TheReporter.asia

ข่าวไอที เทคโนโลยี

เอไอเอส ร่วมกับ สธ. ติดอาวุธดิจิทัลเพิ่มให้ อสม.

เอไอเอส

สานต่อภารกิจ “AIS 5G สู้ภัยโควิด-19” ต่อเนื่อง นำเทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันเข้าเสริมทัพสาธารณสุข พาประเทศฝ่าวิกฤต ล่าสุดผนึก กระทรวงสาธารณสุข ติดอาวุธ อสม. นักรบเสื้อเทา เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 แบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับรากฐานไปจนถึงการรายงานผลภาพรวมในระดับประเทศ โดยการพัฒนาใหม่ฟีเจอร์บนแอปพลิเคชัน อสม. ออนไลน์ ช่วย อสม. ให้สามารถ เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง คัดกรอง และติดตามกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 ได้แบบเรียลไทม์ พร้อมมอบ “ซิมฮีโร่” พิเศษเพื่อสมาชิก อสม. ให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้แบบไม่มีสะดุด พร้อมส่งความห่วงใยมอบฟรีประกันภัยโควิด-19 เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจป้องกันการแพร่ระบาดรอบ 2

จากกรณีที่ปัจจุบันการตรวจพบผู้ติดเชื้ออยู่ในอัตราที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการของภาครัฐ ความร่วมมือของประชาชนที่ร่วมกันเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) รวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และ อสม. ทั่วประเทศที่ทุ่มเททั้งแรงกาย และแรงใจ ในการรักษา ฟื้นฟู และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสชนิดนี้อย่างหนักมาโดยตลอด แต่ทว่ามาตรการคลายล็อกดาวน์ที่ภาครัฐกำลังผ่อนปรนให้หลายๆ ธุรกิจกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง อาจจะเป็นตัวจุดชนวนการแพร่ระบาดของเชื้อในระลอกที่ 2 ได้ จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า “นับจากวันที่ เอไอเอส ได้ประกาศวิสัยทัศน์ในการนำพลานุภาพของเครือข่ายอัจฉริยะ 5G สนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ พยาบาล ยกระดับงานสาธารณสุขให้สามารถทำงานเชิงรุก ควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้น ปัจจุบันเราได้ทยอยส่งมอบการสนับสนุนดังกล่าว เป็นงบประมาณกว่า 177 ล้านบาท สู่ทีมแพทย์ พยาบาลด่านหน้าในการรับมือวิกฤตในครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายเครือข่ายติดตั้งสัญญาณ 5G ในโรงพยาบาลที่รับตรวจโควิด-19 แล้วกว่า 161 โรงพยาบาลทั่วประเทศ และตั้งศูนย์เฉพาะกิจ AIS Robotic Labs พัฒนา Robot for Care หุ่นยนต์ผู้ช่วยแพทย์ทำหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ช่วยรักษาระยะห่างระหว่างหมอและคนไข้ ส่งมอบแล้ว 23 ตัว ให้กับโรงพยาบาล 22 แห่ง ซึ่งสามารถช่วยแบ่งเบาภารกิจของทีมแพทย์ พยาบาลได้อย่างดี”

“แม้วันนี้สถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทย จะผ่านจุดวิกฤตมาแล้ว จากจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลเริ่มคลายล็อกดาวน์ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ ในทางกลับกันก็อาจเป็นการเพิ่มโอกาสความเสี่ยงที่จะเพิ่มปริมาณผู้ติดเชื้อในระลอก 2 ได้ ดังนั้นการเฝ้าระวัง ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ในชุมชนทั่วประเทศ จากการทำงานของกลุ่ม อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ฉายา “นักรบเสื้อเทา” ที่มีอยู่กว่า 1 ล้าน 5 หมื่นราย จึงมีความสำคัญสูงสุด ในการสกัดกั้นการระบาดในระลอกที่ 2”

