TheReporter.asia

ข่าวไอที เทคโนโลยี

‘กลุ่มสามารถ’ เปิดตัว กล้องวัดอุณหภูมิ อินฟาเรด

อินฟาเรด

กลุ่มสามารถ‘ เปิดตัวโซลูชั่นการตรวจวัดอุณหภูมิด้วยกล้องเทอร์โมสแกน อินฟาเรด พร้อมเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพิ่มความแม่นยำและช่วยแยกแยะส่วนความร้อนที่ไม่ได้เกิดจากร่างกาย เช่นกาแฟร้อนที่ถือ แบตเตอรี่สามาร์ทโฟน ตลอดจนสิ่งของร้อนที่นำติดตัวผ่านเครื่องสแกน และแจ้งเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องพร้อมบันทึกภาพผู้ที่มีอุณหภูมิเกินกำหนด ด้วยการสแกนเพียง 1 วินาทีต่อคนเท่านั้น

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า “ในยุคของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ทุกภาคส่วนหันมาใช้มาตรการต่างๆ ที่สร้างความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรค เทคโนโลยีจึงได้ถูกนำมา Apply เพื่อใช้ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ รวมถึงเทคโนโลยีของกล้องวงจรปิดก็เช่นกัน ได้มีการพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่ทำได้มากกว่าแค่การบันทึกภาพและเรียกดู ยามเกิดปัญหา

บริษัท วิชั่น แอนด์ ซีเคียวริตี้ ซีสเต็ม จำกัด ผู้ให้บริการด้านระบบรักษาความปลอดภัยครบวงจร หนึ่งในกลุ่มบริษัทสามารถ จึงได้นำเข้ากล้องเทอร์โมสแกน (Thermal Camera) ซึ่งเป็นกล้องที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ตรวจจับความร้อน และถูกนำมาปรับใช้วัดอุณหภูมิร่างกายของบุคคลในช่วงโควิด-19 ในนามผลิตภัณฑ์ Hikvision Thermal Camera”

Hikvision Thermal Camera หรือ กล้องเทอร์โมสแกน นั้น เป็นกล้องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายแบบอินฟาเรด ที่สามารถวัดค่าอุณหภูมิได้แม่นยำด้วยเทคโนโลยี AI (AI Detection) ใช้เจาะจงตรวจจับใบหน้าเพื่อให้วัดอุณภูมิเฉพาะที่หน้าผากเท่านั้น หลีกเลี่ยง False Alarms จากวัตถุร้อนอื่นๆที่บุคคลถือติดตัวมา เช่น โทรศัพท์มือถือ แก้วกาแฟร้อน อาหารร้อน เป็นต้น การทำงานของ Hikvision Thermal Camera มีฟังก์ชั่นตรวจจับความร้อนของบุคคลด้วยรังสีอินฟราเรด แล้วแปลงเป็นอุณภูมิร่างกาย จากนั้นก็ประมวลผลเป็นภาพสองมิติ

เมื่อตรวจพบว่าอุณหภูมิสูงผิดปกติระบบจะแจ้งเตือนไปที่ผู้ปฎิบัติงาน และทำการบันทึกภาพของบุคคลเป้าหมายหรือผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติไว้เป็นหลักฐานได้ทันที ใช้งานง่ายและรวดเร็ว เพราะแค่บุคคลเดินผ่านกล้องก็สามารถสแกนตรวจจับความร้อนได้ทันที เพียง 1 วินาทีต่อคน และสามารถสแกนคนกลุ่มใหญ่ได้ในคราวเดียวแบบไม่จำกัดจำนวน ทำให้ลดความแออัดของจำนวนคนที่รอคิว จึงเหมาะสำหรับจุดคัดกรองคนจำนวนมาก เช่น แหล่งที่มีการชุมนุมของคนจำนวนมาก, อาคารสำนักงาน, โรงพยาบาล, โรงแรม, ห้างสรรพสินค้าและสนามบิน เป็นต้น

“กล้องวงจรปิดปัจจุบัน ได้ก้าวสู่ยุคของระบบวิเคราะห์ภาพอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านกล้องเน็ตเวิร์ครุ่นใหม่ที่รองรับฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายขึ้น และสำหรับในยุค New Normal แล้ว กล้องวงจรปิด สามารถนำมาใช้นับจำนวนคน หรือการตรวจสอบความหนาแน่นของคนในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในระบบขนส่งสาธารณะ พื้นที่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยตัดสินใจว่าจะใช้บริการหรือใหม่

ด้วยเทคโนโลยี AI & Machine Learning ถูกนำมาปรับใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้เป็นกล้องวงจรปิดอัจริยะ ซึ่ง บริษัท วิชั่น แอนด์ ซีเคียวริตี้ ซิสเต็ม จำกัด มี Partner ที่เป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยระดับโลกที่มีพร้อมทุก Solution เพื่อก้าวสู่ Smart City และต่อยอดด้านการตลาดให้เพิ่มขึ้น” นายวัฒน์ชัย กล่าวทิ้งท้าย