TheReporter.asia

ข่าวไอที เทคโนโลยี

แกะรอยแอปพลิเคชั่น หมอชนะ ความหมายนัยที่ซ่อนเร้น

หมอชนะ

ช่วงสัปดาห์นี้นอกความร้อนแรงของเรื่องเทคโนโลยีที่มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่และอุปกรณ์เทคโนโลยีที่หลากหลายแล้ว ยังมีเรื่องของแอปพลิเคชั่น หมอชนะ ที่ทุกคนต่างจับตาดูอย่างขมวดคิ้ว ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน นับตั้งแต่การเปลี่ยนความตั้งใจที่จะหนุนการใช้แอปพลิเคชั่นให้ผู้คนดาวน์โหลดไปใช้กันเยอะๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็บอกเองว่ามีไว้สำหรับการติดตามโรคสำหรับผู้ที่ติดเชื้อแล้ว

เลยเถิดมาถึงความสามารถในการติดตาม สอบสวนโรคของ ไทยชนะ ที่แม้ว่าผู้คนจะยอมยุ่งยากในเช็กอินเช็กเอาต์เมื่อต้องเดินทางไปไหนแล้วก็ตาม การเปิดเผยไทม์ไลน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดูจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวได้เลย นับเป็นเรื่องสูญเปล่าจากการที่จะต้องเช็กอิน-เช็กเอาต์กันก่อนเข้ายังสถานที่ใดๆ

ขณะที่การดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น หมอชนะ ก็เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงสถานะของแถบสีที่ดูจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย แม้ว่าจะเข้าไปอยู่ในสถานที่และช่วงเวลาที่เสี่ยง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ แอปพลิเคชั่นดังกล่าวเป็นความหวังของการแจ้งเตือนอัตโนมัติ ด้วยความสามารถของการเชื่อมโยงสัญญาณบลูทูธและจีพีเอสระหว่างเครื่องมือสื่อสารที่ลงแอปพลิเคชั่นไว้ ทำให้ทราบการเคลื่อนย้ายของผู้เสี่ยงและติดเชื้อแบบเรียลไทม์ก็ตาม

แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ข้อสงสัยที่ทำให้ขมวดคิ้วได้อย่างเดียวแต่ไม่สามารถหาคำตอบได้ ท้ายที่สุดเมื่อเหล่าทีมพัฒนาได้ออกมาประกาศการถอนตัว เพื่อโอนอำนาจการดูแลให้กับหน่วยงานรัฐรับช่วงต่อ และยังทิ้งทวนโดยการโอนเพียงแอปพลิเคชั่นที่ไม่มีดาต้าเบสเชิงลึกที่สามารถระบุตัวตนได้ให้กับรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าการไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ทำให้แอปพลิเคชั่นต้องขอสิทธิ์การเข้าใช้ใหม่ ดังที่หลายคนจะต้องกดเปิดสิทธิ์ให้เมื่อเปิดแอปพลิเคชั่นดังกล่าวขึ้น และเริ่มมีการโวยวายถึงการขอสิทธิ์ที่มากเกินความจำเป็นดังที่หลายคนเริ่มล้อเลียนจาก หมอชนะ จะเป็น เมียชนะ ซะแล้วหากจะรู้ความเคลื่อนไหวขนาดนั้น

ขณะที่หน่วยงานรัฐ ก็เริ่มการเคลื่อนไหว เปิดการแถลงข่าวชุดใหญ่ โดยนำทีมอาสาสมัครในส่วนของโครงสร้างเซิร์ฟเวอร์บางท่าน เข้ามาร่วมการแถลง โดยที่ไม่เห็นในส่วนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นทีมพัฒนาแอปลพิเคชั่นโดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งทางความคิดของกลุ่มอาสาสมัครดังกล่าวกับหน่วยงานที่เข้ามาดูแลแทนได้อย่างชัดเจน ซึ่งวลีของการปะทะกันก่อนการส่งมอบผมขอไม่กล่าวถึง เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็เชื่อแน่ว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังกันมานั้นอาจจะมีทั้งเรื่องจริงและไม่จริงเกิดขึ้นได้

การออกมาแถลงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ใช้คำพูดที่สวยหรูเช่นเคยว่าคือการโอนถ่ายและส่งมอบ ไม่ใช่การถอนตัวแต่อย่างใด และจบท้ายด้วยเพื่อการพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ แต่สาระสำคัญของการตอบโต้ครั้งนี้ คือข้อมูลของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการใช้งานหลักของแอปพลิเคชั่นนั่นเอง โดยเนื้อหาใจความหลักอยู่ที่เรื่องของการเปลี่ยนสถานะสีของข้อมูลผู้ใช้แอปพลิเคชั่น ที่หลังจากมีการติดตั้งแอปพลิเคชั่นและกรอกข้อมูลบางส่วนแล้วจะมีสถานะสีเขียว แต่การปรับเปลี่ยนสถานะจากเดิมที่เมื่อผู้ใช้เดินทางไปในที่ใดก็ตาม เมื่อแอปพลิเคชั่นตรวจจับว่ามีบุคคลที่ติดเชื้ออยู่ในรัศมีก็จะทำการแจ้งเตือนและปรับเปลี่ยนสถานะให้โดยอัตโนมัติ

ซึ่งหน่วยงานรัฐยืนยันว่า นับตั้งแต่นี้แอปพลิเคชั่นดังกล่าว จะไม่มีการคุยกันเองอย่างที่เข้าใจ การปรับเปลี่ยนสถานะของสี จะต้องปรับเปลี่ยนและได้รับการยืนยันโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งนั่นเท่ากับว่าประโยชน์ของแอปพลิเคชั่นที่คาดหวังว่าจะเป็นเฟอร์รารี่ให้ผู้คนได้ขับขี่แล้วรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าตนเองนั้นเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่อย่างไร กลับกลายเป็นเพียงเฟอร์รารี่ที่ถูกถอดเครื่อง 800 กว่าแรงม้าออก เหลือเพียงพลังขับไอน้ำที่ใช้ถ่ายไม้ราคาถูกเข้ามาแทนที่

นั่นก็ทำให้ผู้คนเริ่มรับรู้ได้ว่า การเปลี่ยนสถานะแถบสีในแอปพลิเคชั่นหมอชนะ เริ่มไม่ได้รับการอัปเดตที่รวดเร็ว แม้ว่าตนเองนั้นจะได้เข้าไปในสถานที่และช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงแล้วก็ตาม นั่นก็เพราะว่าในช่วงการส่งมอบช่วงเดือนที่ผ่านมานั้นเริ่มมีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจการดูแล และปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของแอปพลิเคชั่นแล้วนั่นเอง

แม้ว่าหน่วยงานรัฐจะยืนยันว่า ทีมอาสายังมีส่วนร่วมในการพัฒนาคงเดิม แต่สิ่งที่รับรู้ได้คือการบอกว่าได้ยกให้เป็นที่ปรึกษา ด้วยปริมาณการใช้ที่เพิ่มขึ้นจำเป็นต้องมีทีมงานประจำ แต่กระนั้นความเคลื่อนไหวของทีมอาสาในทีมพัฒนาแอปพลิเคชั่น (ทีมอาสามี 2 ส่วน ทีมโครงสร้างเซิร์ฟเวอร์ และทีมพัฒนาแอปพลิเคชั่น) ก็ได้เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มจากการลบข้อมูลส่วนบุคคลให้ก่อนส่งมอบ เพื่อเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล และยังได้แยกส่วนของโค้ดหลักออกมาเพื่อนำไปให้นักพัฒนาที่สนใจสามารถต่อยอดและพัฒนาต่อได้ และเปลี่ยนชื่อเป็น SQUID ซึ่งจะถูกเผยแพร่อยู่บนแพลตฟอร์ม Github ที่รู้จักกันดีในหมู่นักพัฒนาโอเพ่นซอร์ส

อธิบายให้เข้าใจง่ายก็คือ SQUID จะไม่ต่างจากระบบแอนดรอยด์หลักที่กูเกิลได้เขียนโค้ดขึ้นแล้วเผยแพร่เป็นสาธารณะให้สามารถต่อยอดกันได้ หลังจากนั้นแบรนด์สมาร์ทโฟนก็ได้นำโค้ดดังกล่าวไปต่อยอดออกมาเป็นระบบปฏิบัติการ อาทิเช่นแบรนด์ซัมซุงที่มีการใช้ระบบหลักเป็นแอนดรอยด์แต่พัฒนาต่อยอดเองเป็นต้น จะเห็นได้ว่าในส่วนของการพัฒนาของกูเกิลที่เรารับรู้กันในนามเพียวแอนดรอยด์นั้นเมื่อเกิดการอัปเดตระบบ แบรนด์ที่พัฒนาเองก็จะไม่สามารถอัปเดตได้พร้อมกับการเปิดตัวอัปเดตใหม่ของกูเกิล แต่จะต้องรอทางแบรนด์เปิดตัวอัปเดตมาให้เท่านั้นจึงจะอัปเดตได้

ทั้งนี้หากมองไปที่มาตรฐานความปลอดภัยด้านข้อมูลบุคคลนั้น แอปพลิเคชั่นหมอชนะ มีการเข้ารหัสข้อมูลด้วยมาตรฐาน RSA-2048 และ SHA-256 ซึ่งผู้ที่ทำหน้าดูแลรักษาข้อมูลคือหน่วยงาน สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล(องค์การมหาชน) หรือ สพร. โดยแอปพลิเคชั่นใหม่นี้จะไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล แต่จะเป็นเพียงระบบติตดามบุคคลเท่านั้น

โดยเนื้อหาใจความหลักของแอปพลิเคชั่น หมอชนะ ใหม่นั้นจะใช้การเชื่อมโยงสัญญาณบลูทูธและจีพีเอสที่อยู่ภายในแอปพลิเคชั่น โดยไม่ระบุตัวตนแต่ยึดจากเครื่องมือถือเป็นหลัก (Anonymous ID) ซึ่งเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการตรวจพบผู้ติดเชื้อ จะนำข้อมูลดังกล่าวมาตรวจสอบย้อนกลับ แล้วทำการแจ้งเตือนกลับไปยังสมาร์ทโฟนเครื่องที่ลงแอปพลิเคชั่นดังกล่าวที่มีการนำเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงเป็นระยะๆ เพื่อให้คำแนะนำกักตัวหรือพบแพทย์แล้วแต่กรณีความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

แน่นอนว่า กระบวนการดังกล่าว เข้าไปช่วยเรื่องของการสอบสวนโรค ในกรณีที่เกิดพบผู้ติดเชื้อขึ้นมา ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่าการเช็กอิน เช็กเอาต์ที่ผ่านมาของ ไทยชนะ ไม่สามารถตอบโจทย์ส่วนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กระนั้นเมื่อนำแอปพลิเคชั่นหมอชนะ ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการประมวลผลแบบคลาวด์ที่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงได้ทันที เมื่อเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง แต่ก็เป็นแบบยังไม่ได้รับการยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาใช้แทน ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงการลดประสิทธิภาพแอปพลิเคชั่นลงทำไม

หากมองกันในมุมของนักพัฒนาก็ถือว่าเป็นการเสียเปล่าในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นใหม่แต่กลับถอดเครื่องเก่าทิ้งแล้วใส่เครื่องยนต์ไอน้ำเข้าไปแทน แต่มองในการควบคุมสถานการณ์โรคระบาดที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องการควบคุมเบร็ดเสร็จ ซึ่งรวมถึงการตื่นกลัวของภาคประชาชนด้วยก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ที่จะต้องควบคุมไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วผ่านแอปพลิเคชั่นดังกล่าว ดังนั้นข้อความการติดเชื้อที่ส่งต่อออกไปควรได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัดก่อนเผยแพร่

ท้ายที่สุด เมื่อเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น กลายเป็นข้อสงสัยที่สาธารณะชนตั้งข้อสังเกตขึ้นมาแล้ว การโยงใยไปสู่เรื่องการเมืองที่ยังครุกรุ่นอยู่ในใจของผู้คนก็เริ่มก่อตัวขึ้น พลายอะตอมก็ได้แต่หวังว่า เราจะประณีประนอมและหาทางออกร่วมกันทางความคิดที่ละมุนละม่อมได้ในเร็ววัน เพราะไม่ว่าอย่างไร แอปพลิเคชั่นก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยที่สุดก็ช่วยให้หน่วยสืบสวนโรคทำงานได้ง่าย ไม่ต้องรอให้ผู้ติดเชื้อลำลึกความหลังช่วง 14 วันอย่างยากลำบากอย่างเช่นทุกวันนี้ก็พอ