นายสมชัย กล่าวว่า “ที่ผ่านมากว่า 4 ปี เราได้นำความรู้ ความเชี่ยวชาญ พร้อมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ร่วมเสริมขีดความสามารถการทำงานของภาคสาธารณสุขไทย โดยมุ่งเน้นไปที่สาธารณสุขระดับมูลฐาน ทั่วประเทศ ผ่านการทำงานอย่างใกล้ชิดกับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบสาธารณสุขของไทย เพราะเป็นจิตอาสาที่มีความใกล้ชิดกับคนในชุมชน และเป็นเครือข่ายการทำงานของหน่วยบริการสุขภาพ และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านการรักษาพยาบาล ฟื้นฟู ส่งเสริม สภาพร่างกายและจิตใจ ตลอดจนป้องกันโรค ด้วยนวัตกรรมดิจิทัลแอปพลิเคชัน อสม. ออนไลน์ เครือข่ายสังคมออนไลน์เฉพาะกลุ่มการทำงานด้านสาธารณสุขชุมชนเชิงรุกระหว่างหน่วยบริการสุขภาพและ อสม. ทั้งนี้ปัจจุบันมี อสม.ดาวน์โหลดและใช้งานแอปนี้แล้วกว่า 4 แสน 1 หมื่นราย

โดยล่าสุด เพื่อร่วมแบ่งเบาและเสริมขีดความสามารถของ อสม.ยุคดิจิทัล ในสถานการณ์โควิด-19 เอไอเอส จึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลโซลูชันมาสนับสนุนการทำงานของ อสม. นักรบเสื้อเทาเพิ่มเติม ดังนี้

1) พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ “คัดกรองและติดตาม COVID-19”​ บนแอปพลิเคชัน อสม. ออนไลน์

สนับสนุนแนวทางการทำงาน ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่จัดกิจกรรม “อสม.เคาะประตูบ้านต้านโควิด-19” โดยพัฒนาฟีเจอร์คัดกรองและติดตามโควิด-19 บน แอปพลิเคชั่น อสม.ออนไลน์ เพื่อให้ อสม.ใช้เป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังความเสี่ยง คัดกรอง และติดตามผลกลุ่มเสี่ยงผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชน ด้วยรูปแบบรายงานดิจิทัลที่ อสม.สามารถบันทึกได้ง่าย สะดวก รวดเร็วในการติดตามผล และเรียลไทม์ ทางมือถือ ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข รพ.สต. สาธารณสุขอำเภอ และสาธารณสุขจังหวัด สามารถติดตามข้อมูลรายละเอียดการคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่อื่นๆ, สมาชิกในบ้านที่อาจมีความเสี่ยง รวมถึงการติดตามกลุ่มเฝ้าระวัง 14 วัน ในแต่ละครัวเรือนที่ได้อย่างเป็นระบบและทันต่อเหตุการณ์

พร้อมเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ รายงานการคัดกรองผู้มีความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต เพื่อช่วยติดตาม ผู้ที่มีความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตจากสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งแสดงคำแนะนำที่เหมาะสม เพื่อให้ อสม. ได้แนะนำความรู้ การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเบื้องต้น รวมทั้งเป็นเครื่องมือเชิงรุกในการค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อนำเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างทันท่วงที่ โดยจะเปิดให้บริการฟีเจอร์นี้ภายในเร็วๆนี้

2) มอบ “ซิมฮีโร่” เพื่อสมาชิก อสม. ให้ใช้งานแอปฯ อสม. ออนไลน์ ได้ไม่สะดุด เน็ตไม่รั่ว ค่าโทรราคาพิเศษ

สนับสนุน “ซิมฮีโร่” ให้แก่ อสม. ทั่วประเทศ มอบอินเทอร์เน็ตสำหรับใช้งานบนแอปพลิเคชัน อสม. ออนไลน์ ได้ฟรีไม่จำกัด ที่ความเร็ว 1 Mbps เล่นเน็ตไม่รั่ว ที่ความเร็ว 128 kbps โทรทุกเครือข่ายวินาทีละ 2 สตางค์ ทุกเครือข่าย ตลอด 24 ชั่วโมง นานสูงสุด 1 ปี
3) มอบฟรี ประกันภัย ให้นักรบเสื้อเทา เพิ่มความอุ่นใจในการปฏิบัติงาน

มอบสิทธิ์ความคุ้มครองประกันภัยให้ อสม. ที่มีอายุระหว่าง 16 – 85 ปี ทั่วประเทศ ฟรี! โดยมีระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน คุ้มครองการเสียชีวิตทุกกรณี 50,000 บาท และรับความคุ้มครองชดเชยรายวัน 400 บาท/วัน สูงสุดไม่เกิน 15 วัน เมื่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยในจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (ดูเงื่อนไขบริการได้ที่ www.ais.co.th/aorsormor

โดย อสม. ที่ใช้บริการเครือข่าย เอไอเอส หรือ อสม. ที่ัรับซิมฮีโร่ สามารถรับลิงก์ลงทะเบียนความคุ้มครองได้โดยกด 268เลขบัตรประชาชน 13 หลัก# และกดเครื่องหมายโทรออก สมาชิก อสม. ที่ลงทะเบียนถูกต้องจะได้รับข้อความ SMS ยืนยันความคุ้มครอง ระยะเวลาเอาประกันภัย 30 วัน (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) จากบริษัทประกันฯ ภายในระยะเวลา 5 วันทำการ

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในไทยได้ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีบุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นด่านหน้าสำคัญในการต่อสู้กับสงครามโควิด-19 ซึ่งนอกเหนือจากหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องแล้ว กลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในสนับสนุนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงสาธารณสุข นั่นคือ กลุ่ม อสม. ที่ทำงานด้วยหัวใจของความเป็นจิตอาสา เข้าถึงชุมชนในแต่ละพื้นที่ของตัวเองได้อย่างทั่วถึง เพื่อดูแลและส่งมอบความห่วงใยถึงคนในชุมชน

จนถึงวันนี้ ประเทศไทยได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการทำงานอย่างหนักของทีม อสม. ทั่วประเทศ ร่วมทำงานเชิงรุกในการค้นหาและตรวจคัดกรองผู้มีความเสี่ยงไปจนถึงผู้ติดเชื้อในชุมชนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราสามารถติดตามตัวผู้ป่วยมารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที จนถึงขณะนี้เรียกได้ว่า ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตของการแพร่ระบาดไปได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสถานการณ์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เรายิ่งต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำได้ ดังนั้น เหล่า อสม. จะยังเป็นกำลังหลักในการทำหน้าที่ตรวจสอบและคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงในชุมชน ทั้งจากการเดินทางมาจากพื้นที่อื่น และมีประวัติสัมผัสเชื้อ เพื่อให้บุคคลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการเฝ้าระวังและสังเกตอาการให้เร็วที่สุด ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้อย่างทันท่วงที จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยสนับสนุนร่วมด้วย

โดยเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ เอไอเอส ได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่มาสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทรงประสิทธิภาพผ่านแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ และยังได้พัฒนาฟีเจอร์คัดกรองและติดตามโควิด-19 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้ อสม.ใช้เป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังความเสี่ยง คัดกรอง และติดตามผลกลุ่มเสี่ยงผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชน พร้อมสนับสนุนระบบสื่อสาร ซิมฮีโร่ พร้อมแพ็กเกจ ให้สมาชิก อสม. สามารถใช้งานเน็ตบน แอป อสม.ออนไลน์ ได้ฟรีไม่จำกัด ทั้งยังได้รับความคุ้มครองประกันภัย เพื่อสมาชิก อสม. ที่คุ้มครองการเสียชีวิต ทุกกรณี และค่าชดเชยรายวันเมื่อพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อโควิด-19 อันจะช่วยสร้างความอุ่นใจและเป็นกำลังใจให้สมาชิก อสม.ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีต่อไป

ขอขอบคุณ สำหรับหัวใจจิตอาสาของ อสม.ทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเททำงานเพื่อชุมชนและประเทศของท่านอย่างเต็มกำลังความสามารถ และขอบคุณภาคเอกชนที่ใช้ขีดความสามารถเข้ามาร่วมในภารกิจต้านภัยโควิดในครั้งนี้ และผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า แอปฯ อสม.ออนไลน์ พร้อมฟีเจอร์ใหม่เฝ้าระวังไวรัสโควิด-19 จะเป็นเสมือนการติดอาวุธดิจิทัลให้กับเจ้าหน้าที่นักรบเสื้อเทาของเรา สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี”