TheReporter.asia

ข่าวไอที เทคโนโลยี

เอปสันไม่หวั่นโควิด-19 พร้อมสู้ด้วยกลยุทธ์ Double LEAD

เอปสัน
นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด

ในธุรกิจพรินเตอร์ไม่ต้องรอให้มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็มีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรงอยู่แล้ว ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาตลาดไอทีในประเทศโดยรวมหดตัวลง 5.5% เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อรวมเข้ากับงบประมาณรายจ่ายรัฐบาลที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามกำหนด จึงส่งผลกระทบต่อโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ แผนการลงทุนและจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ทั้งองค์กรรัฐและเอกชนมีการลงทุนในสินค้ากลุ่มไอทีลดลง

เอปสัน ประเทศไทย ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับอีกหลายบริษัทไอทีในตลาดที่ต้องปรับตัวอย่างหนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาหนัก เพราะทุกอย่างได้ทำการวางแผนไว้หมดแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การระบาดดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเอปสันของโดยตรง แต่อาจทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดต่ำลงและส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในภาคธุรกิจโดยรวม รวมถึงส่งผลต่อการจำหน่ายทางหน้าร้านของตัวแทนจำหน่ายและบรรยากาศโดยรวมในตลาด

ปัจจุบันตลาดของเอปสันเองมี 3 ส่วนคือ retails /corporate และ government โดยในส่วนของ retails เอปสันได้มีการรับมือโดยการเพิ่มช่องทางการขายผ่านออนไลน์และ e-commerce ซึ่งได้เริ่มทำมาระยะนึงแล้ว เพื่อช่วยให้ลูกค้าที่ต้องการสินค้าเอปสันสามารถซื้อของได้ไม่ต้องไปที่หน้าร้านค้า ส่วนกลุ่มตลาด government ทางภาครัฐก็มีการใช้จ่ายตามรอบงบประมาณปกติ ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับที่ไม่กระทบมาก เช่นเดียวกับตลาดกลุ่ม corporate ในตอนนี้ยังไม่กระทบมากนัก เพราะองค์กรธุรกิจต่างหาหนทางออกในการดำเนินธุรกิจต่อในภาวะนี้อยู่แล้ว และสินค้าและเทคโนโลยีของเอปสันสามารถตอบโจทย์งานใช้งานเชิงธุรกิจ แต่อาจจะมีผลกระทบมากขึ้นถ้าสถานการณ์ covid-19 ลากยาวไปกว่านี้

“ช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ปรับกลวิธีในการจำหน่าย โดยเพิ่มความสำคัญกับช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อเข้าถึงองค์กรเอสเอ็มอีทั่วประเทศได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังโฟกัสในตลาด replacement โดยเฉพาะในองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนจากเลเซอร์พรินเตอร์และพรินเตอร์ที่ใช้ตลับหมึกมาใช้อิงค์แท็งค์พรินเตอร์ เพื่อประหยัดต้นทุนการพิมพ์และค่าไฟ รวมถึงลูกค้าที่ต้องการเพิ่มจำนวนพรินเตอร์เอปสันในองค์กรเป็นหลัก”

ด้านบริการหลังการขายสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานธุรกิจนั้น เอปสันเองได้มีการนำ solution การใช้งานที่ประหยัดขึ้น เพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายขึ้น อย่างเช่น โปรแกรม EasyCare360 / EasyCare Mono เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายให้เกิดความสนใจในการลงทุนกับเอปสัน แต่ทั้งนี้จากสถานการณ์ดังกล่าว เอปสัน ประเทศไทย คาดการณ์ว่ายอดขายผลิตภัณฑ์พรินเตอร์ทั้งหมดของบริษัทฯ จะปรับตัวลดลง 6% เมื่อเทียบกับปี 2561 แต่ยังคงสามารถยืนตำแหน่งผู้นำตลาดอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ B2B ของไทยได้ทั้งในเชิงมูลค่าและจำนวนยูนิต ด้วยสัดส่วนการตลาด 38% และ 44%

นายยรรยง กล่าวว่า สำหรับสำหรับการดำเนินธุรกิจในปีนี้ เอปสันจะเดินหน้าตามกลยุทธ์ Double LEAD ซึ่งประกอบด้วย LEAD ที่ 1 คือการนำเสนอคุณค่า (Value Proposition) 4 ประการ ที่สามารถแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการด้านการพิมพ์งานภายในองค์กรธุรกิจต่างๆ ได้แก่ Low Total Cost of Ownership, Eco-friendly environment, Advanced performance และ Digital transformation ส่วน LEAD ที่ 2 คือกลยุทธ์การดำเนินงาน ผ่าน 4 กระบวนการเพื่อถ่ายทอดคุณค่าที่ได้กล่าวมาไปสู่ธุรกิจของลูกค้า ได้แก่ Launch, Educate, Assist และ Drive”

Low Total Cost of Ownership หรือต้นทุนการเป็นเจ้าของที่ถูกลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกรายต้องการ เพราะทำให้ต้นทุนการผลิตหรือรายจ่ายในองค์กรถูกลง ยกตัวอย่างเช่น อิงค์เจ็ทพรินเตอร์เอปสันที่ใช้เทคโนโลยีหัวพิมพ์ไมโครปิเอโซรุ่นใหม่ และหัวพิมพ์รุ่นใหม่ PrecisionCore Line สามารถพิมพ์งานคุณภาพสูงในความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่อง และไม่มีขั้นตอนหรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ในการพิมพ์มากมายเหมือนเลเซอร์พรินเตอร์ จึงช่วยให้ราคาเครื่องและค่าพิมพ์ต่อแผ่นถูกว่า ทั้งยังช่วยประหยัดค่าไฟได้มากกว่าการพิมพ์ด้วยเลเซอร์พรินเตอร์ถึง 90% ส่วนการบำรุงรักษาก็ยังทำได้ง่ายและถูกกว่า รวมไปถึงอายุการใช้งานก็ยังนานกว่าอีกด้วย

Eco-friendly environment อิงค์เจ็ทพรินเตอร์ความเร็วสูงของเอปสันถูกพัฒนาให้ใช้พลังงานที่น้อยลง และเป็นมิตรต่อสุขภาพของผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมในองค์กร ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมลพิษจากฝุ่นผงหมึกในที่ทำงาน เมื่อเทียบกับเลเซอร์พรินเตอร์ที่ใช้โทนเนอร์หมึกในการพิมพ์ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องที่ไม่ใช้ความร้อนในกระบวนการพิมพ์ (heat free) อาทิ Epson WorkForce Enterprise WFC20590 ซึ่งเป็นอิงค์เจ็ทที่ใช้พลังไฟฟ้า และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าเลเซอร์พรินเตอร์ถึง 85% รวมทั้งยังมีปริมาณของเสียน้อยกว่าเลเซอร์พรินเตอร์ถึง 59% ในส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์พรินเตอร์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมสำหรับการพิมพ์สิ่งทอของเอปสัน ยังสามารถช่วยลดการใช้น้ำในกระบวนการพิมพ์ได้มากถึง 60% อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดมลพิษจากสารเคมี และลดการใช้พลังงานไฟฟ้ามากถึง 55%

Advanced performance เอปสันมีไลน์ผลิตภัณฑ์อิงค์เจ็ทพรินเตอร์ที่ครบครัน มีจำนวนรุ่นจำหน่ายในท้องตลาดมากที่สุด สามารถช่วยเพิ่มความเร็วและให้ผลงานพิมพ์คุณภาพสูง รวมไปถึงรองรับการพิมพ์บนวัสดุที่มีความหลากหลายทั้งประเภท ขนาด และความหนา ทำให้บริษัทต่างๆ สามารถยกระดับประสิทธิภาพการพิมพ์งานในองค์กรและธุรกิจการพิมพ์สามารถสร้างรายได้จากไลน์ธุรกิจใหม่ ยกตัวอย่างเช่น Epson EcoTank M-Series ที่เป็นอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ขาวดำที่สามารถพิมพ์งานปริมาณมากได้เร็วและมีคุณภาพเทียบเท่ากับเลเซอร์พรินเตอร์ แต่ช่วยประหยัดค่าไฟและต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นได้มากกว่า

และ Epson SureColor T-Series ที่ได้รับรางวัลด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์จากเวที Red Dot Design นอกจากจะพิมพ์งานประเภท CAD สำหรับงานก่อสร้างและงานวิศวกรรม รวมถึงงานพิมพ์ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายใน งานแผนที่ได้แล้ว ยังสามารถพิมพ์สื่อโฆษณา ประเภทโปสเตอร์ โบรชัวร์ และป้ายโฆษณา เหมาะกับการใช้ภายในองค์กร หรือ Epson SureColor S-Series ที่รองรับการพิมพ์งานสื่อโฆษณาและยังพิมพ์บนวัสดุอื่นๆ ได้ เช่น หนังเทียม แคนวาส ฟิล์มใส จึงสามารถนำไปผลิตสินค้าแฟชั่นหรือของที่ระลึกได้

Digital Transformation เอปสันมีอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ประสิทธิภาพสูงออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนกระบวนการก้าวไปสู่ดิจิทัลของธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบัน 3 ใน 4 ของเอสเอ็มอีทั่วภูมิภาคอาเซียนได้นำดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้นำพรินเตอร์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของเอปสันไปใช้เสริมในกระบวนการผลิตมากที่สุดได้แก่ อุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอ ซึ่ง Epson SureColor F-Series ได้ถูกนำเข้าไปใช้ในโรงงานเพื่อเพิ่มไลน์การพิมพ์แบบ print-on-demand รองรับการผลิตสินค้าตามดีไซน์และออร์เดอร์ของลูกค้าในจำนวนจำกัด จึงช่วยลดปริมาณสินค้าในสต็อกและลดค่าใช้จ่ายและปริมาณของเสียจาการผลิตลงได้ อีกทั้งยังเป็นที่นิยมของดีไซเนอร์ เพราะสามารถช่วยสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นในรูปแบบเฉพาะตัว มาตอบรับกระแสนิยมในตลาดขณะนั้น ได้ในราคาต้นทุนที่ต่ำลง

นายยรรยง กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์ LEAD เพื่อนำเสนอคุณค่าทั้ง 4 ด้านให้แก่ลูกค้าองค์กรธุรกิจของบริษัทฯ ยังประกอบด้วย Launch หรือการออกผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมการพิมพ์ทุกประเภทงาน ในองค์กรและทุกธุรกิจการพิมพ์ โดยผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายและอีคอมเมิร์ซ
Educate หรือการให้ความรู้แก่ลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงคุณค่าในด้านต่างๆ ที่เอปสันสามารถมอบให้แก่ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับความมั่นใจและความคุ้นเคยในเทคโนโลยีของเอปสัน รวมถึงการให้ความรู้ เพื่อเพิ่มความชำนาญแก่ทีมงานของตัวแทนจำหน่ายในการดูแลและซ่อมแซมผลิตภัณฑ์ของเอปสัน

Assist หรือการให้ความช่วยเหลือลูกค้า ทั้งในด้านการติดตั้งและการบำรุงรักษา รวมไปถึงการให้คำแนะนำในการขยายแพลทฟอร์มการพิมพ์ภายในองค์กร ผ่านการใช้งานแบบเช่าเครื่องและคิดค่าบริการแบบรายแผ่น ภายใต้ชื่อ Epson EasyCare 360 สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ใช้เครื่องพิมพ์ Epson WorkForce และบริการเหมาจ่ายแบบรายเดือนภายใต้ชื่อ Epson EasyCare Mono สำหรับกลุ่มลูกค้า Epson EcoTank M-series ที่สามารถเช่าเครื่องพร้อมหมึกแบบเหมาจ่ายรายเดือนและ Drive หรือการกระตุ้นลูกค้าเดิมและลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เกิดความสนใจในการลงทุนกับเอปสันในอนาคต ผ่านโปรโมชั่นและกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ

นายยรรยง กล่าวว่า สำหรับยอดขายของอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ประเภทต่างๆ ของบริษัทฯ ในปีที่ผ่านมา อิงค์เจ็ท พรินเตอร์ความเร็วสูงสำหรับองค์กรธุรกิจ Epson WorkForce คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้เติบโตมากที่สุด เพิ่มขึ้น 79% เนื่องจากสามารถเข้าไปแย่งส่วนแบ่งตลาดจากกลุ่มเครื่องถ่ายเอกสาร รองลงมาคือกลุ่มพรินเตอร์ เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 10% ได้แก่ พรินเตอร์ฉลากอุตสาหกรรม พรินเตอร์หน้ากว้างใช้ภายในองค์กร พรินเตอร์เพื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ และพรินเตอร์ป้ายโฆษณา ในส่วนกลุ่ม Epson EcoTank อิงค์เจ็ทพรินเตอร์รุ่นประหยัดเพื่อองค์กรธุรกิจทุกขนาด และกลุ่มดอทเมทริกซ์พรินเตอร์ คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้จากยอดขาย ณ สิ้นปีงบประมาณนี้ ได้ไม่ต่างจากปีงบประมาณก่อนหน้านั้น

“เอปสันเชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ จะกลับมาสู่ภาวะปกติในไม่ช้า รวมถึงการอนุมัติการเบิกจ่ายของงบประมาณรัฐบาล ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจกลับมาทำงานอีกครั้ง การลงทุนในเทคโนโลยีด้านต่างๆ ขององค์กรธุรกิจก็จะเพิ่มมากขึ้น ตลาดไอทีก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง”