พรีไซซ ดึงกีวี่ นำเข้า IoT LORA พัฒนาเมืองและคลังสินค้าอัจฉริยะให้เป็นจริง

พรีไซซ ดิจิตอล อีโคโนมี่ จำกัด จับมือบริษัท กีวี่ เทคโนโลยี จำกัด จากไต้หวัน นำเข้าเทคโนโลยี IOT LORA มาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพความเป็นเมืองอัจฉริยะตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

พล.อ.อ.สมชาย เธียรอนันท์ ประธานกรรมการบริษัท พรีไซซ ดิจิตอล อีโคโนมี่ จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัท กีวี่ เทคโนโลยี จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ระบบเซนเซอร์ และเครือข่ายการส่งสัญญาณระยะไกลแบบ LORA เพื่อต่อเชื่อมกับอุปกรณ์เซนเซอร์ต่างๆ ซึ่งมีประสบการณ์ในการติดตั้งระบบดังกล่าวที่บริเวณโดยรอบกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน และไต้หวัน

ในความร่วมมือครั้งนี้ พรีไซซ จะนำเทคโนโลยี LORA มาใช้ในการเชื่อมต่อระบบอุปกรณ์คลังสินค้าและระบบการจ่ายไฟทั่วประเทศ โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายนำข้อมูลมาประมวลผลที่ส่วนกลาง และติดตั้งเซนเซอร์ความร้อน และกระแสไฟฟ้าที่หม้อแปลงต่อเชื่อมกับเสาไฟประชารัฐในระดับเทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อการลดค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษา และเสริมสร้างขีดความสามารถของเมืองในการเพิ่มความปลอดภัย และความสะดวกในการเดินทางของประชาชน”

พล.อ.อ.สมชาย เธียรอนันท์ กล่าวต่อไปว่า “บริษัท พรีไซซดิจิตอล อีโคโนมี่ จำกัด หรือ PDE เป็นบริษัทในเครือกลุ่มพรีไซซ(PRECISE) ที่มีผลิตภัณฑ์เป็นนวัตกรรมที่ผสานเทคโนโลยีให้เข้ากับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน โดยให้บริการพัฒนาระบบอุตสาหกรรม 4.0 ระบบเครือข่ายเซนเซอร์ไร้สาย ระบบไฟควบคุม และระบบงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องใช้เซนเซอร์ในงานอุตสาหกรรม การพัฒนาเมือง และการเกษตรอัจฉริยะ

นอกจากนี้การนำระบบเครือข่าย LORA มาพัฒนาใช้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ยังเพิ่มความมั่นใจในเรื่องของ Cyber Security โดยการวางระบบเครือข่ายอินทราเน็ต พร้อมทั้งการเข้ารหัสระดับสูงในการรับส่งข้อมูล เพื่อป้องกันการยึดครองโดยอาชญากรไซเบอร์ ทั้งนี้PDE ได้ตระหนักถึงความสำคัญในระบบความมั่นคงปลอดภัยจากการโจรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

“นอกจากนี้ยังมี นาย.AnthonyBargar Managing Director of Cyber Security Consulting Group จากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา และร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายในบริษัทให้มีประสิทธิภาพในการป้อนกันความเสี่ยง และจำกัดการโจมตีจากอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิส์ได้ดียิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่างบริษัท พรีไซซดิจิตอล อีโคโนมี่ จำกัด กับบริษัท กีวี่ เทคโนโลยี จำกัด จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ พัฒนาบุคลากรด้าน IOT และพัฒนาระบบอัจฉริยะแก่ประเทศไทยในระดับที่เป็นเลิศในการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่ประชาชน และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้เทียบเท่ากับต่างประเทศ

MQDC เนรมิตพื้นที่ 300 ไร่ ผุด The Forestias ผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีสร้างความสุข

MQDC ผุดโครงการแฟลกชิพใหม่ ‘The Forestias’ นิยามความสุขที่แท้จริงแบบธรรมชาติ ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เพื่อตอบสนองความเป็นอยู่แห่งอนาคต พร้อมอัปเกรดสู่เมืองอัจฉริยะเพื่อเชื่อมต่อออนไลน์ได้อย่างอิสระ บนเนื้อที่ 300 ไร่ ย่านบางนา ด้วยงบลงทุนกว่า 90,000 ล้านบาท พร้อมดึงนักออกแบบจากทั่วโลกร่วมสร้างสรรค์และออกแบบความสุขที่แท้จริงให้เกิดขึ้นภายในโครงการตลอด 24 ชั่วโมงใน 7 วัน

นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นแฟลกชิพด้านอสังหาริมทรัพย์ครั้งแรกของโลก ที่ชูความสุขที่แท้จริงของธรรมชาติ ให้มาอยู่ในพื้นที่พักอาศัยด้วยแนวคิด ‘ The Forestias ‘ ซึ่งจะผสานความเป็นธรรมชาติจากผืนป่าที่เราสร้างขึ้นในสัดส่วนกว่า 45% เพื่อรักษาระบบนิเวศที่ยั่งยืน

ด้วยปัญหาของพื้นที่ป่าในปัจจุบันเหลือน้อยลง ส่งผลให้ระบบนิเวศน์มีการเปลี่ยนแปลงไป ความสมบูรร์ของธรรมชาติลดลงกว่า 12% โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งเป็นเขตร้อนชื้นมีความสมบูรณ์ลดลงกว่า 35% ซึ่งเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า สังเกตได้จากข้อตกลงในการประชุมเพิร์ทซัมมิท ที่มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในอนาคต

ไม่เว้นแม้กระทั่งความเปลี่ยนแปลงของก้อนน้ำแข็งในขั้วโลกที่จะทำให้เกิดปริมาณน้ำจืดมหาศาล ส่งผลให้เกิดสภาวะน้ำท่วมที่มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นทุกปี อีกทั้งในส่วนของชั้นบรรยากาศที่ถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนที่จะกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คนต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

ในขณะที่ความเป็นอยู่ของครอบครัว เริ่มมีความเหินห่างกันมากขึ้น มากกว่า 90% ของคนไทย มีการยืดติดกับเครื่องมือสื่อสารมากเกินไป และมากกว่า 20ล้านครัวเรือนของโลกมีขนาดครอบครัวที่เล็กลงมากที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้สภาวะครอบครัวเริ่มมีความเหินห่างมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวม

ขณะที่การเกิดขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุ หลายๆประเทศเริ่มมีการวางแผนเพื่อรองรับการเป็นอยู่ ซึ่งบางประเทศเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว ทั้งในประเทศญี่ปุ่น และในยุโรป ขณะที่ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2050 ซึ่งจะมีอัตราผู้สูงอายุสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันนี้เราต้องเริ่มถามกับสังคมแล้วว่า เราจะสามารถทำอะไรได้จากปัญหาที่จะเกิดขึ้นนี้ ซึ่งประชากรโลกกว่า 300 ล้านคนเริ่มประสบปัญหาโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องที่กระทบกับประชากรโลกทุก เราจึงควรหันมามองว่า ความสุขที่แท้จริง ของเรานั้นเป็นอย่างไร แน่นอนว่าความสุขของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ความสุขนั้นต้องรายล้อมไปด้วยเรืองราวรอบตัวเราเหมือนกันทุกคน

ด้วยจุดตั้งต้นของความสุขที่ยั่งยืนนั้น MQDC จึงก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ความสุขด้วยโครงการ The Forestias เพื่อคงสภาพของป่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขของการเป็นอยู่ต่อไปในอนาคต แต่จะผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวก และเชื่อมโยงการสื่อสารทั้งหมดที่มีทั้งในปัจจุบันและเตรียมการรองรับสู่อนาคต ซึ่งจะสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นเมืองอัจฉริยะที่ผสานธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

ด้านนายกิตติพันธ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC กล่าวว่า The Forestias เข้าใจดีว่าการสร้างความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้เราต้องมาศึกษาอย่างจริงจังว่าหากต้องการสร้างความสุขเป็นที่ตั้ง จะทำอย่างไรให้เกิดความสุขที่ทุกคนสัมผัสได้ สิ่งแวดล้อมแบบไหนที่ทำให้เกิดความเครียดน้อยลง ทำให้คนมีความสุขมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า ยังไม่มีใครนำองค์ความรู้ที่มีมาสร้างป่าที่มีความสุขให้เกิดขึ้นจริง โครงการนึ้จึงนับเป็นที่แรกของโลกที่จะเกิดขึ้น

The Forestias

 

ความตั้งใจของเราคือการทำให้มนุษย์ผสมผสานกับการอยู่กับธรรมชาติมากที่สุด เราเชื่อว่ามนุษย์มีความสุขเมื่ออยู่กับธรรมชาตินับตั้งแต่อดีต แต่ปัจจุบันมนุษย์เริ่มห่างหายจากธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโครงการนี้จะสร้างพื้นที่ป่าที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติจริง รวมถึงสัตว์ป่าที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์ โดยที่มนุษย์ยังสามารถเข้าไปทำกิจกรรมเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างแนบแน่น

ซึ่งก่อนที่เราจะเข้าไป เราได้ศึกษาระบบนิเวศน์ดั้งเดิมที่เคยมีอยู่ และเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนสัตว์ในธรรมชาติได้กว่า 500 สายพันธุ์ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า

ขณะที่การออกแบบพื้นที่การพักอาศัยกว่า 55% คิดเป็นราว 300,000 ตารางเมตร จะสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้กับทุกวัย เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยได้มีพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละวัยอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังจะมีพื้นที่ของการสร้างสรรค์กิจกรรมร่วมกันได้อย่างมีความสุข

และท้ายที่สุด เราเชื่อว่าเมื่อเรามีครอบครัวที่มีความสุข การสร้างชุมชนที่มีความสุข สนับสนุนให้คนออกมาทำกิจกรรม การออกกำลังกาย เพื่อให้เกิดเป็นชุมชนที่มีความสุข แน่นอนว่าเพื่อแก้ปัญหาการเกาะติดเครื่องมือสื่อสารในความเป็นอยู่ปัจจุบัน อีกทั้งในส่วนของการเดินยังยังสนับสนุนให้เกิดการเดินทางที่ปลอดภัย และใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งหมดจะทำให้เกิดความสุขที่แท้จริงอย่างยั่งยืนในสังคมนี้ได้

นอกจากนี้ยังสร้างสิ่งแวดล้อม ทั้งโครงสร้างพื้นฐานรองรับความอัจฉริยะของเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้น ทั้งการขนส่งด้วยโดรน และถนนสำหรับการใช้รถไร้คนขับ โดยทั้งหมดจะรองรับการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและตลอดไป

นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่เอื้อให้เกิดการดูแลรักษาที่ดี ด้วย Central Utiliyies Concept ช่วยลดพลังงงานความร้อนที่เกิดขึ้นให้มาอยู่ในจุดๆเดียว เพื่อทำให้สภาพแวดล้อมทั้งหมดเกิดความเย็น อีกทั้งยังเป็นการลดอุณภูมิลงจากปกติได้กว่าเดิม 2-3 จุด ด้วยการเพิ่มระบบน้ำที่เดินเข้าแทนที่ความร้อนภายในโครงการ

ด้วยโครงการทั้งหมดจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 30,000 ตันต่อปี เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ที่มีอายุ 10 ปีเป็นจำนวนกว่า 370,000 ต้น และองค์ความรู้ของการสร้างระบบนิเวศน์นี้ขึ้นมา จะถูกรวบรวมให้เป็น Education Center ด้านการปลูกป่า เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้มาเรียนรู้และเก็บสะสมองค์ความรู้ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมต่อไป

ทั้งนี้ โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากพาร์ทเนอร์ระดับโลก ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบและวางแผนในส่วนต่างทั้งนวัตกรรม การปลูกป่า การออกแบบอาคารระดับโลก ที่จะเข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดแฟลกชิพด้านอสังหาริมทรัพย์ครั้งแรกของโลก โดยเชื่อว่าทำเลที่ตั้งของเราจะเป็นทำเลที่มีศักยภาพ และด้วยจำนวนพื้นที่กว่า 300 ไร่ เชื่อว่าจะสามารถสร้าวสรรค์ป่าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งประกอบไปด้วยหลากหลายโครงการที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผู้คนทุกวัย เพื่อให้เกิดการอยู่อาศัยที่มีความสุข

ทั้งหมดเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของบริษัท ในการดูแลรักษาพลังงานสะอาด การออกแบบที่ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม การดูแลเรื่องการศึกษา การเป็นอยู่อย่างมีความสุข เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนมีความสุขในการอยู่อาศัย

ความโดดเด่นด้านการรักษ์สิ่งแวดล้อมและความมุ่งมั่นที่ต้องการสร้างความสุขที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในโครงการนี้ มหาวิทยาลัย ฮาวาร์ด จึงสนใจเข้ามาเรียนรู้รายละเอียดของโครงการ เนื่องจาก ‘The Forestias’ เป็นโครงการแรกของโลกที่ลงทุนสร้างสรรค์ความสุขให้เกิดขึ้นภายใต้ธรรมชาติที่แวดล้อมอย่างเป็นกันเองมากที่สุด บนข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นมานานว่า ‘ความสุขที่แท้จริง’ ของคนนั้นอยู่ตรงไหน

แสนสิริ ทุ่ม 2.8 พันล้าน สยายปีกสู่ 6 ธุรกิจเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์

แสนสิริ ก้าวล้ำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยแผนการลงทุนมูลค่า 80 ล้านดอลล่าร์ หรือ 2,800 ล้านบาทใน 6 ธุรกิจด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของโลก ซึ่งเป็นการขยายฐานการลงทุนในธุรกิจอื่นครั้งสำคัญเพื่อสร้างพันธมิตรในประเภทธุรกิจอันหลากหลาย โดยทั้ง 6 ธุรกิจล้วนมีอัตราการเติบโตสูงในตลาดโลก

ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของแสนสิรินอกประเทศไทย เร่งเดินหน้ากลยุทธ์โมเดลธุรกิจแบบ asset light ในยุคปฏิวัติดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสจากการผนึกกำลังร่วมและโอกาสการเติบโตที่รวดเร็ว โดยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของบริษัททั้งหกจากการเข้าถือหุ้นของแสนสิริจะส่งผลดีต่อธุรกิจหลักของแสนสิริ

การลงทุนครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของแสนสิริที่มุ่งให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตในอนาคต ครอบคลุมทั้งแนวทางการดำเนินชีวิต การทำงาน การพักผ่อนหย่อนใจ และการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีและสื่อรูปแบบใหม่ ๆ

ธุรกิจที่แสนสิริร่วมลงทุนครั้งนี้ประกอบด้วย Standard International แบรนด์ที่ทรงพลังที่สุดในธุรกิจบูติกโฮเทลซึ่งพลิกโฉมหน้าวงการโรงแรมระดับไฮเอนด์แบบใหม่ไปสู่อีกรูปแบบ One Night แอปพลิเคชั่นจองโรงแรมที่ปฎิวัติวิธีการจองภายในวันเข้าพักในโรงแรมที่คัดสรรมาอย่างดีจากทั่วโลกให้เลือก Hostmaker บริษัทผู้บริหารจัดการอสาหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งจากลอนดนให้ Airbnb

JustCo ผู้ให้บริการโคเวิร์คกิ้ง สเปซสุดสร้างสรรค์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Farmshelf นวัตกรรมฟาร์มอัจฉริยะเพื่อการปลูกผักสดสะอาดในที่พักอาศัย และ Monocle แบรนด์สื่ออันทรงอิทธิพลระดับโลก ครอบคลุมทั้งสิ่งพิมพ์ ออนไลน์ วิทยุ ภาพยนตร์ รีเทล และธุรกิจบริการ

แสนสิริ

ทั้งนี้แสนสิริเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2527 และเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรรายเดียวของประเทศซึ่งมีมูลค่ายอดขายโครงการมากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังมีชื่อเสียงอันแข็งแกร่งในต่างประเทศ ทั้งจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ด้วยเป้าหมายยอดขายในตลาดต่างประเทศในปี 2560 ที่ 12,000 ล้านบาท

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย สอดคล้องกับการเติบโตของจีดีพี ซึ่งการเติบโตในระดับที่ไม่สูงนัก แต่แสนสิริวางเป้าหมายการเติบโตในระดับสูง และการลงทุนครั้งนี้นับเป็นการพัฒนาที่อยู่นอกเหนือธุรกิจหลักของเราเป็นครั้งแรก

เรากำลังขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกและมุ่งลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพที่ดีในการสร้างรายได้ใหม่ ๆ จากธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และอาศัยพันธมิตรในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเราไปพร้อม ๆ กัน”

“ก้าวสำคัญต่อไปของเราคือการมุ่งตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคโดยการสร้างสรรค์แพลตฟอร์มระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะผลักดันให้แสนสิริก้าวสู่ความเป็นแบรนด์ระดับโลก เป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรที่หลากหลายยังนับเป็นการพลิกโฉมแสนสิริเพื่อสร้างการเติบโตสู่อนาคต

โดยให้ความสำคัญใน 3 ด้านคือ 1. การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก 2. การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพักอาศัย หรือ PropTech ร่วมกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำ และ 3. การเสริมสร้างบทบาทความเป็นผู้นำและขยายฐานกลุ่มเป้าหมายผ่านสื่อไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม” นายเศรษฐาเสริม

“ธุรกิจหลักของเรายังคงเป็นการพัฒนาและสร้างสรรค์ที่พักอาศัย แต่จุดมุ่งหมายของเราขยายกว้างขึ้นสู่ความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ตั้งแต่บ้านที่เราพักอาศัย สู่วิถีในการเดินทาง และอาหารการกินที่สดใหม่ที่สุด แสนสิริและพันธมิตรของเราจะมุ่งมั่นร่วมกันสรรสร้างวิถีแห่งการใช้ชีวิต การทำงาน การเรียนรู้ และการพักผ่อนหย่อนใจเพื่อวันข้างหน้าที่ดีขึ้น” นายเศรษฐากล่าวปิดท้าย

รายละเอียดการลงทุนทั้ง 6 ราย
Standard International (สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล)

แสนสิริ

The Standard (เดอะ สแตนดาร์ด) เป็นแบรนด์ที่ทรงพลังที่สุดในธุรกิจบูติกโฮเทล มีโรงแรมในเครือทั้งหมด 5 แห่ง ในนิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส และไมอามี และโรงแรมแห่งใหม่ที่กำลังจะเปิดเร็วๆ นี้ในลอนดอน

The Standard คือผู้บุกเบิกในธุรกิจโรงแรมแบบไลฟ์สไตล์และสร้างประสบการณ์การเข้าพักในโรงแรมที่ใหม่หมดทุกรายละเอียด ตั้งแต่รายละเอียดของการออกแบบ ไปจนถึงการเป็นจุดหมายสุดสร้างสรรค์เพื่อสัมผัสกับชุมชนและวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

โดยโรงแรมทุกแห่งมีภัตตาคาร ไนท์ไลฟ์ และร้านค้าที่มีคุณภาพเป็นเลิศ และมีช่องทางการสื่อสารออนไลน์ที่โดดเด่นเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ซึ่งเป็นลูกค้าเป้าหมาย ทั้งในเมืองที่ตั้งของโรงแรมและที่อื่น ๆ

ด้วยการลงทุนมูลค่า 58 ล้านดอลล่าร์ แสนสิริจะเป็นผู้ถือหุ้น 35% ในสี่กลุ่มธุรกิจของ Standard International ประกอบด้วย The Standard Hotel Operations and Management, Bunkhouse Group, แอปพลิเคชั่น One Night และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของโรงแรม

แผนการลงทุน การลงทุนครั้งนี้จะใช้เป็นเงินลงทุนในโรงแรมใหม่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มใหม่ และในการพัฒนานวัตกรรมแอพพลิเคชั่น One Night สำหรับการจองโรงแรมแบบนาทีสุดท้าย (Last minute booking) เพื่อเข้าพักในวันเดียวกันโดยมีโรงแรมไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรมาแล้วจากทั่วโลกให้เลือก

มร. อามาร์ ลาลวานี่ ซีอีโอและ Managing Partner สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “The Standard มีชื่อเสียงในฐานะผู้บุกเบิกด้านบริการโรงแรมที่พัก การเดินทาง อาหารชั้นเลิศ ไนท์ไลฟ์ และอื่น ๆ ด้วยแนวคิดที่แหวกขนบเดิม ๆ และแฝงความสนุกสนาน

สร้างความละเมียดละไมด้วยการออกแบบ การเพิ่มเติมรายละเอียด และการบริการที่สุดพิถีพิถัน การจับมือกับแสนสิริจะช่วยให้เราเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ในการพัฒนานวัตกรรมจากเทคโนโลยีและโรงแรมใหม่ ๆ ทั้งในเอเชีย และภูมิภาคอื่นทั่วโลก”

One Night (วัน ไนท์)

แสนสิริ

One Night เป็นแอปพลิเคชั่นสำหรับการจองโรงแรมที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล กลุ่มบริษัทเจ้าของบริษัท เดอะ สแตนดาร์ด โฮเท็ล กรุ๊ป และเป็นแพล็ตฟอร์มการจองโรงแรมระบบแรกซึ่งออกแบบโดยบริษัทโรงแรมเอง

One Night คือแพลตฟอร์มที่ใช้งานบนสมาร์ทโฟน ซึ่งมีรายได้เติบโตอย่างรวดเร็วจากการจองโรงแรมบนเครือข่ายโมบาย ความต้องการในโรงแรมที่พักที่สร้างประสบการณ์อันน่าจดจำ ตลอดจนไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่งของกลุ่มลูกค้าผู้บริโภครุ่นใหม่

One Night จึงเกิดขึ้นเพื่อนำเสนอแนวความคิดใหม่ในธุรกิจโรงแรม ซึ่งไม่มองคู่แข่งเป็นคู่แข่ง แต่มองคู่แข่งเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพในการทำอะไรร่วมกันได้เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษให้ลูกค้าและเสริมสร้างธุรกิจไปด้วยกัน

แผนการลงทุน แสนสิริจะช่วยส่งเสริมให้ One Night พัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพและเติบโตในตลาดนานาชาติ โดยเฉพาะในเอเชีย

มร. จิมมี่ ซูฮ์ ประธานบริหาร One Night กล่าวว่า “การลงทุนจากแสนสิริช่วยให้เรามีเงินทุนในการพัฒนาธุรกิจอย่างเต็มศักยภาพและเติบโตในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังทำให้เราเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ จากการลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ ของแสนสิริ ซึ่งจะช่วยให้เราเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง”

Hostmaker (โฮสต์เมกเกอร์)

แสนสิริ

Hostmaker คือบริษัทผู้ให้บริการบริหารการเช่าที่พักอาศัยและผู้บริหารการจองที่พักอันดับหนึ่งของ Airbnb ที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพมาแล้ว แสนสิริเล็งเห็นถึงเทรนด์ home-sharing หรือการแบ่งที่พักอาศัยให้เช่ากำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลให้บริการด้านบริหารที่พักอาศัยเติบโตขึ้นตามไปด้วย

Hostmaker ดำเนินธุรกิจในลอนดอน โรม ปารีส และบาเซโลน่า โดยให้บริการลูกค้าผู้พักอาศัยมาแล้วกว่า 150,000 คนทั่วโลก

แผนการลงทุน Hostmaker จะขยายธุรกิจสู่เอเชียภายใต้การสนับสนุนของแสนสิริ ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างรายได้ใหม่ ๆ จากตลาดนอกประเทศไทยให้กับแสนสิริ

มร. นกุล ชาร์มา ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอ Hostmaker กล่าวว่า “เราคือบริษัทด้าน PropTech ที่มุ่งสร้างโซลูชั่นด้านการพักอาศัยในยุคเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน (sharing economy) เพื่อตอบสนองความคาดหวังด้านบริการที่สูงขึ้นของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เงินทุนจากแสนสิริจะเปิดโอกาสใหม่ให้เราเติบโตด้วยบริการใหม่ ๆ และเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ เช่นเดียวกับการนำเอาความเชี่ยวชาญในตลาดนานาชาติของเรามาช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าของแสนสิริ และพลิกโฉมแวดวงอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่การเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม”

JustCo (จัสท์โค)

แสนสิริ

JustCo คือ ผู้ให้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันเปิดให้บริการทั้งหมด 11 แห่ง และมีแผนจะเปิดสาขาใหม่อีก 20 แห่งในในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2561

ซึ่งแสนสิริเล็งเห็นว่าในอนาคตองค์กรขนาดใหญ่จะหันมาใช้สถานที่ทำงานแบบโคเวิร์คกิ้งสเปซมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้พนักงานเกิดพลังสร้างสรรค์ การผสมผสานทางความคิด และพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดี แสนสิริวางเป้าหมายให้ JustCo ขยายการเติบโตอย่างรวดเร็ว

แผนการลงทุน แสนสิริและ JustCo ร่วมกันวางแผนเปิดตัว JustCo สาขาใหม่ 4 แห่งในกรุงเทพฯ ในปี 2561 รวมทั้งขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในเอเชีย

มร. วัน ซิง คง ซีอีโอ และผู้ก่อตั้ง JustCo กล่าวว่า “JustCo สร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์มาอย่างต่อเนื่องในเมืองต่าง ๆ ความร่วมมือกับแสนสิริจะช่วยเปิดประตูให้เราขยายธุรกิจสู่กรุงเทพฯ นับเป็นเงินทุนที่มาในช่วงเวลาอันเหมาะสม เพราะเรากำลังพร้อมขยายธุรกิจสู่เมืองหลักอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เช่น จาการ์ต้า กัวลาลัมเปอร์ โฮจิมินซิตี้ และมะนิลา ด้วยรากฐานอันแข็งแกร่งและการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากแสนสิริ เราคาดว่าจะสามารถขยายโคเวิร์คกิ้งสเปซได้ครบ 30 แห่งทั่วเอเชียแปซิฟิกภายในปี 2561 ซึ่งแสนสิริเองก็สามารถเข้าถึงฐานสมาชิกของเราซึ่งเป็นผู้บริโภคที่มีศักยภาพสูงกว่า 12,000 คนเช่นกัน”

Farmshelf (ฟาร์มเชลฟ์)

แสนสิริ

Farmshelf คือผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมการเพาะปลูกแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ทุกคนสามารถปลูกผักเพื่อการบริโภคได้ง่ายดายภายในบ้านหรือที่ทำงาน แสนสิริลงทุนใน Farmshelf เนื่องจากเล็งเห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจด้านสุขภาพ และแนวโน้มของผู้บริโภคที่มีความต้องการอาหารคุณภาพที่สดใหม่ รวมทั้งปรากฏการณ์การพักอาศัยแบบร่วมมือแบ่งปันกัน (collaborative living)

แผนการลงทุน Farmshelf มีโอกาสทางธุรกิจอันมหาศาลเพื่อการนำไปใช้ในโครงการที่พักอาศัยต่าง ๆ ของแสนสิริ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกบ้าน การร่วมเป็นพันธมิตรครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ทั่วภูมิภาคเอเชีย

มร. แอนดรู เชียเรอร์ ซีอีโอ Farmshelf กล่าวว่า “เราเชื่อในเรื่องการผลิตอาหารเพื่อบริโภคด้วยตัวเอง ซึ่งแม้แต่คนเมืองที่มีชีวิตอันรีบเร่ง และมีพื้นที่อาศัยจำกัดก็สามารถทำได้ Farmshelf ช่วยให้ทุกคนปลูกพืชผักเป็นอาหารในที่พักอาศัย หรือที่ทำงาน โดยใช้แอปพลิเคชั่นและเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ที่ทันสมัย

ด้วยเงินทุนจากแสนสิริ เราสามารถต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำวัฒนธรรมใหม่นี้มาสู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตรวดเร็วแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังมีผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัยและเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนและมีสุขภาพดี”

Monocle (โมโนเคิล)

แสนสิริ

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของอุตสาหกรรมสื่อในระหว่างทศวรรษที่ผ่านมา Monocle กลับสามารถสร้างความสำเร็จด้วยการนำเสนอประสบการณ์แบบลักชัวรี่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์

ผสมผสานกับการเป็นผู้บุกเบิกในการใช้สื่อเสียง ร้านค้ารีเทล และบริการโรงแรมที่พัก ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคุณค่าของแบรนด์และการสื่อสารอย่างเปี่ยมคุณภาพของ Monocle ได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกไปแล้ว

แผนการลงทุน Monocle จะทำหน้าที่ส่งเสริมแบรนด์แสนสิริและพันธมิตรให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยช่วยกำหนดและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เชื่อมโยงสู่กลุ่มลูกค้าของ Monocle ในตลาดนานาชาติ โดยอาศัยฐานธุรกิจที่มีอยู่ทั่วโลก และยังเล็งเห็นถึงโอกาสสำคัญในการพัฒนาธุรกิจที่ใช้ชื่อแบรนด์ร่วมกันในเซกเตอร์ใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้แสนสิริยังมีแผนในการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยแบบมิกซ์ยูสแนวคิดใหม่ร่วมกับ Monocle ในกรุงเทพฯ ในปี 2561

มร. ไทเลอร์ บรูเล่ ผู้ก่อตั้ง Monocle กล่าวว่า “แสนสิริและ Minocle มีความสัมพันธ์ต่อกันมายาวนาน และด้วยธุรกิจของเราที่เติบโตมากกว่าการเป็นเพียงสื่อ เราจึงเห็นความสำคัญของการร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทที่มีแนวคิดสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของเราซึ่งกำลังมุ่งสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชุมชนเมือง รีเทล และแนวคิดด้านบริการใหม่ ๆ มากขึ้น”