิ้วมือของแต่ละบุคคล ซึ่งจะมีความแม่นยำในการตรวจสอบบุคคลที่เพิ่มมากขึ้น

-Industrial Product มีการจัดแสดงชิ้นงานที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ต่างๆ ของริโก้ ไม่ว่าจะเป็นงานพิมพ์จากเครื่องพิมพ์แบบโปรดักชัน งานพิมพ์จากเครื่องพิมพ์หน้ากว้าง และเครื่องพิมพ์ลงบนวัสดุพิเศษต่างๆ เช่น กระเบื้องหรือกระจก เป็นต้น

-Direct to garment product เครื่องพิมพ์ลงบนผ้าขนาดเล็กอย่าง Ricoh Ri 100 ซึ่งสามารถพิมพ์ภาพลงบนเสื้อยืดหรือถุงผ้า ที่มีขนาด A4 ได้ เหมาะสำหรับการพิมพ์เสื้อยืดหรือถุงผ้าเพื่อใช้ในกิจกรรมขององค์กร หรือแจกเป็นของชำร่วยให้แก่ลูกค้าขององค์กร

ซึ่งสามารถทดลองใช้ร่วมกับระบบ Conference Solutions ในการออกแบบให้เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นนี่คือระบบ Smart Office ที่สามารถจบเบ็ดเสร็จในกระบวนการทำงาน

2. Ricoh Document Service เป็นการให้บริการด้านงานเอกสารแก่ลูกค้าของทรู ดิจิทัล พาร์ค ด้วยเครื่อง พิมพ์มัลติฟังก์ชันสีของริโก้มีการจัดการในการคิดค่าใช้บริการผ่านบัตรและใช้โซลูชัน Ricoh myPrint

ซึ่งลูกค้าสามารถถ่ายเอกสาร พิมพ์ และสแกนเอกสารได้ด้วยตนเอง โดยเครื่องของริโก้จะตั้งอยู่ในบริเวณโซน Co-Working Space จำนวนทั้งหมด 5 เครื่อง

  1. Ricoh Special Package for True Digital Park Customer ริโก้มีแพคเก็จเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันและเลเซอร์พรินเตอร์ ในราคาพิเศษทั้งซื้อและเช่าสำหรับลูกค้าที่เช่าพื้นที่สำนักงานของทรู ดิจิทัล พาร์ค

“Ricoh Experience Center ไม่ใช่เพียงการจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ของริโก้ที่แสดงให้เห็นถึงระบบการทำงานที่สะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัล

และลดต้นทุนในกระบวนการทำงาน ในแบบฉบับที่แตกต่างของแต่ละบุคคลหรือแต่ละองค์กร สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่จะผลักดันไทยแลนด์ 4.0 และรองรับการเป็น Smart Building or Smart City”

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

บริษัท ริโก้ (ปร ะเทศไทย) จำกัด

เอไอเอสชวนร่วมทดสอบ 5G กับ AIS ที่ AIS D.C.

ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยกับการสาธิตเทคโนโลยี 5G Episode 1 ของเอไอเอส ซึ่งจากผลการทดสอบประสบความสำเร็จและเป็นไปตามเป้าหมายของการศึกษา วิจัย เทคโนโลยี 5G ในมิติต่างๆ อย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องความเร็ว การตอบสนอง และการสนับสนุน IoT

ล่าสุด เอไอเอสเดินหน้าเดินหน้าสาธิตเทคโนโลยี 5G ต่อเนื่อง ในงาน “5G T he 1st Live in Thailand by AIS : Episode 2 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2561 – 15 มกราคม 2562 ที่ AIS D.C. ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม เพื่อเปิดประสบการณ์ 5G โชว์เคสที่แตกต่างและไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน

ภายในงาน “5G The 1st Live in Thailand by AIS : Episode 2 นั้นผู้สนใจเข้าร่วมจะได้รับประสบการณ์ 5G สุดล้ำ ที่พร้อมให้เข้ามาเรียนรู้และเข้าใจเทคโนโลยี 5G ได้อย่างครบถ้วนทุกมิติ โดยมีทีมงานกูรูผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำอธิบายตลอดงาน

ประกอบด้วย
5G Super Speed ที่สุดของความเร็ว 5G ที่มากกว่า 19 Gbps ร่วมทดสอบความเร็วของ 5G บนนวัตกรรมที่เหนือชั้นยิ่งกว่าจากเอไอเอส ด้วยความเร็วที่มากกว่า 19 Gbps เมื่อวันที่ 5G เข้ามาในประเทศไทย ซึ่ง AIS จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วของ 5G มากขึ้นไปอีก

ด้วยการนำเทคโนโลยี Multipath TCP หรือที่เรียกว่า NextG มาประยุกต์ใช้บนเครือข่าย 5G โดยสามารถที่จะรวมความเร็วของ 5G เข้ากับ AIS Super WIFI ได้ ทำให้ความเร็วของ 5G ตาม Standard เร็วเพิ่มขึ้นไปอีก โดยสามารถให้ความเร็วได้สูงสุดมากกว่า 19 Gbps หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น NextG+

5G Connected Drone การสาธิตการใช้งานโดรนในยุค 5G เนื่องจากโดรนในยุคปัจจุบันมีการใช้งานผ่านคลื่นความถี่ WIFI ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องระยะทางในการใช้งาน สามารถควบคุมได้แค่ระยะทางใกล้ๆ ไม่เกินกว่าระยะสายตา และข้อจำกัดในเรื่องสัญญาณรบกวน เนื่องจากการใช้ความถี่ที่เป็น Unlicensed Band

5G Episode

แต่พอมาในยุค 5G ที่ความเร็วสูงและความหน่วงต่ำ จึงสามารถนำโดรนมาประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เช่น การขนส่ง, การเกษตร, ความปลอดภัยสาธารณะ, การกู้ภัย, การตรวจดูงานในโรงงานหรือพื้นที่เสี่ยง เป็นต้น ทำให้สามารถควบคุมโดรนระยะทางไกลได้ผ่านเครือข่ายมือถือ

ซึ่งคนควบคุมไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกับโดรน และสามารถ streaming video ที่มีความละเอียดสูงกลับมาหาผู้ใช้งานได้ทันที โดยจะมีการสาธิต การทดสอบการควบคุมสั่งการโดรนแบบข้ามประเทศระหว่างประเทศไทย และจีน ให้ชมเป็นครั้งแรกอีกด้วย

5G Cloud Virtual and Augmented Reality ที่สุดของความบันเทิงเหนือจินตนาการพบกับการนำ Cloud มาใช้งานกับ AR และ VR ในยุค 5G ว่าจะมีประสิทธิภาพในการตอบสนองที่รวดเร็ว ใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา เนื่องจากการประมวลผลถูกใช้งานผ่าน Cloud

โดยเรื่องนี้อาจจะถูกไปประยุกต์ใช้กับ การเล่นเกม, ซื้อของ online, การศึกษา, การอบรม เป็นต้น โดยในงานได้จำลองออกมา 2 รูปแบบดังนี้ 1.Mix Reality World เป็นเกมยิงปืน ระหว่างผู้เล่น 2 คน โดยแต่ละคนสามารถเล่นอยู่คนละที่ แต่ผู้เล่นได้ประสบการณ์เสมือนจริงเหมือนอยู่ด้วยกัน

เนื่องจากอุปกรณ์ของผู้เล่นสามารถรับส่งข้อมูลการเคลื่อนไหวของผู้เล่นอีกฝ่ายแบบเรียลไทม์ ไปประมวลผลที่ Cloud ผ่านเครือข่าย 5G และ 2.Smart Gloves เป็นเกมที่ผู้เล่นสร้างลูกบอลไฟและยิงลูกไฟผ่านเครือข่าย 4G เปรียบเทียบกับ 5G เพื่อแสดงการตอบสนองบน 5G ที่เร็วกว่า

5G Wireless to the home แสดงศักยภาพของเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายผ่านเครือข่าย 5G (5G WTTx) ช่วยเสริมบริการ Fibre broadband ให้ครอบคลุมมากขึ้น ที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล หรือ พื้นที่ที่เข้าถึงยาก เช่น เกาะ, ภูเขา, ชนบท เป็นต้น ที่มีข้อจำกัดในการเดินสาย

โดยอุปกรณ์ที่จัดแสดงในงานนี้ เป็น CPE หรืออุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายในบ้านที่รองรับคลื่นความถี่ 5G ย่าน mmWave เชิงพาณิชย์ตัวแรกของโลก ตามมาตรฐาน 3GPP ซึ่งสเปคสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 2 Gbps

5G Internet of Things ที่สุดของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT มากกว่า 10 เท่า ผ่านเทคโนโลยี 5G V2X (Vehicle to Everything) เป็นเทคโนโลยีการสื่อสาร ระหว่างยานยนต์กับสิ่งต่างๆ โดยพื้นฐาน จะช่วยเรื่องความปลอดภัยในการคมนาคม, เพิ่มประสิทธิภาพการจราจร และประหยัดพลังงาน

โดยการสื่อสารผ่านเครือข่าย 5G จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์กับยานยนต์, ยานยนต์กับคนที่เดินบนท้องถนนผ่านอุปกรณ์อิเล็ทรอนิกส์, ยานยนต์กับโครงสร้างถนนหนทาง เช่น ไฟจราจร เป็นต้น

และยานยนต์กับเครือข่ายการประมวลผลบน cloud ซึ่ง 5G V2X ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้กับรถยนต์ไร้คนขับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสมองว่า 5G คือ โอกาสครั้งสำคัญที่จะพลิกโฉมชีวิตคนไทยและอุตสาหกรรมไปอีกขั้น การจัดงานครั้งนี้จะแสดงให้เห็นภาพการประยุกต์ใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม

5G Episode

ด้วยการสาธิตในสภาวะแวดล้อมเสมือนจริง ทั้งการใช้อุปกรณ์ที่มี Handset 5G ต้นแบบ รวมถึง Terminal หลายรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติมากกว่า และเห็นภาพการมอบประสบการณ์จริงไปยังผู้บริโภคได้ชัดเจนกว่า

การทดสอบ 5G Episode 2 ในครั้งนี้ จึงมีแนวคิดที่แตกต่างและ Beyond มากขึ้น โดยเราตั้งใจที่จะศึกษา นำขีดความสามารถและศักยภาพของเอไอเอสที่มีอยู่ มาทดลองผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยี 5G เพื่อจะได้เห็นผลในเชิงรูปธรรม

ในวันที่ 5G มาจริงๆ เราจะสร้างสรรค์นวัตกรรมที่แตกต่างจากรายอื่น และสร้าง more value ที่จะยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตของคนไทย และพลิกโฉมการทำงานของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมไปอีกขั้น

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เอไอเอส

พัฒนาดอยเสื่อมโทรม สู่ที่ทำกินแสนสวย สร้างรายได้นับล้าน

5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นวัน “พ่อแห่งชาติ” แล้ว ในวันนี้ของทุกทียังเป็น “วันดินโลก” (World Soil Day) เพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9

ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนานาชาติตามที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้มีมติร่วมกัน

พ่อแห่งชาติ

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า โดยในปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการสร้างการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

และกำหนดให้มีการจัดมหกรรมวันดินโลกอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคม 2561 ณ พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหัวข้อ “น้อมนำศาสตร์พระราชา พัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน คืนชีวิตให้แก่ดิน คืนความสุขให้แก่เรา” ผ่านนิทรรศการจากหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่าย รวมทั้งจัดกิจกรรมดังกล่าวพร้อมกันทั่วประเทศ

พ่อแห่งชาติ

ในอดีตพื้นที่บนดอยสูงเป็นที่ดินทำกินของชาวเขา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้การทำไร่หมุนเวียนเป็นกาบุกรุกพื้นที่ป่าเนื่องจากความจำเป็นและการเพาะปลูกส่วนใหญ่ทำให้เกิดดินเสื่อมโทรม ประกอบกับการเพาะปลูกเหล่านั้นสร้างรายได้ต่อปีเพียง 5,000 บาท

ทำให้ชาวเขาเหล่านั้นไม่สามารถส่งให้ลูกมีการศึกษาได้ จนเมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงให้กรมพัฒนาที่ดินช่วยในการพัฒนาพื้นที่เหล่านั้น ให้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ไม่มาก แต่ต้องสามารถสร้างรายได้ให้เท่ากับการปลูกฝิ่นที่พวกเขาคุ้นเคยในอดีต เพื่อให้ 14 ชนเผ่าอยู่ได้อย่างมีความสุข จนปัจจุบันการพัฒนาดังกล่าวส่งผลให้บางชุมชนมีรายได้ถึง 1 ล้านบาทต่อปี

พ่อแห่งชาติ

กรมพัฒนาที่ดินในฐานะเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลด้านทรัพยากรดินของประเทศ ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปขับเคลื่อน ขยายผลการพัฒนาฟื้นฟูทรัพยากรดิน ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนในพื้นที่ต่างๆ

ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง จึงเข้าไปร่วมมือกับมูลนิธิโครงการหลวง ในการพัฒนาทรัพยากรดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกพืชผลเมืองหนาวได้เต็มศักยภาพ

ด้านนางนุชสุพร กฤษฎาธาร ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้เข้ามาดำเนินการสำรวจและพบว่าที่ดินบนที่สูงเหล่านี้นอกจากจะมีความลาดชันแล้ว ยังมีความสมบูรณ์น้อย

พ่อแห่งชาติ

จึงได้ทำการสร้างแหล่งน้ำ และทำการส่งเสริมอาชีพในขณะที่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้ส่งเสริมให้มีการทำเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของโครงการหลวงจะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ

“การทำเกษตรอินทรีย์ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ปลอดภัยทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชาวเขา ที่สำคัญคือช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกให้ดียิ่งขึ้น และนำไปสู่ความยั่งยืนในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อทำการเกษตรต่อไป”

พ่อแห่งชาติ

ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง (ศพล.) รับผิดชอบพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 39 ศูนย์ ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา และตาก โดยมีหน้าที่หลักคือการปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์โครงการหลวง ในเขตภาคเหนือ

ได้แก่ การสำรวจวางแผนการใช้ที่ดิน จัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ระบบส่งน้ำชลประทานและเส้นทางลำเลียงภูเขา วิจัย ทดสอบ สาธิตและส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินบนที่สูงอย่างยั่งยืน ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์

พ่อแห่งชาติ

ตั้งจุดเรียนรู้งานพัฒนาที่ดิน รวมทั้งจัดตั้งหมอดินดอยอาสา และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายหมอดินน้อย เพื่อปลูกฝังความรู้และสร้างประสบการณ์ด้านการพัฒนาที่ดินให้กับเยาวชน ให้เป็นเครือข่ายในการพัฒนาที่ดินในอนาคต

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ได้เข้าไปดำเนินการพัฒนาที่ดินในพื้นที่โครงการหลวง สามารถพลิกฟื้นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรที่สมบูรณ์

พ่อแห่งชาติ

เป็นแหล่งปลูกพืชผักเมืองหนาว พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ชาวเขาที่เป็นสมาชิกโครงการหลวง มีที่ดินทำกิน มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9

พ่อแห่งชาติ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เอไอเอส อวดความเร็ว 5G ทะลุ 16 Gbps

เอไอเอส เดินหน้าสาธิตเทคโนโลยี 5G ต่อเนื่อง หลังจับมือโนเกีย โชว์ 5 รูปแบบการนำ 5G มาประยุกต์ใช้ แสดงพลังของเทคโนโลยีอนาคตให้เห็นเป็นรูปธรรม สร้างแรงบันดาลใจในการประยุกต์ใช้แก่หลากหลายอุตสาหกรรม ล่าสุด เตรียมโชว์ Speed 5G แบบจัดเต็ม ยืนยันเริ่มต้นที่ 16 Gbps

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส กล่าวว่า “การสาธิตเทคโนโลยี 5G ครั้งนี้ เราได้รับอนุมัติคลื่นความถี่ย่าน 26.5 GHz – 27.5 GHz จาก กสทช. ให้นำคลื่นความถี่มาทำการสาธิตในสภาวะแวดล้อมเสมือนจริง

ทั้งการใช้อุปกรณ์ที่มี Handset 5G ต้นแบบ รวมถึง Terminal หลายรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติมากกว่าและเห็นภาพการมอบประสบการณ์จริงไปยังผู้บริโภคได้ชัดเจนกว่า การทดลองในห้องแล็บที่ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมจริง”

“ซึ่งการเริ่มต้นทำงานกับโนเกียช่วงที่ผ่านมา ถือว่าทำให้เห็นภาพการประยุกต์ใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้นในการเตรียมสาธิต เราจึงมุ่งเน้นที่การแสดงความเร็วเครือข่าย 5G หรือ Super Speed เพื่อเจาะลึกในองค์ประกอบ

ความเร็วของ 5G จะสามารถทำได้ถึงระดับใด และจะเกิดประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในลักษณะใดได้บ้าง โดยคาดว่าครั้งนี้เราจะสามารถโชว์ความเร็วของ 5G ได้ถึงระดับเริ่มต้นที่ 16 Gbps หรือมากกว่าอย่างแน่นอน”

เตรียมสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยีอนาคต 5G จากเอไอเอส และพันธมิตรได้ใน ธันวาคม ศกนี้

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เอไอเอส

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดงานเอชอาร์ยุค 4.0

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำทางด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นระดับโลก ผนึกแชปแมน ซีจี จัดงานแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ยุค 4.0 ในหัวข้อ “การปฏิรูปสู่ดิจิทัล และศักยภาพด้านเอชอาร์ในอนาคต” โดยมี 20 บริษัทชั้นนำจากหลากหลายอุตสาหกรรม เข้าร่วมรับฟัง

อาทิ มอนเดเลส อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชันแนล นิสสัน ฯลฯ ทั้งนี้ ภายในงานยังมีผู้นำด้านการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ จากทั้งชไนเดอร์ อิเล็คทริค รวมถึง ยูนิลิเวอร์ และ อิมเมอรีส์ ร่วมแบ่งปันแนวคิดริเริ่มสำคัญ ถึงเรื่องการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ว่าส่งผลกระทบอย่างไรต่ออนาคตของผู้บริหารด้านเอชอาร์

นับเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนมุมมองสำคัญเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคล และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในสายงานดังกล่าวจากหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ณ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เมื่อเร็วๆ นี้

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

แสนสิริ ดึง ‘สตาร์ค’ ออกแบบคอนโดระดับไอคอนิค ดีไซน์

แสนสิริ รังสรรค์ เซลส์ แกลอรี่แห่งใหม่ของโครงการ “คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค”  (KHUN by yoo inspired by Starck) โครงการ Branded Condominium  แห่งแรกของแสนสิริ และการร่วมทุนกับ บีทีเอส กรุ๊ป ตั้งอยู่บนซอยทองหล่อ 12 เกิดจากความร่วมมือแรกระหว่าง “แสนสิริ” และ “ฟิลิปป์ สตาร์ค” นักออกแบบอัจฉริยะชื่อก้องโลก

ภายใต้แบรนด์ yoo inspired by Starck ตอกย้ำแบรนด์ของแสนสิริสู่การเป็นผู้นำ ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกด้วยความเชี่ยวชาญ และผู้นำในการพัฒนาโครงการอสังหาฯในทองหล่อ ผ่านการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในแวดวงอสังหาฯไทย ด้วยผลงานระดับไอคอนิค ดีไซน์ที่เป็นเพียง 1 ใน 36 โครงการของในโลกที่ ฟิลิปป์ สตาร์ค ร่วมสร้างสรรค์

สำหรับเซลส์ แกลอรี่แห่งใหม่นี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 230 ตร.ม. บนชั้น ศูนย์การค้า เจ อเวนิว ทองหล่อ เป็นการนำเสนอการผสมผสานการอยู่อาศัยเข้ากับงานดีไซน์ที่มีคาแรคเตอร์จัดจ้าน และฟังก์ชั่นการใช้งานได้อย่างลงตัว สามารถถ่ายทอดรสนิยมแห่งการอยู่อาศัย ด้วยแนวคิดการออกแบบ “Industrial Heritage อันเป็นแนวคิดการออกแบบหลักของโครงการ

ซึ่งมีความหรูหรา แต่แฝงด้วยสีสันและอารมณ์ขัน เป็นการผสานสีสันของใจกลางเมืองที่ไม่เคยหลับใหลเข้ากับกลิ่นอายของความเป็นอุตสาหกรรม จะเห็นได้จากแผงผนังที่ใช้คอนกรีตเปลือยและทองแดงแกะสลัก คู่กับหินขัดและโลหะ ชวนสะดุดตาด้วยการจัดไฟที่ชาญฉลาด

ถือเป็นการนำเอาแนวคิดหลักของการออกแบบตัวอาคาร มาสื่ออารมณ์ที่แข็งแกร่งและไร้กาลเวลา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อมใจกลางเมือง แต่ทว่ายังคงสไตล์ที่คลาสสิก สุขุม ดูเท่ และมีระดับในเวลาเดียวกัน

ขณะที่ Show Unit ขนาด 97.75 ตร.ม. และพื้นที่ขายถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับแนวคิดหลักของตัวอาคาร มีพื้นที่พักผ่อนและพื้นที่สำหรับการมีสังคมร่วมกับครอบครัวและเพื่อน โดยได้ตกแต่งในสไตล์ของสตาร์คที่โดดเด่น ด้วยการใช้วัสดุไม้สีเข้มและหินอ่อนสีขาวสุดคลาสสิก พร้อมด้วยผ้าม่านสีขาวโปร่งแสง

นอกจากนี้ ยังนำเฟอร์นิเจอร์ที่ดีไซน์มีความสนุกสนาน และอุปกรณ์ตกแต่งมาช่วยสร้างสีสันและไดนามิคให้แก่ Show Unit เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสสีสันของการใช้ชีวิตภายในโครงการ แต่ทว่าการดีไซน์ของโครงการจริง ก็เปิดโอกาสให้แก่ผู้อาศัยได้ดีไซน์และสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่

และนี่คือผลงานชิ้นสำคัญที่ yoo ได้สร้างสรรค์ไว้เพื่อพาให้ผู้อาศัย ได้ร่วมค้นพบไลฟ์สไตล์ที่แท้จริงของตัวเอง โดยไม่ยอมให้นักออกแบบภายในคนไหนมาบังคับทิศทางรสนิยมการอยู่อาศัยของคุณ

คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค เป็นโครงการคอนโดมิเนียมแบบไฮไรส์ 27 ชั้น จำนวน 148 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 1 ไร่ บริเวณซอยทองหล่อ 12 มูลค่าโครงการ 4,100 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 21-156 ล้านบาท รูปแบบห้องของโครงการ คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค มีทั้งหมด ประเภท
ได้แก่ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 41.50 – 53.50ตารางเมตร2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 82.00  97.75ตารางเมตรห้องนอน 3 ห้องน้ำ ขนาด 139.25 – 149.75 ตารางเมตร และ เพนต์เฮ้าส์ ขนาด 294.00 – 302.75ตารางเมตร

ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางเป็นการรวบรวมเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอก จากการคัดสรรด้วยรสนิยมของ ฟิลิปป์ สตาร์ค และทีม yoo design studio เพื่อเนรมิตให้พื้นที่เกิดการใช้งานจากลูกบ้านด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ โดยการผสมผสานวัสดุตกแต่งต่างขั้วเพื่อให้เกิดดีไซน์ใหม่ ไม่ซ้ำที่ไหนในโลก

เช่น การนำเอาภาพงานศิลปะโบราณมาประดับในกรอบรูปใหญ่ การนำแชนเดอเลียทรงคลาสสิกมาวางรวมกันกับเก้าอี้ Lou Read Chair หรือแม้แต่การตกแต่งด้วยโคมไฟขนาดยักษ์ที่ฟิลิปป์ สตาร์คออกแบบเอง ก็ทำให้พื้นที่ดูชิคและทันสมัยโดยปริยาย สังเกตจากเฟอร์นิเจอร์ และวัสดุตกแต่งจากหลากหลายแบรนด์ที่ถูกนำมาใช้ตกแต่งในพื้นที่ส่วนกลาง

เช่น Barovier & Toso แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตโคมระย้ามากกว่า 700 ปี Busnelli แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดังจากอิตาลี และ Flos ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตโคมไฟโดยเฉพาะ เป็นต้น รวมไปถึงในห้องชุด ที่นำก๊อกน้ำและเครื่องสุขภัณฑ์ที่ ฟิลิปป์ สตาร์ค ได้ร่วมออกแบบด้วย

เช่น Duravit และ  Axor เป็นการผสมผสานผลงานออกมาไม่เหมือนใคร สอดคล้องกับความตั้งใจของ ดีไซเนอร์ระดับโลกที่ต้องการคงความหรูหรา มีระดับของวัสดุตกแต่ง โดยไม่ทิ้งความขี้เล่นและโฉบเฉี่ยว ตามเอกลักษณ์อันโดดเด่นของตัวฟิลิปป์ สตาร์ค และยังถูกจริตกับย่าน hip and happening ของทองหล่ออีกด้วย

คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค

มากไปกว่านั้น พื้นที่ส่วนกลางยังมี สวนสาธารณะ ฟิตเนส สระว่ายน้ำ ห้องฉายภาพยนตร์ เกมส์รูม และที่จอดรถมากถึง 102 % โดยมีที่จอดรถอัตโนมัติมากถึง 147 คัน จากจำนวน ทั้งหมด 151 คัน  

ทีมนักออกแบบระดับโลกที่มาร่วมเสริมเอกลักษณ์ของโครงการนี้ ประกอบด้วย  Palmer & Turner ดูแลการออกแบบสถาปัตยกรรมอาคารที่เน้นความหรูหรา ผสมผสานกับความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ  โดยคัดสรรทองแดงมาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้ภายนอกอาคารดูทันสมัย

พร้อมใช้เส้นสายสร้างลวดลายสมมาตรทำให้เกิดจังหวะที่ต่อเนื่อง ทั้งยังมีพื้นที่สีเขียวกว้างขวางเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติกลางเมืองอีกด้วย เสริมทัพด้วย Matteo Messervy ที่เข้ามาดูแลเรื่องระบบแสงสว่าง และ LAB ดูแลเรื่องภูมิสถาปัตย์

นอกจากนี้ ในด้านศักยภาพของทำเลทองหล่อ ถือเป็นแหล่งไลฟ์สไตล์และบันเทิงระดับไฮเอนด์ของชาวต่างชาติ และคอมมูนิตี้นานาชาติ เป็นพื้นที่หาที่ดินได้ยากแล้วในปัจจุบัน โดยเฉพาะทำเลติดถนนเส้นหลัก การวิจัยของพลัสพร็อพเพอร์ตี้พบว่า ราคาประเมินที่ดินรอบปัจจุบันของกรมธนารักษ์ประเมินไว้ที่ 420,000 บาทต่อตารางวา หรือเพิ่มขึ้น20% จากรอบก่อนหน้า

ขณะที่ราคาซื้อขายจริงได้ถีบตัวไปถึงราคาตารางวาละ 1,000,000– 2,000,000 บาทแล้ว ในปัจจุบัน นอกจากนี้ โครงการ คุณบาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค มีจำนวนเพียง 148 ยูนิต จึงช่วยสร้างมูลค่าในการครอบครองเชิง Passion Investment ให้สูงขึ้นไปอีก  ด้วยราคาเฉลี่ย 380,000 บาทต่อตารางเมตร หรือราคายูนิตเริ่มต้น 21 ล้านบาท  นับว่าเป็นโครงการที่หาได้ยากบนทำเลใจกลางซอยทองหล่อในปัจจุบัน

นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความพิเศษของ KHUN by yoo inspired by Starck คือ เป็นผลงานชิ้นแรกในประเทศไทยของ yoo design studio ซึ่งเป็นสตูดิโอออกแบบที่พักอาศัยและตกแต่งภายในที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก

โครงการนี้ จึงเป็นมากกว่าที่พักอาศัยระดับหรูที่มีมาตรฐานระดับโลก หากแต่ยังแฝงคุณค่าของการเป็นของสะสม (Collectible Item) เปรียบเหมือนงานศิลปะล้ำค่า หายาก ที่มีมูลค่าสูงขึ้นไปตามกาลเวลา และเมื่อประกอบกันกับที่ตั้งบนถนนทองหล่อ อันเป็นทำเลของการใช้ชีวิตและเป็นคอมมูนิตี้ระดับนานาชาติ โครงการนี้จึงมีศักยภาพอย่างสูงสุด ทั้งการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและเพื่อการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว”

This slideshow requires JavaScript.

สัมผัสผลงานดีไซน์ระดับไอคอนิค ดีไซน์แห่งการอยู่อาศัยอันมีรสนิยมที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ฟิลิปป์ สตาร์ค” นักออกแบบอัจฉริยะชื่อก้องโลก ภายใต้แบรนด์ yoo inspired by Starck ครั้งแรกในไทยได้แล้ววันนี้ ณ เซลส์ แกลอรี่ โครงการ KHUN by yoo inspired by Starck ชั้น 4 ศูนย์การค้า เจ อเวนิ ทองหล่อ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

โครงการ KHUN by yoo inspired by Starck

ทำไมต้องไปงานแสดง ‘ตราไปรษณียากรโลก’ ที่พารากอน

งานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561 (Thailand 2018 World Stamp Exhibition) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

งานนี้จัดโดยไปรษณีย์ไทยร่วมกับสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยววิถีไทย ในยุคดิจิทัล 4.0” งานนี้มีอะไรดีที่ทำให้ต้องไปชม

ไฮไลท์อย่างแรกคือคือ การจัดแสดงไปรษณียบัตรส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานให้นำมาจัดแสดงจำนวน 191 ชิ้น ไฮไลท์สุดพิเศษจะอยู่ที่สิ่งสะสมชิ้นพิเศษ 20 ชิ้น ที่ยังไม่เคยถูกนำไปจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ซึ่งเป็นไปรษณียบัตรที่ทรงเขียนจ่าหน้าถึงพระองค์เองในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินยังต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีโซนสำคัญอย่างการจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร การจัดแสดง “จดหมาย 3 แผ่นดิน” หลักฐานการบันทึกเหตุการณ์สำคัญของไทย ตั้งแต่ สมัยอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ซึ่งจดหมายที่พบฉบับนี้เป็นจดหมายที่เหลืออยู่เพียงฉบับเดียวในไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2231 (ค.ศ.1688) หรือประมาณ 330 ปี มาแล้ว สมัยกรุงธนบุรี เป็นพระราชโองการจากจักรพรรดิเฉียนหลงฮ่องเต้ ซึ่งเอกสารฉบับนี้นับเป็นหนังสือสื่อสารระหว่างจีนและสยามที่เก่าแก่ที่สุดสมัยรัตนโกสินทร์

เป็นจดหมายของ 2 รัชกาล ได้แก่ จดหมายลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ซึ่งเป็นจดหมายที่พระองค์ทรงเขียนตอบโต้ เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง จดหมายลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (The Second King of Siam กษัตริย์องค์ที่ 2 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ซึ่งเป็นจดหมายที่หาชมได้ยากมาก

โดยใจความในจดหมายฉบับนี้ ได้กล่าวถึง สนธิสัญญาที่ไทยได้ทำกับประเทศเดนมาร์ก และจดหมายลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งเนื้อความในจดหมายได้กล่าวถึง การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศอินเดีย มาประดิษฐานยังประเทศไทยเพื่อให้ชาวสยามได้กราบสักการะบูชา

และจดหมายที่ทรงกล่าวถึงพระราชพิธีการเปิดรถไฟท่าจีน โดยพระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า ควรให้สยามมกุฎราชกุมาร (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร) เป็นผู้แทนพระองค์ไปเปิดสถานีรถไฟท่าจีนแทน

นอกจากนี้สำหรับนักสะสมแสตมป์ทั่วโลกพลาดไม่ได้ คือ การประกวดเเสตมป์แห่งความภาคภูมิใจของนักสะสมแสตมป์ ซึ่งผู้ชนะจะได้รับ 3 รางวัลยิ่งใหญ่ระดับโลกที่ได้รับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ได้แก่ รางวัลกรังด์ปรีซ์ เนชั่นแนล รางวัลผลงานดีเด่นที่สุดของสิ่งประกวด ที่เป็นของประเทศไทย รางวัลกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล รางวัลผลงานดีเด่นที่สุดของสิ่งประกวดที่เป็นของนานาชาติ ยกเว้นประเทศไทย และรางวัลกรังด์ปรีซ์ ดอร์เนอร์ รางวัลผลงานดีเด่นที่สุดของสิ่งประกวดที่เคยได้รับรางวัลเหรียญทองใหญ่ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง

ซึ่งล่าสุดนักสะสมแสตมป์จากทั่วโลกได้ตอบรับผลงานเข้าร่วมแสดงและประกวดกว่า 600 ผลงาน รวมมูลค่าหลายพันล้านบาท

สำหรับในส่วนของไปรษณีย์ไทยนั้นได้ทำการออกแบบแสตมป์ที่ระลึกสุดพิเศษ ชุดงานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561 และจัดทำแสตมป์นิทรรศน์ “Stamp Journey เที่ยวทุกที่วิถีไทย” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในแต่ละภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับ “ท่องเที่ยววิถีไทย ในยุคดิจิทัล 4.0”

โดยแสตมป์ที่ระลึก ชุดงานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561 มีด้วยกันทั้งหมด 5 แบบ นำเสนอเรื่องราวการท่องเที่ยวเมืองรอง ตามโครงการเที่ยว 55 เมืองรองของ ททท.

โดยคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยว 5 จังหวัด ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ 1. สะพานขาวทาชมพู จ.ลำพูน สะพานประวัติศาสตร์ที่รอดพ้นจากการถูกทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง 2. อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร อุทยานบัวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีสายพันธุ์บัวกว่า 100 สายพันธุ์ 3. หาดทรายดำ จ.ตราด หนึ่งใน 5 หาดมหัศจรรย์ของโลกที่เกิดขึ้นจากระบบนิเวศของธรรมชาติ

  1. หมู่บ้านทำกลอง จ.อ่างทอง หมู่บ้านผลิตกลองที่มีชื่อเสียงและดีที่สุดในประเทศไทย และ 5. ซุ้มประตูหิน จ.สตูล เป็นซุ้มประตูหินธรรมชาติ สัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา ซึ่งมีความเชื่อว่าคู่รักคู่ใด ที่ได้ลอดซุ้มประตูหินนี้จะสมหวังในความรักและครองคู่กันอย่างมีความสุข โดยแสตมป์ทั้ง 5 แบบ กำหนดวันแรกจำหน่ายในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ราคาดวงละ 3 บาท และ 15 บาท

ส่วนแสตมป์นิทรรศน์ “Stamp Journey เที่ยวทุกที่วิถีไทย” เป็นนิทรรศการที่ย่อส่วนเมืองไทย เพื่อให้เที่ยวได้ในชั่วอึดใจเดียว พร้อมกิมมิคสุดเก๋ไก๋ในรูปแบบ interactive เอาใจคนชอบเที่ยวแบบมีสไตล์ และรับพาสปอร์ตเพื่อร่วมสนุกกับกิจกรรมของแต่ละภาค ประกอบด้วย

เจอนี่ ไปเจอเหนือ สัมผัสสวรรค์แดนสนธยา ตามล่าทะเลหมอก แถมกิ๋นลำ อีสาน เจอนั่น มัน แซ่บ นัว ชมทุ่งดอกบัวแดง พร้อมแซ่บนัว ให้ทั่วอีสาน เที่ยวกลางเจอนี่ มีดีมาให้เจอ ไหว้หลวงพ่อทองคำ ขอพรเสี่ยงเซียมซี เรียนรู้หัตถศิลป์ถึงถิ่นที่มา

เจอเธอ เจอฉัน เจอกันตะวันออก นวดสปาทรายสีดำ ของดีจากธรรมชาติ เชียร์แข่งวิ่งควายหนึ่งเดียวในโลก เจอนั่น เจอนี่ ที่ภาคใต้ แอบแลนกเงือก ลอดซุ้มประตูหิน หรอยจริงหนังลุง

พร้อมกันนี้ไปรษณีย์ไทยยังร่วมออกบูธให้บริการไปรษณีย์จำหน่ายแสตมป์และสิ่งสะสมที่น่าสนใจ และสินค้าที่ระลึกต่างๆ รวมถึงบริการทำ iStamp ดีไซน์เก๋ๆ โดยสามารถนำภาพของคุณไปปรินท์เป็นแสตมป์จริงได้

ธรรมศาสตร์ เปิดบริการ Mobike จักรยานสาธารณะอัจฉริยะ

ม.ธรรมศาสตร์เปิดให้บริการ จักรยานสาธารณะอัจฉริยะ Mobike แล้ววันนี้เพื่อเพิ่มทางเลือกและอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับ นักศึกษา อาจารย์ บุคลากร และประชาชน ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่มีพื้นที่มากกว่า 1,757 ไร่

โดยครั้งนี้เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโซลูชัน IoT ในการยกระดับ TU-Smart City ให้เป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับระบบคมนาคมเดิมที่มีอยู่ภายใต้แนวคิด “aBiky” Anywhere Anyone Anytime

Mobike เป็นจักรยานที่มีการเชื่อมต่อการทำงานกับระบบแพลตฟอร์ม IoT บนเครือข่าย AIS NB-IoT ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกผ่านทางแอปพลิเคชัน ทั้งการค้นหาจักรยาน, ทำการจองจักรยาน, ปลดล็อกจักรยานเพื่อการเดินทาง รวมถึงชำระเงินได้ง่ายๆ ด้วยมือถือ

ทำให้ทุกคนสามารถแชร์จักรยานกันได้ทุกคัน นำไปจอดยังจุดจอดจักรยานที่กำหนดภายในมหาวิทยาลัย สังเกตตัวอักษรตัว P ได้บนแอปพลิเคชัน หรือ ป้ายจุดจอดจักรยาน เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง

การใช้งานจักรยานอัจฉริยะสาธารณะนี้ จะเข้ามาเสริมการคมนาคมภายในมหาวิทยาลัย โดยใช้จักรยานเชื่อมต่อการเดินทางจากจุดสำคัญในระยะสั้นๆ จอดรถส่วนตัว หรือลงจากรถโดยสารสาธารณะ แล้วใช้จักรยาน Mobike ต่อเพื่อไปยังสถานที่ต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยฯ อาทิ ใช้ในการเดินทางระหว่างเปลี่ยนวิชาเรียนหรืออาคารเรียน หรือนักศึกษาที่อยู่ภายในหอพักก็สามารถใช้เป็นยานพาหนะหลักได้

ซึ่งภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการจัดทำเลนสำหรับปั่นจักรยานไว้โดยรอบอยู่แล้วอีกทั้งมีการออกแบบจุดจอดจักรยาน Mobike และป้ายแสดงจุดจอดไว้อย่างชัดเจน จึงพร้อมสำหรับการเปิดให้บริการจักรยานอัจฉริยะทันที

สำหรับบริการที่เปิดให้นี้เริ่มต้นใช้งานง่ายๆ เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Mobike และติดตั้งบนโทรศัพท์มือถือ ทำการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนด้วยการตอบรับผ่าน PIN SMS และเมื่อใช้งานก็ทำการสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อปลดล็อกจักรยานผ่านแอปพลิเคชั่น

ซึ่งในจักรยานโมไบค์จะมีระบบ GPS และเทคโนโลยีสมาร์ทล็อก ที่จะเป็นการลงทะเบียนใช้แบบเชื่อมต่อผ่านแพลตฟอร์ม IoT โดยจะคิดค่าบริการในอัตราราคา 10 บาทต่อการใช้ 20 นาที และสามารถชำระเงินผ่านทางแอปพลิเคชัน

ผู้ใช้สามารถเลือกโปรโมชันได้ดังนี้ 1.ผ่าน Rabbit LINE Pay โปรโมชันพิเศษ! รับส่วนลด 50 % สูงสุด 50 บาทต่อคนต่อรายการต่อเดือน เมื่อชำระเงินค่าบริการรายเดือน Mobike Pass หรือเติมเงินเข้ากระเป๋า Mobike ตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2562

2.Mobike Pass 1 เดือน ในราคาเพียง 150 บาท/สิทธิ์ ใช้ได้นาน 30 วัน ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (ใช้ได้ครั้งละไม่เกิน 2 ชม.)
3.Mobike Pass 3 เดือน ในราคาเพียง 250 บาท/สิทธิ์ ใช้ได้นาน 90 วัน ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (ใช้ได้ครั้งละไม่เกิน 2 ชม.)