กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยไทม์ไลน์และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง “โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)” อย่างละเอียด ยืนยันการดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัด พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่การมี National AI ที่สมบูรณ์แบบ
Key Highlights
-
ดีอี ยืนยันกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ TH-AI Passport ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน ผ่านรูปแบบ e-bidding
-
การจัดซื้อในครั้งนี้ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยกิจการค้าร่วมทีเอชเป็นผู้ชนะการเสนอราคาที่ 1,621 ล้านบาท ซึ่งประหยัดงบประมาณกว่าราคากลาง
-
โครงการเตรียมจัดหา Generative AI จำนวน 5 ล้านสิทธิ จากผู้ให้บริการ 14 ราย เพื่อยกระดับ AI Adoption Rate ของคนไทยให้แตะ 20% ภายในปี 2570
-
ข้อมูลที่ได้จากการใช้งานจะถูกนำไปพัฒนาต่อยอดในโครงการ ThaiLLM เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน National AI ของประเทศไทย
ชี้แจงรายละเอียดเชิงลึก
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE ได้ร่วมกันเปิดโต๊ะแถลงข่าว ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อชี้แจงข้อกังขาของสังคมเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ TH-AI Passport โดยโครงการนี้ริเริ่มขึ้นจากนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และสอดรับกับนโยบายของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่มุ่งเน้นการยกระดับทักษะ (Upskill-Reskill) ให้กับประชาชนชาวไทย
สำหรับที่มาของงบประมาณโครงการนั้น ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่เป็นการใช้เงินนอกงบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) ตามมาตรา 23 และ 26 (3) ในพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 ซึ่งกระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2568 และผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารและจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ฯ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ก่อนจะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ขั้นตอนเหล่านี้มีการรายงานให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) รับทราบตามกระบวนการอย่างครบถ้วน
ในส่วนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างนั้น ดีอีเน้นย้ำว่าได้ปฏิบัติตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง โดยใช้วิธี e-bidding อย่างโปร่งใส ซึ่งได้มีการประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 และทำประชาพิจารณ์ร่าง TOR ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568 ก่อนเปิดให้เสนอราคาในวันที่ 27 มกราคม 2569 โดยมีผู้ร่วมเสนอราคาจำนวน 3 กลุ่ม ผลปรากฏว่า กิจการค้าร่วมทีเอช เป็นผู้ชนะการประมูลด้วยวงเงิน 1,621 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ 1,650 ล้านบาท หรือประหยัดไปประมาณ 1.76% (ราว 29 ล้านบาท) และได้ลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา
เจาะลึก TOR ด้านการประชาสัมพันธ์
ในประเด็นเรื่องข้อกำหนดใน TOR ที่สังคมตั้งคำถาม โดยเฉพาะเรื่องการประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อนั้น นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “ข้อกำหนดใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ ได้มีข้อกำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์อย่างแพร่หลายในสื่อต่างๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัล 6,000 จอ 1,500 สาขา ในร้านสะดวกซื้อ เพียงช่องทางเดียว หรือใช้บริการจากเจ้าของอุปกรณ์เพียงรายเดียว” นอกจากนี้ งบประมาณในส่วนของการประชาสัมพันธ์อยู่ที่ประมาณ 30-40 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่ารวมของโครงการ

ปลัดกระทรวงดีอี ยังได้ให้เหตุผลสำคัญว่าทำไมจึงต้องรวมศูนย์การจัดซื้อ แทนที่จะปล่อยให้กระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ แยกกันซื้อโดยตรง โดยกล่าวว่า “ถ้าเราไปเจรจาแต่ละอัน หมายความว่าเรากำลังบังคับให้คนใช้อย่างเดียว ไม่สามารถไปต่อยอดอะไรได้นะ เพราะข้อมูลจะถูกจัดเก็บแล้วไปประมวลผล ณ สถานที่ตั้งของโมเดลนั้นๆ มันไม่ได้สามารถเอากองรวมแล้วมาต่อยอดของไทยเราได้” การรวมศูนย์นี้ช่วยป้องกันปัญหาการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง และทำให้รัฐสามารถบริหารจัดการข้อมูลเพื่อนำไปสู่การต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติได้
เมื่อกล่าวถึงเป้าหมายสำคัญของโครงการ นายพชร ระบุว่า “กระทรวงดีอี ได้กำหนดเป้าหมายที่ยกระดับอัตราการใช้ AI ของประเทศ (AI Adoption Rate) ให้ขึ้นสู่ระดับ 20% ภายใน 2570 ปี จากสถิติ 10.7% ในปี 2568 เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้กับคนไทยทั่วประเทศ เพื่อให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” พร้อมย้ำว่าสิ่งที่กระทรวงกลัวที่สุดคือการทำโครงการแล้วประชาชนไม่เข้ามาใช้งาน ซึ่งหากผู้ใช้มีความหลากหลาย ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้มีความฉลาดและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ดีอี ย้ำชัด ระบุจัดหา AI รุ่น Pro/Premium
ข้อมูลเชิงลึกจากโครงการ TH-AI Passport ระบุว่าจะมีการจัดหา Generative AI รุ่น Pro/Premium จากผู้ให้บริการชั้นนำจำนวน 14 ราย รวมทั้งสิ้น 24 โมเดล ซึ่งประกอบไปด้วย AI ชื่อดังระดับโลกมากมาย อาทิ Gemini, ChatGPT, Grok, Claude และ Typhoon โดยจะจัดสรรสิทธิการใช้งานจำนวน 5 ล้านสิทธิ ให้แก่ประชาชนเป็นระยะเวลา 12 เดือน การดำเนินงานนี้ครอบคลุมการให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนและนักศึกษา ภาคแรงงาน บุคลากรภาครัฐ และประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป
เมื่อพิจารณาถึงความคุ้มค่าของการลงทุน ดีอีสามารถจัดหาสิทธิการใช้งาน AI ระดับพรีเมียมได้ในราคาเฉลี่ยเพียงประมาณ 27.5 บาท ต่อเดือนต่อสิทธิเท่านั้น ซึ่งถือว่าประหยัดงบประมาณของประเทศได้อย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับราคาตลาดปกติที่ประชาชนจะต้องจ่ายค่าบริการให้กับเจ้าของ Generative AI โดยตรงสูงถึงประมาณ 600 บาท ต่อเดือนต่อคนต่อแบรนด์ การเข้าถึงเครื่องมือประสิทธิภาพสูงในต้นทุนที่ต่ำเช่นนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถพัฒนาทักษะได้โดยปราศจากอุปสรรคทางการเงิน
โครงการนี้ยังมีการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสร้างความตระหนักรู้และการฝึกอบรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานผ่านสื่อประชาสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ ไม่น้อยกว่า 50,000 คน รวมถึงการจัดกิจกรรมอบรมให้กับผู้ดูแลศูนย์ดิจิทัลชุมชนจำนวน 2,222 แห่งทั่วประเทศ และการจัดกิจกรรม Boot Camp เพื่อถ่ายทอดความรู้เชิงลึกให้แก่ผู้ที่สนใจจำนวน 4,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 4 ภูมิภาค ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ที่คาดว่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 5.91 ล้านล้านบาท
ยืนยัน ปกปิดตัวตนเจ้าของข้อมูลก่อนนำไปใช้
ในมิติของผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับชาติ ข้อมูลการใช้งาน AI ที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะผ่านกระบวนการปกปิดตัวตนเจ้าของข้อมูลเพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวก่อนนำไปใช้งาน ข้อมูลดังกล่าวจะกลายเป็นขุมทรัพย์สำคัญในการพัฒนาต่อยอดโครงการ ThaiLLM ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย การรวบรวมคลังข้อมูลขนาดใหญ่นี้ จะเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่นำไปสู่การสร้าง National AI ของประเทศไทยในท้ายที่สุด ทำให้ประเทศมีเทคโนโลยีที่เป็นเอกราชและตอบสนองบริบทของคนไทยได้อย่างแท้จริง
หากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค โครงการนี้คือมาตรการเชิงรุกในการป้องกันภาวะการถูกแย่งชิงโอกาสทางเทคโนโลยี (AI Disruption) ที่อาจกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะมีโครงข่ายระบบการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม และมีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือกว่า 110 ล้านหมายเลข รวมถึงมีการใช้แอปพลิเคชันติดอันดับโลก แต่ขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก AI กลับยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล การอัดฉีดสิทธิการใช้งานพร้อมการฝึกอบรมทักษะ จึงเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้เป็นผู้ประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
การขับเคลื่อนนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ปีเดียว แต่กระทรวงดีอีได้วางแผนการดำเนินงานที่มีความต่อเนื่องทางยุทธศาสตร์ โดยแบ่งการทำงานออกเป็นหลายระยะ สำหรับในเฟสที่ 2 ซึ่งคาดว่าปริมาณข้อมูลจะมีความพร้อมมากขึ้น ทางกระทรวงได้เตรียมการจัดทำคำของบประมาณแผ่นดินแบบเต็มรูปแบบสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว เพื่อไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในเวทีโลก
ทั้ง 5 ล้านสิทธิ จะถูกกำกับดูแลอย่างรัดกุม
ปัจจุบัน สถานะของโครงการ TH-AI Passport ยังอยู่ในช่วงของการเปิดตัวเบื้องต้น (Soft Opening) เท่านั้น ทางกระทรวงดีอียังคงเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ (Grand Opening) ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งในระหว่างนี้ ทางกระทรวงกำลังเร่งดำเนินการให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอน วัตถุประสงค์ และประโยชน์มหาศาลที่ประชาชนจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการนี้
สำหรับก้าวต่อไป การบริหารจัดการสิทธิการใช้งานทั้ง 5 ล้านสิทธิ จะถูกกำกับดูแลอย่างรัดกุมผ่านรูปแบบคณะกรรมการที่มีการแต่งตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ คณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบในการกระจายสิทธิไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าและประเมินผลการเข้าถึงเป็นระยะ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการจัดสรรทรัพยากรของรัฐจะเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจ
ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของโครงการ TH-AI Passport จะไม่ได้ถูกชี้วัดเพียงแค่มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างที่รัฐสามารถประหยัดได้ หรือจำนวนสิทธิที่ถูกแจกจ่ายออกไป แต่วัดกันที่ความสามารถในการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม การส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค ได้มีโอกาสสัมผัสและฝึกฝนการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ จะเป็นกุญแจดอกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน
#TheReporterAsia, #กระทรวงดีอี, #MDES, #THAIPassport, #ปัญญาประดิษฐ์, #AI, #NationalAI, #ThaiLLM, #เศรษฐกิจดิจิทัล, #Upskill, #Reskill, #ข่าวเศรษฐกิจ, #ข่าวเทคโนโลยี, #การจัดซื้อจัดจ้างรัฐ

