TheReporter.asia

ข่าวไอที เทคโนโลยี

เจาะลึกการทำงานของ RPA เพิ่มประสิทธิภาพอุตสาหกรรม

RPA

ปัญญาประดิษฐ์ (ไอเอ) และเครื่องจักรอัตโนมัติ (RPA: Robotic Process Automation) ถูกมองว่าเป็นดาวเด่นในการเพิ่มประสิทธิภาพและผลกำไรให้กับอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ด้วยการทำงานในรูปแบบอัตโนมัติที่ไม่ต้องห่วงเรื่องเวลาและความเหนื่อยล้า รวมทั้งการตอบสนองได้อย่างทันทีทันใดหากบริษัทนั้นๆ มีโครงสร้างทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากพอที่จะตอบสนองการทำงานได้แบบเรียลไทม์

เอไอ และเครื่องจักรที่ทำงานแบบอัตโนมัติ มีความโดดเด่นต่อการทำงานที่มนุษย์ต้องทำซ้ำๆ แบบเดิมได้เป็นอย่างดี และยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้แผนงานบรรลุเป้าหมายได้อย่างที่ตั้งใจ ด้วยพลังการประมวลผลที่รวดเร็ว รองรับการเข้าถึงดาต้าได้อย่างไม่จำกัด สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าในการซ่อมบำรุงได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งการผลิตแบบดิจิทัลที่มีความซับซ้อนและปริมาณน้อยสอดคล้องกับกลยุทธ์ทางการเงินที่บริษัทกำหนด

และจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเครื่องจักรอัตโนมัติได้เข้าถึงฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ในทุกส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลการทำงาน ณ สถานที่นั้นๆ ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ในศูนย์ข้อมูลที่ห่างไกลหรือบนคลาวด์ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้เครื่องจักรอัตโนมัติจะสามารถประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะทำให้อุตสาหกรรมต้องหาหนทางในการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดเล็ก (Edge data center) ของตนเองเพื่อรองรับการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากเครื่องจักรอัตโนมัติที่อาจจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

เครื่องจักรอัตโนมัติ (RPA) คืออะไร และทำงานอย่างไร

เครื่องจักรอัตโนมัติ มีความสามารถในการรองรับข้อมูลขนาดใหญ่และนำมาประมวลผลเพื่อตอบสนองการทำงานได้อย่างทันทีในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งจะรวมทุกประเภทของข้อมูลที่แอปพลิเคชั่นรวบรวมมาได้ทั้งหมดจากการผลิตสู่อุตสาหกรรมการค้าปลีก และอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ

จากชื่อของ “เครื่องจักรอัตโนมัติ” อาจเข้าใจได้ว่าเครื่องจักรทำงานเพียงลำพัง แต่ในความเป็นจริงแล้วเครื่องจักรจะต้องผ่านขั้นตอนการป้อนคำสั่งโดยมนุษย์ หรือใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงาน หลังจากนั้นระบบคอมพิวเตอร์จะสั่งการทำงาน วนซ้ำไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เกิดความรวดเร็วและมีความแม่นยำมากกว่าที่มนุษย์จะสามารถทำได้

ขณะที่การวางแผนซ่อมบำรุงตามอายุอุปกรณ์แบบเดิม จะถูกส่งต่อให้ระบบเครื่องจักรแจ้งสถานะความผิดปกติขึ้นมาเองแบบอัตโนมัติเมื่ออุปกรณ์ในส่วนต่างๆ เริ่มจะต้องได้รับการดูแล ต่างจากเดิมที่มนุษย์จะต้องเข้าไปตรวจสอบเองและค้นหาข้อมูลการเปลี่ยนอุปกรณ์ตามอายุที่ระบุไว้จากผู้ผลิต ซึ่งจะทำได้เพียงการวิเคราะห์จากข้อมูลที่ผู้ผลิตจัดส่งมาให้เท่านั้น ทำให้ข้อเท็จจริงของการใช้งานที่แตกต่างกันของสภาพแวดล้อมไม่ถูกพิจารณาด้วย และไม่ใช่ข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ส่งมาจากเครื่องจักรโดยตรง ทำให้บางครั้งจะต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเปลี่ยนอุปกรณ์ก่อนเวลาอันควร

rpa

ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ ซึ่งจะทำหน้าที่เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดแบบเรียลไทม์ เมื่อพบว่าอุปกรณ์ใดถึงอายุที่ควรต้องเปลี่ยนระบบจะทำเครื่องหมายไว้ แล้วทำการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ เพื่อตรวจหาและประเมินความผิดปกติ รวมทั้งแนะนำช่วงเวลาการเปลี่ยนที่เหมาะสมตามการใช้งานจริง หลังจากนั้นมนุษย์จะเข้าไปตัดสินใจว่าจะทำการเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นนั้นหรือไม่จากรายงานที่เครื่องจักรอัตโนมัติส่งมาให้แบบเรียลไทม์ ซึ่งการทำงานของเครื่องจักรอัตโนมัติไม่ใช่การเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ทั้งหมด และไม่ได้หมายถึงการทำให้มนุษย์ตกงาน แต่เป็นการทำให้มนุษย์สามารถทุ่มเทเวลาให้กับการคิดค้นกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทนั่นเอง

และเทคโนโลยีเดียวกันนี้ ยังนำข้อมูลที่ได้รับทั้งหมดมาประมวลผลและยกระดับการผลิตขึ้นอีกขั้น ด้วยการค้นหาว่าวัตถุดิบที่ต้องใช้นั้นมีอะไรบ้างและจะต้องการเมื่อใด ด้วยความสามารถของการติดตามข้อมูลการผลิตและการใช้วัตถุดิบได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถคำนวนต้นทุนการผลิตสินค้าได้อย่างแม่นยำและทันที และที่สำคัญที่สุดคือ การช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากมนุษย์เมื่อต้องทำงานซ้ำแบบเดิมในทุกวันอย่างรวดเร็ว

เครื่องจักรอัตโนมัติต้องการ Edge data center

ด้วยทุกแอปพลิเคชั่นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและประมวลผลได้แบบเรียลไทม์ ในกระบวนการทำงานจึงต้องการโครงข่ายที่ตอบสนองได้ทันทีทันใด (Low Latency) จากการเชื่อมต่อของศูนย์ข้อมูลขนาดเล็ก (Edge data center)

Edge data center จะมีลักษณะเช่นเดียวกับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ทั่วไป ทั้งในส่วนของการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล ระบบเครือข่ายการสื่อสาร และระบบรักษาความปลอดภัย เพียงแต่ย่อส่วนลงมาอยู่ที่ไซต์งานเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของความจำเป็นที่จะต้องมี Edge data center เข้ามาช่วยทำให้เครื่องจักรอัตโนมัติทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่ง Edge data center มักจะสร้างขึ้นมาตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นระบบปิด ที่ภายในนั้นมีทั้งระบบไฟฟ้า การระบายความร้อน และระบบพลังงานสำรองในกรณีที่กระแสไฟฟ้าหลักเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อไปยัง Edge data center นั้นได้อย่างสะดวก ส่วนการออกแบบนั้นก็อาจจะล้อไปกับโครงสร้างของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ เพื่อทำให้เกิดมาตรฐานที่ดีในการทำงานร่วมกัน แต่กระนั้น Edge data center จะสามารถเข้าถึงข้อมูลของเครื่องจักรได้มากกว่าหรือเข้าถึงระบบไฟฟ้าสำรองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากอยู่ภายในสถานที่เดียวกัน ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาในการกู้ระบบกลับมาทำงานอีกครั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเกิดปัญหาขึ้น

แน่นอนว่า ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำด้านอุปกรณ์ Edge data center แบบครบวงจร ไม่ว่าจะต้องการทำดาต้าเซ็นเตอร์รูปแบบนอกสถานที่หรือในสถานที่ก็ตาม อีกทั้งยังมีความร่วมมือกับคู่ค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์การสร้างศูนย์ข้อมูลทั้งหมดไว้คอยบริการด้วยความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถวางใจและพุ่งเป้าไปที่การวางกลยุทธ์ในการสร้างระบบเอไอและเครื่องจักรอัตโนมัติเพื่อประโยชน์ต่อองค์กรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

บทความโดย Vincenzo Salmeri รองประธานฝ่ายธุรกิจและอุตสาหกรรม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค