TheReporter.asia

ข่าวไอที เทคโนโลยี

สตาร์ทอัพต้นน้ำของไทยจะเข้าสู่ภาวะหน้าแล้ง?

สตาร์ทอัพ
พี่เหมง หรือนายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ อดีตกรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท

การเปลี่ยนแปลงของแอคเซอเลอเรทที่เป็นกำลังสำคัญในการผลิตสตาร์ทอัพต้นน้ำอย่าง ดีแทค แอคเซอเลอเรท ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนสตาร์ทอัพต้นน้ำแห่งเดียวในไทย กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วงการสตาร์ทอัพสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด แต่จะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ วันนี้ในงานแถลงความสำเร็จของฟินโนมีนา TheReporterAsia ได้มีโอกาสเจออดีตหัวหอกสำคัญ ทำให้ไม่รอช้าที่จะตรงดิ่งเข้าถามความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไป

พี่เหมง หรือนายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ อดีตกรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ได้กล่าวอารมณ์​ดีตามสไตล์ว่า “พี่ออกมาแล้ว” แต่สถานการณ์ของการทำแอคเซอเลอเรทสตาร์ทอัพในภาพรวม เท่าที่ทราบยังมีเป้าหมายเหมือนเดิม ซึ่งเท่าที่ได้พูดคุยกับผู้บริหารในแวดวงการพัฒนาสตาร์ทอัพระดับภูมิภาค การสนับสนุนหรือลงทุนในสตาร์ทอัพยังไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำกำไร ชัดเจนว่ายังเป็นการทำเพื่อพัฒนาให้สตาร์ทอัพเติบโตอยู่ หรือเป็นการส่งเสริมเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เอื้อต่อบริษัทเท่านั้น

ขณะที่ทิศทางของการพัฒนาสตาร์ทอัพของประเทศไทย ถ้าให้พูดตามจริงแล้ว วันนี้เราไม่มีแอคเซอเลอเรทที่คล้ายกับ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ซึ่งเป็นศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพในระดับต้นน้ำในประเทศไทยอยู่เลย เท่าที่เห็นจะมีก็เป็นเพียงการสนับสนุนขององค์กร เพื่อต่อยอดธุรกิจของตนเองเท่านั้น ซึ่งก็น่าจะทำให้ช่วงนี้เราอาจจะเห็นสตาร์ทอัพเกิดใหม่ได้น้อยลง

ส่วนตัวมองว่า แม้ว่าจะไม่มีสตาร์ทอัพเลือดใหม่เข้ามาเสริมวงการ แต่เราก็หวังว่ากลุ่มสตาร์ทอัพที่เริ่มต้นไปแล้วก็น่าจะมีตัวที่โดดเด่นหรือตัวจริง ก้าวขึ้นมาเป็นอย่างรุ่นพี่ที่เติบโตเข้าสู่ซีรี่ย์เอหรือบี ตามลำดับ วันนี้ถ้ามองให้ลึกลงไป ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สตาร์ทอัพจะได้มีโอกาสเรียนรู้การล้มให้ไว้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สำคัญ ยกตัวอย่างในต่างประเทศมีสตาร์ทอัพบางรายหอบเงินลงทุนกลับมาคืนนักลงทุน แล้วก็บอกว่าทำต่อไม่ได้แล้วก็มี

สตาร์ทอัพต้องเรียนรู้ที่จะล้มเหลวให้เป็นแล้วลุกให้ไว ซึ่งเป็นพื้นฐานข้อแรกๆของสตาร์ทอัพที่แตกต่างจากเอสเอ็มอี เพราะในเมื่อเราแแน่ใจแล้วว่ามันไปต่อไม่ได้เราจะทนทู่ซี้ต่ออีก 15ปี แล้วปีที่ 15 มาบอกว่าไม่ไหวแล้วหรือ? ถ้าวันนี้เราเรียนรู้ที่จะล้มเหลวเป็น เราก็จะบอกกับตัวเองได้ว่าสุดทางแล้ว โดยไม่ต้องรอไปอีก 15ปีค่อยคิดได้ว่าไม่รอด ก็ไม่ต้องเสียเวลาและโอกาสในการทำสิ่งใหม่ๆ

สถานการณ์วันนี้จะช่วยคัดกรองให้สตาร์ทอัพที่เป็นตัวจริงอยู่รอด และคัดกรองตัวปลอมออกจากระบบนิเวศน์ต่อไป แต่การจะแยกว่าอันไหนตัวจริงอันไหนตัวปลอม ก็ต้องมาดูเป้าหมายตั้งแต่เริ่มก่อตั้งว่ามันถูกต้องหรือไม่ เป้าหมายของการเข้ามาแก้ปัญหาถูกวางให้เกิดการเชื่อมโยงไปที่ผู้คนส่วนใหญ่ในระดับเอเชียหรือของโลกหรือไม่ เพราะถ้าเป้าหมายถูกมองว่าจะทำเพียงแค่ในประเทศเท่านั้นกับประชากรเพียงแค่ 70-80 ล้านคน การเติบโตไปสู่ยูนิคอร์นก็ไม่มีทางเป็นไปได้ แล้วท้ายที่สุดนักลงทุนก็จะเมินหน้าหนีอย่างไม่แยแสไอเดียนั้นอีกต่อไป

ทั้งนี้พี่เหมง ยังบอกอีกด้วยว่า ในราวไตรมาส 1 ของปีนี้ น่าจะมีความชัดเจนในหน้าที่การงานของทั้งทีม ซึ่งทีมของพี่เหมงทั้ง 8 คนยังกลมเกลียวกันเช่นเดิม และพร้อมที่จะเข้าไปดำเนินการพัฒนาสตาร์ทอัพในภาคใหม่ต่อไป แต่จะไปที่ไหนอย่างไร ตอนนี้ยังเป็นคนว่างงานอยู่เลยยังบอกอะไรมากไม่ได้ บอกได้เพียงแค่ว่ายังเป็นตัวเลือกที่มีหลายๆแอคเซอเลอเรทให้ความสนใจในการร่วมงานกันอยู่นั่นเอง