เอไอเอสประกาศผลประกวดการใช้งานแอปฯ อสม.ออนไลน์ปีที่ 2

เอไอเอสประกาศรางวัลในโครงการ “ประกวดการใช้งานแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ปีที่ 2” พร้อมแจกรางวัลดีเด่นระดับประเทศจำนวน 10 รางวัล รางวัลดีเด่นระดับจังหวัด จำนวน 38 และรางวัลชื่นชมในความมุ่งมั่นก้าวสู่อสม.4.0 จำนวน 45 รางวัล

ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่คณะกรรมการเล็งเห็นถึงความตั้งใจในการนำเทคโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงานด้านสาธารณสุขซึ่งถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของอสม.

นางวิไล เคียงประดู่ หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า ในปีนี้มีหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิบางแห่งที่ไม่เคยส่งผลงานเข้าประกวดในปีที่แล้ว แต่สามารถได้รับรางวัลระดับประเทศ และมีหน่วยบริการสุขภาพบางพื้นที่เรียนรู้การใช้งานผ่านช่องทางต่างๆ ของเอไอเอสทำให้สามารถคว้ารางวัลในครั้งนี้เช่นเดียวกัน

สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยบริการสุขภาพ และพี่น้องอสม.ที่พยายามเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการผลักดันตนเองให้เป็นอสม. 4.0

โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และ อสม. ที่ได้นำแอปฯอสม.ออนไลน์ เข้าไปช่วยในการทำงานสาธารณสุขชุมชนเชิงรุก

เอไอเอส จึงสานต่อความร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)และกระทรวงสาธารณสุข จัดโครงการ “ประกวดการใช้งาน แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ปีที่ 2” เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยมีหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ, รพ.สต. ร่วมกับชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน สมัครเข้าร่วมโครงการประกวดฯเป็นจำนวนมาก

“เอไอเอสพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสังคมไทยผ่านแอปพลิเคชัน “อสม.ออนไลน์” เครือข่ายสังคมออนไลน์เฉพาะกลุ่มการทำงานสาธารณสุขเพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เข้าไปช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานด้านสาธารณสุขชุมชนเชิงรุกโดยการส่งเสริมให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

เป็นส่วนหนึ่งในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปสนับสนุนการทำงานของภาครัฐในทุกภาคส่วน เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Digital For Thais”

นางวิไล กล่าวว่า สำหรับการพิจาณาตัดสินในปีนี้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ตัวแทนจากสื่อมวลชน และผู้บริหารเอไอเอส พิจารณาผลงานเชิงคุณภาพ 3 ส่วนคือ

ความสามารถในการนำแอปฯ ไปใช้ดูแลประชาชนตามบริบทของพื้นที่, การประหยัดทรัพยากร และอสม.มีองค์ความรู้เพิ่มขึ้น รวมทั้งพิจารณาเชิงปริมาณการใช้งานแอปฯ สำหรับผลการตัดสินผู้ชนะ รางวัลดีเด่นระดับประเทศจำนวน 10 รางวัล ได้รับเงินรางวัลๆ ละ 100,000 บาท ได้แก่
1.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านคลองม่วง จังหวัดกระบี่
2.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไทรงาม จังหวัดนครปฐม
3.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขนาย จังหวัดนครราชสีมา
4.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโตนด จังหวัดนครราชสีมา
5.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมะค่า จังหวัดนครราชสีมา
6.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางทอง จังหวัดพังงา
7.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปากคลอง จังหวัดพัทลุง
8.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชมพู จังหวัดพิษณุโลก
9.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวังประจัน จังหวัดสตูล
10.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดบง จังหวัดหนองคาย

ขณะที่หน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ, รพ.สต. และชมรมอสม.ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกได้รับรางวัลดีเด่นระดับจังหวัด จำนวน 38 รางวัล* ได้รับเงินรางวัลๆละ 40,000 บาท และรางวัลชื่นชมในความมุ่งมั่นก้าวสู่อสม.4.0 จำนวน 45 รางวัล* โดยจะได้รับเงินรางวัลๆละ 10,000 บาท

นางวิไล กล่าวว่า โดยรางวัลโครงการประกวดฯ จะมอบเป็นเงินสนับสนุนให้แก่ “ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข” เพื่อให้ชมรมฯ นำไปใช้ในการส่งเสริมการทำงานของ อสม.และการจัดบริการด้านสาธารณสุขมูลฐาน ตลอดจนการสนับสนุนการจัดกิจกรรมและบริการของหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ สามารถติดตาม และตรวจสอบรายชื่อที่ผ่านการคัดเลือกได้ที่ www.ais.co.th/aorsormor และ Facebook อสม.ออนไลน์

ตั้งแต่วันนี้ (25 ธันวาคม 2561) เป็นต้นไป ซึ่งทางเอไอเอส จะร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกระทรวงสาธารณสุข จัดพิธีมอบรางวัลฯให้แก่หน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ,รพ.สต. และชมรมอสม.ที่ได้รับรางวัลอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 30 มกราคม 2562

กระทรวงดิจิทัลฯ ต้อนรับคณะเลขาธิการอาเซียนเข้าหารือ

ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้การต้อนรับ ดาโต๊ะ ปาดูกา ลิม จ็อก ฮอย เลขาธิการอาเซียน และคณะ

ประกอบด้วยนายสุริยา จินดาวงษ์ อธิบดีกรมอาเซียน และนางสาวภาสพร สังฆสุบรรณ์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๑ ณ ห้องรับรองต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

โดยเลขาธิการอาเซียนได้กล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ และแจ้งวัตถุประสงค์ของการมาเยือนประเทศไทย เพื่อเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ เพื่อหารือกับฝ่ายไทยเกี่ยวกับแนวทางการประสานงานเพื่อขับเคลื่อนประเด็นที่ไทยจะให้ความสำคัญในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ได้กล่าวถึงข้อเสนอแนวคิดของไทยเรื่อง ASEAN Digital Agility 2019 ที่ได้นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (TELMIN) ครั้งที่ ๑๘ รวมถึงหารือแนวทางการดำเนินกิจกรรมต่อไป และการเสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Digital Ministers’ Retreat ช่วงเดือนเมษายน หรือพฤษภาคม ๒๕๖๒

รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Smart City Network ในปี ๒๕๖๒ โครงการเน็ตประชารัฐของไทยและ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับหมู่บ้านที่สามารถต่อยอดทางธุรกิจ เป็นต้น

ซึ่งเลขาธิการอาเซียนได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญที่อาเซียนควรตระหนักถึง เช่น ค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศแบบอัตราเดียว (International Mobile Roaming Single Tariff) เมืองอัจฉริยะ (ASEAN Smart City) และธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ASEAN

 

ดีอีเผยมีคนใช้ WiFi เน็ตประชารัฐแล้ว 5 ล้านคน

ดีอีเผยเร่งสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์โครงข่ายเน็ตประชารัฐ ในพื้นที่โครงการครบทุกหมู่บ้านมากกว่า 1 ล้านคน มีผู้ลงทะเบียนและใช้งานบริการ WiFi จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐ แล้วกว่า 5 ล้านคน ส่วนเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐที่จะช่วยต่อยอดการใช้ประโยชน์โครงการให้กว้างขึ้นได้อบรมไปแล้ว 11 รุ่น 1,851 คน ล่าสุดอบรมรุ่นที่ 12 ที่หนองคาย พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชัน “เครือข่าย เน็ตอาสาประชารัฐ” เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายให้สะดวกมากขึ้น

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า หลังจากดำเนินโครงการหมู่บ้านเน็ตประชารัฐครบทั้ง 24,700 หมู่บ้าน กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ทำการขับเคลื่อนต่อยอดในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยได้เร่งสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์โครงข่ายเน็ตประชารัฐผ่านกิจกรรมต่าง ๆ แก่ประชาชนในพื้นที่โครงการครบทุกหมู่บ้านมากกว่า 1 ล้านคน

ซึ่งขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนและใช้งานบริการ WiFi จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐ แล้วกว่า 5 ล้านคน นอกจากนี้ยังได้ทำการผลักดันเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเครือข่ายอาสาสมัครขนาดใหญ่ระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่นำดิจิทัลไปพัฒนาและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านเน็ตประชารัฐให้ครบทุกหมู่บ้าน

โดยจะมีการอบรมให้กับอาสาสมัครทั่วประเทศจำนวน 77 ครั้ง ระหว่างพฤศจิกายน 2561 ถึงกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้จัดอบรมไปแล้วจำนวน11 รุ่น มีผู้กลับไปทำหน้าที่เน็ตอาสาประชารัฐ 1,851 คน ซึ่งล่าสุดได้ทำการอบรมรุ่นที่ 12 ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย มีผู้อาสาทำหน้าที่เป็นเน็ตอาสาประชารัฐครบทุกหมู่บ้านในพื้นที่เน็ตประชารัฐถึง 179 คน

นอกจากนี้กระทรวงฯ ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “เครือข่าย เน็ตอาสาประชารัฐ” เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายในการสื่อสาร การแจ้งปัญหา การแจ้งข่าวสารกิจกรรม เพื่อถ่ายทอดให้กับประชาชนในหมู่บ้าน อาทิ วิธีการหาข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ต การขายของออนไลน์ การพยากรณ์อากาศ การเกษตร การดูแลสุขภาพ รวมไปถึงยังเป็นช่องทางในการแจ้งความต้องการของพื้นที่

และสามารถแจ้งเหตุข้อขัดข้องได้ทันที โดยไม่ต้องยกหูโทรศัพท์ รวมถึงเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับเครือข่ายในพื้นที่อื่นที่เกี่ยวข้องได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งแอปพลิเคชันดังกล่าวยังใช้เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของหมู่บ้าน ของดี สินค้า เรื่องเล่า สถานที่ท่องเที่ยวผ่านแอปพลิเคชัน โดยเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ netpracharat.com อีกด้วย

ด้านนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การอบรมเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ สามารถให้ความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งบุคคลเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ในการชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับเน็ตประชารัฐ บทบาท ภารกิจ และความสำคัญของเน็ตอาสาประชารัฐ รวมถึงการดูแลรักษาอุปกรณ์เน็ตประชารัฐในหมู่บ้าน เพื่อให้อุปกรณ์ในหมู่บ้านพร้อมใช้งานและให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ในส่วนการใช้งานแอปพลิเคชัน “เครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการติดต่อสื่อสารรับส่งข้อมูลระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ หน่วยงานรัฐ และเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ จะเป็น Big data ของชุมชนและยังเป็นช่องทางในการเข้าถึงองค์ความรู้ และการเรียนรู้ออนไลน์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ สามารถต่อยอดการใช้เน็ตประชารัฐในการสร้างโอกาส และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับหมู่บ้าน

ดีอี แจ้งเตือน ส่งรูปทักทายได้ ไม่ต้องกังวลโดนแฮก

กระทรวงดิจิทัลฯ ประกาศแจ้งเตือนประชาชนไม่ต้องกังวล ในการส่งรูปภาพข้อความคำกล่าวทักทาย ปรารถนาดี ผ่านทางไลน์ที่คิดกันว่าจะเป็นช่องให้นักล้วงเจาะข้อมูลส่วนตัว (hackers)

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โฆษกกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า จากที่ได้รับแจ้งรายงานกรณีที่มีนักล้วงเจาะข้อมูล (hackers) หรือแฮกเกอร์ ได้ออกแบบรูปภาพ และภาพเคลื่อนไหว ที่ซ่อนรหัสขโมยข้อมูลไว้

โดยเมื่อนำภาพเหล่านั้นไปใช้ในการส่งต่อ ก็จะมีการขโมยข้อมูลส่วนตัวจากอุปกรณ์ของผู้รับ ทั้งนี้ ตามรายงานระบุว่า เหยื่อที่ถูกหลอกลวง ต้มตุ๋นมากกว่า 500,000 ราย ได้ถูกหลอกทำธุรกรรม หรือถูกฉ้อโกงทางเน็ตไปแล้ว

โดยในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้มีการส่งต่อข้อความแจ้งเตือนประชาชนผู้ที่ใช้แอปพลิเคชันไลน์ ว่าหากต้องการทักทายผู้อื่น ให้พิมพ์ข้อความด้วยตนเอง เพื่อปกป้องตัวเองรวมทั้งครอบครัวและเพื่อนจากการถูกขโมยข้อมูล

นอกจากนี้ ยังมีคำเตือนที่ระบุอีกว่า ให้ลบรูปภาพที่ถูกออกแบบสำเร็จมาเพื่อการทักทายที่เคยส่งไปก่อนหน้านี้ และล่าสุดให้หมด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและเพื่อน ๆ อีกทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแฮกเกอร์มาหลอกลวง ล้วงข้อมูล (Phising)

ซึ่งพวกนี้มักจะฝังโปรแกรมรหัสล้วงเจาะข้อมูลในไฟล์ภาพ รวมทั้งในไฟล์ภาพเคลื่อนไหว (GIFs) ที่เราใช้ด้วย โดยจะขโมยข้อมูลส่วนตัว หมายเลขบัตรเครดิต และรหัสลับส่วนตัวของผู้ใช้ และส่งต่อรูปภาพดังกล่าวไปอย่างง่ายดาย และย้ำว่าหากต้องการทักทายซึ่งกันและกัน ให้พิมพ์ถ้อยคำของตัวเอง หรือสร้างรูปภาพ วิดีโอ ที่ทำขึ้นมาเองดีกว่า

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว ปัจจุบันยังไม่พบรายงานการเจาะระบบ หรือการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบจากการส่งภาพหรือภาพเคลื่อนไหวผ่านทางไลน์แต่อย่างใด ซึ่งในทางทฤษฎี หากไลน์มีช่องโหว่การฝังสคริปต์ในภาพอาจนำไปสู่การเจาะระบบได้

อย่างไรก็ตาม ไลน์ป้องกันปัญหากรณีของการส่งภาพต่างๆ ผ่านโปรแกรมไลน์ โดยระบบของไลน์ จะแปลงภาพนั้นเป็นไฟล์ภาพที่เป็นลักษณะเฉพาะของ LINE (Line version of image) ดังนั้นหากมีรหัสที่แฝงอยู่ ก็จะได้ถูกปรับไฟล์ใหม่ให้เป็นเพียงภาพเท่านั้น

และภาพที่ส่งจะได้จากการดึงจากเซิร์ฟเวอร์ของไลน์ ไปยังผู้ใช้คนอื่น ไม่มีทางที่จะมีการเชื่อมต่อบุคคลที่ 3 ระหว่างแต่ละฝ่าย หรือจากผู้ส่งไปผู้รับโดยตรง

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ดีป้า เร่งผลิตซีอีโอรุ่นใหม่ เปิดหลักสูตร Digital CEO รุ่น 2

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เร่งต่อยอดพัฒนา “ซีอีโอ” ยุคดิจิทัล ต่อเนื่อง หลังจากประสบความสำเร็จจากการเปิด “หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล Digital CEO รุ่นที่ 1” ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ล่าสุดเดินหน้าสานต่อเปิดหลักสูตร “ผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล” (Digital CEO) รุ่นที่ 2 เพื่อรองรับการพัฒนาและผลิตกำลังคนดิจิทัล และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ชูเนื้อหาหลักสูตร มุ่งพัฒนาทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการเปลี่ยนองค์ประกอบทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในมิติต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการนโยบายและแผนงานในยุคสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล และเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

‘ดีอี’ เร่งประสาน ฟินแลนด์ สานฝัน 4 โครงการดิจิทัล

กระทรวงดิจิทัลฯ หารือ ทูตฟินแลนด์ ผนึกความร่วมมือขับเคลื่อน 4 โครงการด้านดิจิทัล ทั้งโครงการทดสอบเทคโนโลยี 5จี, สตาร์ทอัพ ฮับ ในพื้นที่อีอีซี, โครงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ-โครงการ Coding Nation และโครงการความร่วมมือในกรอบอาเซียน

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้หารือกับทูต ซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน (H.E. Mrs. Satu Suikkari-Kleven) เอกอัครราชทูต ฟินแลนด์ ประจำประเทศไทย

พร้อมทั้งผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตฯ และบริษัทเอกชนด้านดิจิทัลของประเทศฟินแลนด์ โดยเห็นพ้องกันที่จะเร่งขับเคลื่อนโครงการด้านดิจิทัล ได้แก่

1.โครงการทดสอบเทคโนโลยี 5จี และ IoT เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ได้แก่ สมาร์ทซิตี้, อี-เฮลธ์/การแพทย์ทางไกล (Tele-medicine) และสังคมผู้สูงอายุ

ซึ่งในเบื้องต้นจะใช้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชาเป็นสถานที่ในการทดสอบเทคโนโลยีดังกล่าว โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ

2.โครงการ “สตาร์ทอัพ ฮับ” โดยจะจัดตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งพัฒนาระบบนิเวศน์ที่เหมาะสมต่อการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพ

โดยรัฐบาลจะสนับสนุนให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่มีความเป็นสากลเพื่อสามารถเข้าถึงตลาดโลก รวมถึงการสนับสนุนเรื่องแหล่งเงินทุนและความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจในสาขาต่างๆ

3. โครงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐและรัฐบาลดิจิทัลของไทย รวมถึงโครงการ Coding Nation ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะเรื่องการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) ให้แก่เยาวชนโดยใช้สื่อการเรียนรู้ที่สนุกและเข้าใจง่าย และ 4.โครงการความร่วมมือในกรอบอาเซียน

ซึ่งในฐานะที่ประเทศไทยจะทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนในปี 2562 จะผลักดันในเรื่อง สมาร์ทซิตี้, การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity), ความเชื่อมโยงด้านดิจิทัล และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน โดยในเบื้องต้นทีมประเทศฟินแลนด์อยู่ระหว่างการริเริ่มสร้างความร่วมมือในด้าน Cybersecurity กับอาเซียน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่มีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านดิจิทัลระหว่างไทยและฟินแลนด์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ จับมือกระทรวงคมนาคมและโทรคมนาคมของประเทศฟินแลนด์ ลงนามเอ็มโอยูร่วมพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล 9 สาขาสำคัญ

ที่ผ่านมา ประเทศฟินแลนด์ได้แสดงความสนใจลงทุนในสาขาพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล และสุขภาพในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญในการยกระดับการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (S-curve)

ขณะที่บริษัท อีริคสัน หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีด้านการสื่อสารรายใหญ่ของโลก ได้เปิดเผยรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า เทคโนโลยี 5G จะเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

และเพิ่มปริมาณอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบนโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular IoT) เป็น 3.5 พันล้านชิ้น ภายในปี 2566 นอกจากนี้ยังมองว่า 5G จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 ได้เร็วขึ้น

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

ดีอี ผสานฟินแลนด์ ผลักดันดิจิทัลในอาเซียนอย่างยั่งยืน

กระทรวงดิจิทัลฯ เดินหน้าความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างไทยกับฟินแลนด์ ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี 5G และ IoT พร้อมดำเนินโครงการต่างๆเพื่อส่งเสริมทักษะเทคโนโลยีให้บุคคลากรในประเทศ รองรับการเป็นประธานอาเซียนในปี 2562

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ นางซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน (H.E. Mrs. Satu Suikkari-Kleven) เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตฯ และบริษัทเอกชนด้านดิจิทัลของฟินแลนด์ ณ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กรุงเทพฯ

เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างไทยและฟินแลนด์ อาทิ โครงการทดสอบเทคโนโลยี 5G และ IoT เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ได้แก่ Smart city, E-health/Tele-medicine และสังคมผู้สูงอายุ โครงการ Startup Hub โครงการ Coding Nation ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะเรื่อง Coding ให้แก่เยาวชน โดยใช้สื่อการเรียนรู้ที่สนุกและเข้าใจง่าย

และโครงการความร่วมมือในกรอบอาเซียน ในฐานะที่ประเทศไทยจะทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนในปี 2562 รวมถึงความเชื่อมโยงด้านดิจิทัล ความกลมกลืน โดยเฉพาะในด้านกฎหมาย ถือเป็นความคืบหน้าหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านดิจิทัลระหว่างไทยและฟินแลนด์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

ดีอี ดึงต้นแบบ ‘ไปรษณีย์จีน’ ปั้นยอดร้านค้าชุมชน

รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ นำต้นแบบการใช้เทคโนโลยี ‘ไปรษณีย์จีน’ ต่อยอดสร้างความเข้มแข็ง ขยายตลาดจีน ให้โชห่วย-SMEs-ร้านค้าชุมชนไทย

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เยี่ยมชมความสำเร็จการดำเนินงานของไปรษณีย์จีน (China post) ที่ให้ความสำคัญในการผสานธุรกิจจากออนไลน์ไปยังออฟไลน์ ทำให้ไปรษณีย์จีนก้าวข้ามการทำหน้าที่เพียงแค่ผู้รับส่งของ

ปัจจุบันให้บริการ e commerce โดยเน้นที่ช่วยเหลือวิสาหกิจชุมขน ธุรกิจขนาดย่อย ร้านโชห่วย และยังให้บริการทั้งการการเพื่อเก็บสต๊อค การทำอาคารเก็บและพักสินค้า การเงิน การประกันภัย และการขนส่ง เป็นต้น ปัจจุบันกระทรวงฯ นำต้นแบบการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยต่อยอดได้สร้างความเข้มแข็ง ให้กับโชห่วยและชุมชนในแต่ละพื้นที่ในไทยแล้วเช่นกัน

สำหรับเป้าหมายการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ เพื่อจะขยายการค้าร่วมกับจีน รวมถึงหาช่องทาง ส่งเสริม SMEs ร้านค้าชุมชนให้เข้มแข็ง ด้วยการใช้เทคโนโลยีอีกด้วย

เปิดแผนงาน ดีป้า ปี 62 กับงบที่ได้รับเบื้องต้น 1,201 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2562 ดีป้า ได้รับการจัดสรรมูลค่า 1,201 ล้านบาท จากที่ยื่นขอไปทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท งบประมาณส่วนนี้ยังไม่นับรวมงบประมาณกลางปีที่จะได้เพิ่มจากการยื่นขอกระทรวงดีอี เพื่อจัดทำโครงการอื่นๆ อีก ซึ่งในจำนวนที่ได้รับมานี้อาจจะดูว่ามากกว่าปีที่ผ่านมาที่ได้เพียง 286 ล้านบาท

แต่หากจำแนกให้ดีแล้วในส่วนนี้จะนำไปใช้ในการสร้างสถาบันไอโอที เฟสแรก มูลค่า 400 ล้านบาท ใช้ในการเตรียมความพร้อมจัดงาน World Expo Dubai 2020 มูลค่า 600 ล้านบาท เหลือเป็นค่าใช้จ่ายประจำเพียง 201 ล้านบาท

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2562 ดีป้าจะมุ่งสานต่อแผนงานตามกลยุทธ์หลักระยะ 4 ปี (พ.ศ.2561-2564) อย่างต่อเนื่อง

โดยจะใช้เครื่องมือหลักผ่านมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลสำหรับภาครัฐและเอกชน หรือ depa Funds เพื่อเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลโดยรวมของประเทศทั้ง 8 มาตรการ และมาตรการคูปองดิจิทัลเพื่อการประยุกต์ใช้ดิจิทัล

ในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

วางเป้าหมายสู่การมีการรับรู้และความรู้ด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ผ่านระบบที่สร้างขึ้น (Digital Platform) ถึงประชาชนและกลุ่มเป้าหมาย 400,000 ราย โดยให้เยาวชนมีโอกาสศึกษาและเรียนรู้ด้านดิจิทัล (Coding) มากกว่า 100,000 คน รวมถึงการสร้างบุคลากรที่มีความสามารถด้านดิจิทัลที่ผ่านการรับรองไม่น้อยกว่า 50,000 คน

พร้อมทั้งผลิตแรงงานคุณภาพเพิ่มขึ้นในด้านดิจิทัลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 หลังผ่านการ upskill และต้องการสร้างผู้บริหารระดับสูง Digital CEO เพื่อเป็นผู้นำในด้านดิจิทัลในการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง

“ทั้งนี้ที่ผ่านมาพบว่าสตาร์ทอัพมีเยอะมาก แต่ขาดการเติบโต หรือในส่วนของเอสเอ็มอีที่มีประมาณ 2.9 ล้านรายพบว่ามีรายได้ลดลง ซึ่งเกิดจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแต่พวกเขาปรับตัวไม่ทัน รวมไปถึงทางด้านบุคลากรต่างๆ ยังมีการพัฒนาที่ไม่ดีพอ

ดีป้าจึงได้เตรียมของบประมาณกลางปี เพื่อทำโครงการตามพันธกิจของดีป้า เพิ่มเติม อีก 880 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณการพัฒนาบุคคลากร 200 ล้านบาท งบประมาณการพัฒนาสตาร์ทอัพ 200 ล้านบาท งบประมาณพัฒนาสมาร์ทซิตี้ 300 ล้านบาทและงบประมาณการพัฒนาด้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่ดิจิทัลของภาคส่วนการเกษตรอีก 180 ล้านบาท”

นายณัฐพล กล่าวว่า นอกจากนี้ในส่วนของสมาร์ทซิตี้นั้น ดีป้าจะทำการพัฒนาเกณฑ์ภายใน 60 วัน และออกแบบโลโก้ ด้วยการจัดให้มีการประกวดเพื่อเลือกตราสัญลักษณ์ให้กับเมือง โดยจะมีหลักเกณฑ์การออกแบบเมืองที่ชัดเจน มีการออกแบบการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบ open data

การแผนโซลูชันการบริหารจัดการเมือง ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาร่วมกัยเอกชนและประชาชน รวมไปถึงการวางแผนความมั่นคงและปลอดภัยทั้งในโลกความเป็นจริงและความปลอดภัยไซเบอร์

ทั้งนี้ดีป้าจะได้ทำการกำหนดมาตรฐานของจังหวัดสมาร์ท ซิตี้ ในแต่ละจังหวัดว่ามีความสามารถด้านใดด้านหนึ่ง หรือมากกว่า จาก 6 ด้าน ซึ่งประกอบด้วย Smart Mobility, Smart energy and environment, Smart economy, Smart living, Smart people และ Smart Governance ในพื้นที่ 7 เป้าหมาย

ได้แก่ ภูเก็ต, เชียงใหม่, ขอนแก่น, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ระยอง และกรุงเทพฯ โดยจะเลือกให้ตรงกับความสามารถกับจังหวัดนั้นๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุน และการขอรับงบส่งเสริมจากบีโอไอ

ทั้งหมดนี้จะเป็นผลงานตามเป้าหมายที่ดีป้าวางไว้ในเบื้องต้น ส่วนจะมีโครงการอื่นนอกเหนือจากนี้แล้ว Thereporter.asia จะนำเสนออย่างต่อเนื่องต่อไป

โทร 1111 กด 88 เบอร์แจ้งเน็ตประชารัฐเสีย

ดีอีตั้งศูนย์บริหารจัดการโครงข่ายเน็ตประชารัฐแบบ Real time หวังประสิทธิภาพการใช้งาน ชี้หากพบเห็นปัญหาขัดข้องการใช้งาน แจ้งได้ที่ 1111 กด 88 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แนะให้สังเกตสัญลักษณ์เน็ตประชารัฐว่าเป็นสีเขียวหรือสีแดง เพื่อความสะดวกในการแก้ไข เผยหลังเปิดใช้ 9 เดือนมีการใช้งานแล้ว 4,048,466 คน และมีจำนวนเข้าใช้งานทั้งหมด 20,999,973 ครั้ง

นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการติดตั้งและเปิดให้บริการเน็ตประชารัฐ และมีจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย (ไวไฟ ฟรี) 1 จุด ครบทุกหมู่บ้านจำนวน 24,700 หมู่บ้าน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา

จนถึงปัจจุบัน 26 กันยายน 2561 มีประชาชนลงทะเบียนเข้าใช้งานแล้ว ทั้งหมด 4,048,466 คน และมีจำนวนเข้าใช้งานทั้งหมด 20,999,973 ครั้ง

ทั้งนี้เพื่อให้การใช้งานโครงข่ายเน็ตประชารัฐ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้มีจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการโครงข่ายเน็ตประชารัฐหรือ (Network Operation Center: NOC) เพื่อทำหน้าที่แจ้งเตือนสถานะการทำงานของโครงข่ายและอุปกรณ์ ซึ่งระบบจะแสดงข้อมูลเวลาจริง (Real Time)

สามารถรับทราบข้อมูลจุดให้บริการเน็ตประชารัฐของทุกหมู่บ้าน ว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่ หรือเกิดเหตุขัดข้องที่จุดให้บริการที่ไหน ซึ่งหากพบว่าเกิดจากระบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตขัดข้อง จะสามารถแก้ไขได้จากส่วนกลางเพื่อให้สามารถใช้งานได้ปกติ

“หากประชาชนในพื้นที่ที่ติดตั้งจุดให้บริการเน็ตประชารัฐ หากพบเห็นว่าระบบอินเทอร์เน็ตขัดข้อง ไม่สามารถใช้งานได้ ให้แจ้งมาที่ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 1111 กด 88 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามและแนะนำในการใช้ รวมถึงประสานงานเพื่อแก้ไขเหตุขัดข้องตลอด 24 ชั่วโมง และยังสามารถแจ้งเหตุขัดข้องได้ที่ email: [email protected]

โดยขณะนี้และกระทรวงดิจิทัลฯ ได้มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน เกี่ยวกับการเข้าใช้งาน มุ่งใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐมาตลอด จนถึงปัจจุบันมีผู้ผ่านการอบรมกิจกรรมสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์เน็ตประชารัฐแล้ว มากกว่า 1 ล้านคน

ซึ่งได้ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และ กศน. อีกทั้งกระทรวงดิจิทัลฯ มีแผนงานต่อไป โดยมุ่งสร้างกลุ่มเน็ตอาสาประชารัฐของแต่ละหมู่บ้าน เพื่อพัฒนาการใช้งานด้านอื่น ๆ ให้กับประชาชนในหมู่บ้าน ตลอดจนดูแลรักษาอุปกรณ์ แจ้งปัญหาการใช้งาน เพื่อให้อุปกรณ์พร้อมใช้งานตลอดเวลา

แต่กรณีขัดข้องในลักษณะสายขาด อุปกรณ์เสียหาย จะใช้เวลาในการเดินทางเข้าพื้นที่ และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่โดยด่วน กรณีพื้นที่ห่างไกลเกิน 50 กิโลเมตร (กม.) นั้น จะใช้เวลาในการเดินทางในการเข้าพื้นที่เพื่อแก้ไข และจะพยายามดำเนินการแก้ไขให้อินเทอร์เน็ตสามารถใช้งานได้ปกติโดยเร็ว

โดยที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 พบว่า ภาพรวมเกิดเหตุขัดข้องส่วนใหญ่จากสายเคเบิลใยแก้วนำแสงและจุดเชื่อมต่อระหว่างทางเสีย รองลงมาเป็นสาเหตุจากระบบไฟฟ้าหรือปลายทางปิดอุปกรณ์และเหตุเสียที่จุดติดตั้งอุปกรณ์ Wi-Fi

ในการแก้ไขเหตุขัดข้องส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้ตามระยะเวลา คิดเป็นร้อยละ 96.73 ของจำนวนเหตุขัดข้องทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม บมจ.ทีโอที มีความพยายามที่จะแก้ไขเหตุขัดข้องให้ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เพื่อให้การแก้ไขเหตุขัดข้องเป็นไปตามมาตรฐานและให้บริการอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

นางสาวอัจฉรินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ยังได้ตั้งคณะทำงานร่วมติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐและการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการเน็ตประชารัฐ ตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี

ที่ให้กระทรวงดีอี จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐที่มีข้อร้องเรียน เรื่องคุณภาพการใช้งาน พร้อมทั้งได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ลงพื้นที่ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศเพื่อตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐ

โดยเฉพาะในประเด็นคุณภาพของสัญญาณอินเทอร์เน็ต จำนวนผู้ใช้งาน ปัญหา/อุปสรรคที่เกิดขึ้นในการเข้าใช้งาน รวมถึงความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ มุ่งหวังให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมทั่วประเทศ รัฐบาลได้แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ โดยส่วนที่ 1 มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลฯ เป็นผู้ดำเนินการวางโครงข่ายเน็ตประชารัฐ 24,700 หมู่บ้าน

ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ได้มอบหมายให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการการติดตั้ง โดยประชาชนสามารถตรวจสอบได้จากสัญลักษณ์เน็ตประชารัฐ ที่เป็นโลโก้สีเขียว

ส่วนที่ 2 จะดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้ดำเนินการติดตั้งโครงข่ายอินเตอร์เน็ต 15,732 หมู่บ้าน

และพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน โดยประชาชนสามารถตรวจสอบได้จากสัญลักษณ์เน็ตประชารัฐที่เป็นโลโก้สีแดง เพื่อสะดวกและมีความชัดเจนต่อการแจ้งเหตุขัดข้องการใช้งานของประชาชน

เริ่มแล้ว!!! ดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2018

เริ่มแล้ว!! มหกรรมนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยีที่ใหญ่สุดแห่งภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ “ดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2018”  นายกฯ ย้ำทุกคนอยู่ในโลกใบเดียวกัน ดิจิทัลเท่านั้น เชื่อมดิน น้ำ ฟ้า อากาศ เข้าหากันอย่างไร้พรมแดน

ชูคอนเซ็ปต์ “Thailand BIG DATA: โลกเปิด เราปรับ ประเทศเปลี่ยน” ชวนคนไทยอัพเดทเทรนด์การเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล ชมนวัตกรรมเทคโนโลยีสุดล้ำเต็มพื้นที่ ฟังมุมมองความคิดจากสุดยอดดิจิทัลกูรู  จากทั่วโลก

และร่วมลุ้นกับกิจกรรมการแข่งขันทุกรูปแบบแห่งยุคดิจิทัลอีกมากมาย ระหว่างวันที่ 19-23 กันยายน 2561 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตอกย้ำจุดยืนรัฐบาลใช้เทคโนโลยีดิจิทัลพลิกโฉมประเทศ และสานต่อความตระหนัก สู่การให้ความรู้ความเข้าใจ เตรียมพร้อมคนไทยสู่ DIGITAL THAILAND โดยสมบูรณ์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในงาน Digital Thailand Big Bang 2018 ว่า โลกเรามีสองใบเสมอ มีความเหลื่อมล้ำของคนพื้นที่ชนบทห่างไกลกับสังคมเมือง ดิจิทัลเท่านั้นจะที่จะลดความเหลื่อมล้ำลง

โดยให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีโอกาส มีช่องทางในการทำธุรกิจ อย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วยคือ การเชื่อมดิจิทัลกับประเทศอื่นๆ ด้วย

ดิจิทัล

วันนี้ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 39 จาก 63 ประเทศ จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ซึ่งแม้ว่าอันดับเราจะดีขึ้นจากปีที่แล้ว แต่เราต้องเติบโตไปพร้อมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เพราะเราต้องทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจะยังมีความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลกันอยู่ เราต้องช่วยเหลือกัน ต้องทำการค้าแบบพหุภาคี

นายกรัฐมนตรี ยังแสดงความเป็นห่วง ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในโลกไซเบอร์ที่ใช้ดิจิทัลไปใช้ในทางที่ผิดโดยอ้างสิทธิมนุษยชน ว่า ในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายกับสิทธิมนุษยชนต้องเดินไปบนเส้นทางเดียวกัน

เราต้องดูว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ละเมิดสิทธิกัน ทุกคนจะต้องเรียนรู้ร่วมกันว่าผิดคือผิด จะมาอ้างความไม่รู้หรืออ้างสิทธิมนุษยชนไม่ได้ ต้องเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ไม่เช่นนั้นโลกก็จะหาความสงบไม่ได้

ที่ผ่านมารัฐบาลได้จับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้หลายราย และในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นแชร์แมนด้านดิจิทัลของอาเซียนในปีหน้า เราต้องใช้โอกาสนี้ขับเคลื่อนในการพัฒนาดิจิทัลในภูมิภาคนี้เพื่อให้เติบโตและเข้าแข็งไปด้วยกัน

เราจะไม่เติบโตไปอย่างเดียวดาย เราต้องช่วยคนอื่นด้วย เพราะทุกคนอยู่ในโลกใบเดียวกัน เราอยู่ในอันดับที่ดี เราต้องดูความพร้อมของเพื่อนบ้านว่าเชื่อมโยงกันได้ไหน ต้องช่วยกัน

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ดิจทัลมีประโยชน์มากมายก็จริง แต่ต้องอย่างมีสติด้วย ดิจิทัลถูกพัฒนามาจากการใช้มันสมองของมนุษย์ เพื่อจัดระเบียบ เพิ่มความสะดวกรวดเร็วขึ้น

ดิจิทัล

เราควรใช้ดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน อย่าให้มายึดครองโลกส่วนตัวเราไปทั้งหมด ต้องมีหลักคิดในการดำเนินชีวิต เพราะนอกเหนือจากการพัฒนาเมืองใหม่ การค้า การลงทุน การคมนาคม ฯลฯ แล้ว

สิ่งที่ต้องดำเนินควบคู่กันไปคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต้องสร้างคนให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงแบบรู้เท่าทัน

“ผมอยากให้ทุกคนจับสาระให้ได้ ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำทุกวันนี้คือ ต้องการให้ประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเป็นอย่างไร เพราะทุกคนคือเพื่อนกัน

เราทุกคนอยู่ในโลกใบเดียวกัน ไม่ใช่คู่แข่งขัน ทุกคนคือมนุษยชาติ ที่ใช้อากาศเดียวกัน มีน้ำเชื่อมต่อกันด้วยทะเล มีดินเชื่อมต่อด้วยแผ่นดิน ทั้งหมดคือโลกใบเดียวกัน

ใครจะหวังเก่งคนเดียว จะเจริญคนเดียว มันจะก็จะเกิดความขัดแย้ง ดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทลดความเหลื่อมล้ำได้ หากทุกคนซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน ปฏิบัติต่อกันเป็นเหมือนมนุษยชาติ เป็นโลก เป็นครอบครัว เดียวกัน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ในปี 2561ทางกระทรวงฯ โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ดำเนินการจัดงาน Digital Thailand Big Bang 2018   ขึ้น 2 ส่วน คือ 1) ในส่วนภูมิภาค การจัดงาน Digital Thailand Big Bang Regional 4 ภูมิภาค ภายใต้แนวคิด Digital Transformation Thailand: โลกเปิด เราปรับ ประเทศเปลี่ยน

ดิจิทัล

จัดใน 4 จังหวัดหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ ระยอง และสงขลา  โดยทั้ง 4 เมืองนี้เป็นเมืองที่ได้รับการคัดเลือกว่าที่มีศักยภาพและเป็นเมืองนำร่องของ Smart City

ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนที่สำคัญ ซึ่งงานในส่วนภูมิภาคประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย มีผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 61,000 คน ประกอบด้วยกลุ่มผู้ประกอบการ นักพัฒนาดิจิทัลซอฟต์แวร์ โปรแกรมเมอร์ นักเรียน นักศึกษา ครูและผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป

และ 2)  ในส่วนกลาง การจัดงาน Digital Thailand Big Bang 2018  ระหว่างวันที่ 19-23 กันยายน ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค  กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับงานนี้มาก

โดยเน้นให้มีความยิ่งใหญ่อลังการกว่าปีที่แล้ว โดยการเพิ่มพื้นที่การจัดงานให้ใหญ่ขึ้นเป็น 60,000 ตารางเมตร เต็มพื้นที่ชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เพื่อสามารถรองรับการแสดงเทคโนโลยีชั้นนำ

และเพิ่มวันจัดงาน เป็น 5 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาเรียนรู้และสนุกกับดิจิทัล มาเรียนรู้โลกแห่งดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

ดิจิทัล

ดร.พิเชฐ กล่าวย้ำถึงความยิ่งใหญ่ของงานในครั้งนี้ว่า Digital Thailand Big Bang 2018 เป็นมหกรรมดิจิทัลระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในประเทศ กว่า 500 หน่วยงาน

และความร่วมมือระดับนานาชาติจาก 12 ประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน ญี่ปุ่น ลาว มาเลเซีย โปแลนด์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม เนปาล อินเดียและอิสราเอล มาเพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล

การก้าวให้ทันเทคโนโลยีและนำมาปรับใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน  และในงานนี้จะพบมิติการเปลี่ยนแปลงของประเทศใน 8 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ด้านนวัตกรรม Cloud computing ที่เชื่อมโยงโลกทั้งใบอย่างไร้ขีดจำกัด

2) ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงไปทั่วโลกผ่านดิจิทัลเทคโนโลยี อาทิ ระบบเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำ และดวงดาวอัจฉริยะหรือดาวเทียม เป็นต้น

3) ด้านการเปลี่ยนแปลงข้อมูลขนาดใหญ่ ที่นำไปใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

4) ด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้งเทคโนโลยีใหม่ เทคโนโลยีก่อกำเนิด และนวัตกรรมดิจิทัลจากเหล่า digital innovators กว่า 800 ราย

5) ด้านบล็อคเชน ที่ไม่ใช่ดิจิทัลเฉพาะโลกการเงินแต่คือดิจิทัลสำหรับทุกคน

6) ด้านการศึกษาระบบใหม่ ให้คนไทยก้าวเท่าทันการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ทักษะ coding เบื้องต้นจนถึงระดับ advance อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

7) ด้านเมืองอัจฉริยะ ที่จะก้าวล้ำสู่อีกขั้น กับการเตรียมพร้อมรองรับเป็นเจ้าภาพระดับอาเซียน ปี 2019

และ​ 8) ด้านกิจกรรมการแข่งขันระดับเยาวชน ที่มีเด็กๆ ตบเท้าเข้าร่วมกว่า 5,000 คน เพื่อแสดงความสามารถทางด้านดิจิทัลเทคโนโลยี ในการแข่งขันหุ่นยนต์ การแข่งขันบินโดรน การแข่งขัน Coding sport เป็นต้น

ดร. พิเชฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า “การจัดงานในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม

และยังเป็นเวทีที่ประเทศไทยจะได้ประกาศศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนด้วย” พร้อมเชิญชวนทุกคน มาร่วมชมงาน Digital Thailand Big Bang 2018 ที่เปิดเข้าชมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ตั้งแต่ 19-23 กันยายน ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี  (เปิดให้เข้าชม วันที่ 19 ก.ย. เริ่มเวลา 12.00-19.00 น., วันที่ 20-21 ก.ย. เวลา 09.00-19.00 น. และ วันที่ 22-23 ก.ย. เวลา 10.00-19.00 น.)

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและความเคลื่อนไหวการจัดงาน “Digital Thailand Big Bang 2018” ได้ที่ www.digitalthailandbigbang.com และ facebook.com/digitalthailandbigbang/

รองปลัดดีอี เปิดงาน GSMA Mobile 360 Series

นางอาทิตยา สุธาธรรม รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้แทนกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวเปิดงาน GSMA Mobile 360 Series – Digital Society เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 ณ โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ จัดโดย GSMA

ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในสนับสนุนการพัฒนาและให้บริการเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ การจัดงานครั้งนี้เพื่อเป็นเวทีในการหารือเกี่ยวกับประเด็นด้านดิจิทัลที่กำลังอยู่ในกระแสความสนใจของสังคม อาทิ การเคลื่อนย้ายข้อมูลข้ามพรมแดน และความเป็นส่วนตัวในโลกดิจิทัล เป็นต้น

โดยรองปลัดกระทรวงฯ กล่าวว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการขับเคลื่อนด้านดิจิทัลซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการก้าวไปสู่ประเทศไทย 4.0 ปัจจุบันกระทรวงฯ อยู่ระหว่างดำเนินโครงการที่สำคัญใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลทั้งภายในและระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายต่างๆ 2) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านดิจิทัล

3) Big data และรัฐบาลดิจิทัล 4) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และ 5) การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น โครงการ Smart city, Digital Park และ Smart EEC เป็นต้น ซึ่งผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้ให้ความสนใจรับฟังนโยบายและการดำเนินโครงการด้านดิจิทัลของรัฐบาลไทยเป็นอย่างมาก

GSMA

ทั้งนี้ ในงานฯดังกล่าวมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการจากหลากหลายประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกเข้าร่วมจำนวน 250 คน

ธรรมาภิบาลเรื่องเร่งด่วน เพื่อขับเคลื่อน​ รัฐบาลดิจิทัล

รัฐบาลดิจิทัล​ เกิด​ หลังการปรับปรุงและออกกฎหมาย ใหม่ๆ เพื่อการบริหารจัดการ​ข้อมูลของภาครัฐและเอกชนอีก 3 ฉบับ ฉบับแรก คือ ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ

ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2540 ให้ทันสมัยและครอบคลุมมากขึ้น ส่วนอีกกฎหมายฉบับที่รอมานาน คือ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่จะบังคับใช้ทั้งรัฐและเอกชน

ส่วนฉบับล่าสุดคือ ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลความมั่นคงของรัฐและความลับของทางราชการ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2560

สำนักงานพัฒนา​ รัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ได้ดำเนินการและเตรียมพร้อมในเรื่องนี้  ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลและการมุ่งสู่ Thailand 4.0  

นอกจากนี้ในยุคดิจิทัลข้อมูลจะเป็นอาวุธสำคัญของทุกสิ่งที่สามารถต่อยอดพัฒนาได้มากทีเดียว  จากการที่ประชาชนคนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกว่า 80% แล้ว  

พร้อมกับนโยบาย National  e-Payment ที่ได้นำ QR Code มาใช้จ่ายเงินแทนการใช้เงินสดมีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นและแพร่หลาย ซึ่งส่งผลให้จำนวนข้อมูลที่จะวิ่งผ่านระบบดิจิทัลต่างๆ ลื่นไหลขึ้น

แต่ประเด็นที่สำคัญในตอนนี้คือ เราจะจัดการข้อมูลดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ มีความมั่นคงปลอดภัย และที่สำคัญคือจะมีธรรมาภิบาลอย่างไรยิ่งกว่านั้นการเริ่มใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data และการใช้เทคโนโลยี อย่าง Cloud Computing  ในการจัดเก็บข้อมูล

ซึ่งจะทำให้รูปแบบการจัดการข้อมูลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เราจึงต้องมีกรอบการจัดการธรรมาภิบาลข้อมูลของประเทศได้แล้ว 

คำว่าธรรมาภิบาลของข้อมูล หรือ Data Governance เป็นเรื่องไม่ใหม่แต่สำคัญมากสำหรับภาครัฐของไทย เพราะเราไม่เคยชินกับการใช้ข้อมูลในการดำเนินการที่ผ่านมามากนัก

เพราะการใช้กระดาษเป็นหลักทำให้หลายๆ ขั้นตอนของการจัดการข้อมูลไม่เป็นระบบ พอจะเปลี่ยนเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ กระบวนการที่ทำให้เกิดธรรมาภิบาลเลยต้องมาวางใหม่กันหมด

อีกอย่างคือวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล ในการวางแผนยังมีน้อย อาจจะเป็นเพราะมีข้อมูลไม่เพียงพอต่อการวางแผน สิ่งที่มักจะเห็นคือการหารเฉลี่ยเป็นรายจังหวัด/อำเภอ/ตำบล/หมู่บ้าน 

ผลที่ได้รับของการจัดการข้อมูลที่มีธรรมาภิบาล คือ จะมีการแบ่งประเภทข้อมูลที่ชัดเจน เกิดมาตรฐานที่จำเป็น มีนโยบายการใช้งานที่เหมาะสม ตามประเภท

ไปจนถึงการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล สิ่งที่ได้ต่อไป คือเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะมีความเข้าใจมากขึ้นในการใช้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ หน่วยงานเองก็จะได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัล

อาจจำเป็นต้องมีตำแหน่งผู้บริหารข้อมูลในระดับบริหาร หรือ Chief Data Officer ประจำหน่วยงาน แน่นอนกระบวนการทำงานก็จะเปลี่ยนไปด้วย นี่คือสิ่งที่เริ่มทำให้ภาครัฐเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล หรือ Digital Transformation นั่นเอง

บทความโดย​ ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA

ดีอีเล็งเปิด Open Access Network 30 Mbps/10 Mbps

ครม.สัญจรลงตรวจเยี่ยมเน็ตประชารัฐ-ติดตามการสร้างการรับรู้และใช้ประโยชน์ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช/จ.ชุมพร ดีอีเผยได้ติดตั้งขยายเน็ตประชารัฐทั่วภาคใต้ 3,097 หมู่บ้าน เฉพาะนครศรีธรรมราชได้ติดตั้ง 598 หมู่บ้าน ส่วนชุมพรได้ติดตั้งไปแล้ว 267 หมู่บ้าน

เล็งเปิด Open Access Network เน็ตประชารัฐให้บริการประชาชนโดยให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมเชื่อมต่อโครงข่ายไปยังบ้านเรือนประชาชนโดยไม่มีค่าเชื่อมต่อ และคิดราคาบ้านละ 349 บาทต่อเดือนที่ระดับความเร็ว 30 Mbps/10 Mbps

ด้านทีโอทีเผยพร้อมที่จะดำเนินตามโยบายการให้บริการโครงข่ายแบบเปิดเพื่อให้โอเปอเรเตอร์เชื่อมต่อโครงข่ายเน็ตประชารัฐไปให้บริการเชิงพาณิชย์กับชุมชน

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า โครงการเน็ตประชารัฐ เป็นโครงการสำคัญตามนโยบาย Thailand 4.0 ที่กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาประเทศสู่ดิจิทัลไทยแลนด์

โดยขณะนี้ได้ติดตั้งขยายเน็ตประชารัฐทั่วภาคใต้ 3,097 หมู่บ้าน สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ติดตั้งจำนวน 598 หมู่บ้าน และได้จัดอบรมให้กับผู้นำและประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐไปแล้ว 2,226 คน

ทั้งนี้การขยายโครงข่ายเน็ตประชารัฐจะสนับสนุนส่งเสริมให้จังหวัดนครศรีธรรมราชขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยผลักดันให้มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่ Smart Farmer รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร/เชิงนิเวศน์

ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจังหวัด สำหรับพื้นที่ ต.สระแก้ว ชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลัก ทำสวนผลไม้ เลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชไร่ มีการรวมกลุ่มของภูมิปัญญาชาวบ้านท้องถิ่นในชุมชนอาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมบ้านนากุน

กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมบ้านนากุน กลุ่มทำกะปิของแม่บ้านหมู่ที่ 4 กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงไทยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์อนุรักษ์และขยายพันธุ์ผึ้งและกลุ่มอาชีพการแปรรูปทุเรียน บ้านศาลาสามหลัง

ทั้งนี้ โครงการเน็ตประชารัฐของรัฐบาล จะเป็นการส่งเสริมการประกอบอาชีพของชุมชนในพื้นที่ทั้งในด้านการขยายตลาดค้าขายออนไลน์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงสร้างโอกาสให้แก่ประชาชนในชุมชนได้เข้าถึงบริการต่าง ๆ ของภาครัฐ ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

ด้านดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ติดตั้งขยายโครงข่ายเน็ตประชารัฐทั่วประเทศจำนวน 24,700 หมู่บ้าน โดยปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนสมัครใช้งานเน็ตประชารัฐทั่วประเทศจำนวนประมาณกว่า 3.6 ล้านราย

สำหรับที่ชุมพรได้ติดตั้งขยายโครงข่ายฯ จำนวน 267 หมู่บ้าน และได้จัดอบรมให้กับผู้นำและประชาชนในพื้นที่แล้วจำนวน 897 คน ทั้งนี้โครงข่ายเน็ตประชารัฐจะเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนชุมพรกว่า 5 แสนคน ได้ใช้ประโยชน์ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการสร้างเศรษฐกิจเสริมจุดแข็งของจังหวัดชุมพร

ทั้งในด้านความมั่นคงด้านอาหารโดยเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลมากเป็นอันดับ 5 ของภาคใต้ เป็นแห่งผลิตผลไม้หลากหลากชนิด โดยเฉพาะทุเรียนผลิตมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวหลากหลายทั้งทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร แหล่งท่องเที่ยวชุมชนต่าง ๆ

เช่น หมู่บ้านประมง และหมู่บ้านไทยทรงเป็นศูนย์กลางการตลาดผลไม้ของภาคใต้และเป็น Gateway เชื่อมโยงการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน และฝั่งอ่าวไทย

“ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงข่ายเน็ตประชารัฐ สร้างโอกาสในด้านต่างๆ ให้กับประชาชนเพื่อร่วมผลักดันประเทศสู่การ “ไทยแลนด์ 4.0” ไปด้วยกัน รัฐบาลมีนโยบายที่จะเปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐเพื่อให้ผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน กสทช.

สามารถเชื่อมต่อไปยังบ้านเรือนของประชาชน (Open Access Network) โดยผู้ให้บริการไม่ต้องจ่ายค่าใช้หรือเชื่อมต่อ ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนอันจะเป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่โครงการเน็ตประชารัฐที่จะสามารถใช้บริการได้ในราคาที่เหมาะสมเพียงเดือนละ 349 บาท ที่ระดับความเร็ว 30 Mbps/10 Mbps ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการโครงข่ายแบบเปิด (Open Access Network) อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของรัฐบาล ที่ผ่านมาได้มีการอบรมวิทยากรแกนนำ ครูกศน. จำนวน 5 รุ่น รวม 1,033 คน พร้อมจัดทำคู่มือพัฒนาความสำเร็จกับเน็ตประชารัฐ จัดอบรมวิทยากรแกนนำอบรมผู้นำชุมชน หมู่บ้านละ 4 คน รวมมากกว่า 100,000 คน

การสนับสนุนความรู้ให้กับบุคลากรจากทีโอที และสำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ 20 ทีม ประมาณ 200 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นวิทยากรแกนนำเน็ตประชารัฐในการถ่ายทอดความรู้ให้กับบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเครือข่ายการพัฒนาดิจิทัลระดับตำบล จำนวนประมาณ 8,400 คนทั่วประเทศ

และทำการขยายความรู้ไปสู่ประชาชนในพื้นที่เน็ตประชารัฐให้มีทักษะด้านดิจิทัลมากกว่าจำนวน 1 ล้านคน ภายในเดือนกันยายน 2561 รวมถึงการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ work shop ในเชิงลึกให้กับประชาชนผู้สนใจผู้ประกอบการ และกลุ่มอาชีพในหมู่บ้านเน็ตประชารัฐที่มีความพร้อม อย่างน้อยจังหวัดละ 1 ครั้ง

นอกจากนี้กระทรวงได้มีลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ด้วยการสอบถาม/สัมภาษณ์กำนัน/ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่หมู่บ้านที่มีการติดตั้งเน็ตประชารัฐ และรวมถึงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อโครงการเน็ตประชารัฐ ในพื้นที่ 24,700 หมู่บ้าน

ด้านนางพิมพ์วิมล วงษ์สุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ บมจ.ทีโอที ได้ร่วมออกบูธจัดแสดงการขยายผลการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐทั้งในด้านการอบรมของครู กศน.และประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ

โดยมีเยาวชนต้นกล้าประชารัฐจากโครงการ “TOT Young Club” ร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ชุมชนนำเสนอภายในงาน ซึ่งมีการใช้ประโยชน์นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาการทำตลาดออนไลน์ผ่าน TYC e-Commerce สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้ชุมชน

ทั้งนี้ ทีโอที ได้เตรียมพร้อมที่จะดำเนินตามโยบายการให้บริการโครงข่ายแบบเปิดเพื่อให้โอเปอเรเตอร์เชื่อมต่อโครงข่ายเน็ตประชารัฐไปให้บริการเชิงพาณิชย์กับชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน ชุมชน และประเทศ ตามนโยบายประเทศไทย 4.0

ดีอี ดึงเฟซบุ๊ก ถกเครียด รับมือการเลือกตั้งให้ราบรื่นและโปร่งใส

ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธานการประชุมเรื่อง “Protecting Election Integrity on Facebook” ร่วมกับ Facebook และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเรื่อง “Protecting Election Integrity on Facebook” ร่วมกับบริษัท Facebook และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย โดยในการประชุมฯ ผู้แทนจาก Facebook ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทและการดำเนินการของบริษัทฯ

เพื่อช่วยให้การเลือกตั้งในประเทศต่างๆ ราบรื่นและมีความโปร่งใสในการหาเสียง รวมทั้งช่วยเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งให้ประชาชนรับทราบ ผ่านทาง Facebook โดยที่ผ่านมา บริษัทได้มีการริเริ่มให้บริการใหม่ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม อาทิ การระงับบัญชีผู้ใช้งานปลอมบน Facebook

รวมถึงการเผยแพร่หาเสียงต่างๆ บน Facebook ต้องมีความโปร่งใสในแง่ของที่มาและผู้ให้ทุนสนับสนุน โดยลดการเผยแพร่ข่าวหลอกลวงหรือข่าวที่เป็นเท็จ

ตลอดจนการขจัดการแทรกแซงจากต่างชาติในการเลือกตั้ง โดย Facebook มีทีมงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องความโปร่งใสและเป็นธรรมในการเลือกตั้ง ที่พร้อมจะให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการจัดการเลือกตั้งในอนาคต

ทั้งนี้ มีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าร่วมการประชุมหารือครั้งนี้ด้วย