ต้องตกใจเบอร์ไหน เมื่อ “เอไอ” กำลังทำให้บางอาชีพตกงาน!!

ในภาพยนตร์แนวไซไฟส่วนใหญ่ เราจะคุ้นเคยกับหุ่นยนต์เข้ามาทำหน้าที่ต่างๆ จนดูเสมือนว่ามนุษย์แทบไม่ต้องทำอะไรแล้วเพราะมีตัวแทนมาทำให้แทบทั้งหมด แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันแม้จะยังไม่มีหุ่นยนต์ที่ดูเสมือนมนุษย์มาทำงานแบบที่เห็นในภาพยนตร์ แต่ก็รู้ไว้เลยว่าขณะนี้หุ่นยนต์ เอไอ นั้นกำลังเริ่มชิงตำแหน่งแรงงานคุณภาพ เพราะกำลังมีการพัฒนาและออกแบบให้มีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น

มีการนำมาทดแทนมนุษย์ในกลุ่มงานที่เสี่ยงอันตราย และงานอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์กันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิด หุ่นยนต์นักบิน บาริสต้าในร้านกาแฟ และแม่ครัวทอดไข่เจียว ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความอัจฉริยะของหุ่นยนต์เอไอเท่านั้น และไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการพัฒนาไปสู่อาชีพอื่นๆ จึงเป็นที่มาของการต้องค้นหาคำตอบว่าถ้าวันหนึ่งการพัฒนาไปถึงระดับสูงแล้ว

มนุษย์จะเตรียมรับมือกับปัญหาการเข้ามาแย่งแรงงานในสายงานบางประเภท หรือจะเป็นในรูปแบบที่มนุษย์และหุ่นยนต์จะสามารถทำงานร่วมกันอย่างพันธมิตรที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

ศาสตราจารย์ ดร.ธนารักษ์ ธีระมั่นคง นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย และอาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์และการสื่อสาร สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เริ่มเข้ามามีบทบาทในการอำนวยความสะดวกให้กับแรงงานมนุษย์ ซึ่งผลผลิตจากปัญญาประดิษฐ์นั้นยังสามารถควบคุมจำนวนและคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการ

“ถึงแม้ว่าในปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์สามารถเข้ามาทดแทนในส่วนงานที่ไม่ซับซ้อนหรือส่วนงานที่ใช้เพียงทักษะพื้นฐานเท่านั้น แต่ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี ส่งผลในอนาคตปัญญาประดิษฐ์สามารถพัฒนาขึ้นมาเพื่อทดแทนการทำงานที่ซับซ้อนของมนุษย์ได้ แรงงานมนุษย์จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาทั้งทักษะเฉพาะด้านและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้สอดคล้องไปกับความต้องการของตลอดแรงงานในอนาคต”

ปัจจุบันเราสามารถแบ่งบทบาทการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ได้ 3 ระดับ ได้แก่ 1.ทำงานแทนสมองของมนุษย์ รูปแบบการทำงานเพื่อการตัดสินใจแทนมนุษย์ เช่น การใส่ข้อมูลอาการป่วยของผู้ป่วยเพื่อวินิจฉัยโรค แต่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากและเพียงพอ จึงจะสามารถวินิจฉัยหรือตัดสินได้อย่างแม่นยำ

2.ทำงานแทนคำพูดของมนุษย์ รูปแบบการทำงานเพื่อโต้ตอบกับมนุษย์ เช่น ระบบตอบรับอัตโนมัติหรือแชทบอท (Chatbot) ที่สามารถตอบโต้เพื่อให้ข้อมูลกับมนุษย์คู่สนทนา แต่สามารถให้ข้อมูลที่ได้รับการบันทึกไว้เท่านั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ไม่เคยถูกบันทึกหรือซับซ้อนได้

และ 3.ทำงานแทนการกระทำของมนุษย์ รูปแบบการทำงานเพื่อทดแทนการใช้แรงงานมนุษย์ เช่น หุ่นยนต์หรือแขนกลในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อคัดแยกส่วนที่เน่าเสียหายหรือไม่ผ่านมาตรฐานในอุตสาหกรรมการเกษตร ตามข้อมูลที่มนุษย์ได้บันทึกไว้ หรือแขนกลเพื่อช่วยเหลือการผ่าตัดของศัลยแพทย์ในบางส่วน แต่ยังไม่สามารถทำการผ่าตัดแทนศัลยแพทย์ได้ทั้งหมด

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ชคตระการ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า การเติบโตของหุ่นยนต์เอไอเป็นเครื่องสะท้อนความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ เพราะแสดงให้เห็นว่าหุ่นยนต์ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทด้านการประหยัดเวลา ลดการใช้แรงงานมนุษย์ได้หลายเท่าตัว อย่างเช่น การประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ และการไถ่พรวนดินในนาข้าว ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้

แต่ทั้งนี้ หุ่นยนต์ก็ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ 100 เปอร์เซนต์ โดยเฉพาะในเรื่องของจิตใจและความจริงใจ ที่เป็นหัวใจสำคัญของงานบริการ ที่ต้องใช้ความจริงใจในการสื่อสารกับผู้รับบริการ รวมถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์ ที่ต้องอาศัยทักษะการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ของมนุษย์เป็นพื้นฐาน ในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ในอนาคตหุ่นยนต์เอไออาจเข้ามามีบทบาทที่ใกล้ชิดกับนักวิทยาศาสตร์ยิ่งขึ้น ในมิติของการทำงานร่วมกันแบบพาร์ทเนอร์ (Partner) ที่มีส่วนช่วยให้การค้นคว้าวิจัยหรือพัฒนานวัตกรรมให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“นโยบายของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. จะเป็นการมุ่งพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเป็น “ผู้จ้างงาน” หรือเพื่อสร้างโอกาสในการทำงานของผู้อื่น มากกว่าเป็นผู้วิ่งหางานในตลาดแรงงาน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “SCI+BUSINESS” ที่เน้นให้บัณฑิตสามารถบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับหลักการทางธุรกิจเป็นพื้นฐาน ในการพัฒนาตนเอง พัฒนาธุรกิจ รวมถึงนวัตกรรมเพื่อสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม หุ่นยนต์ เครื่องทุ่นแรงมาเพื่อทดแทนการใช้แรงงานเพียงอย่างเดียว”

ด้าน นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า แม้หุ่นยนต์จะเริ่มเข้ามาช่วยมนุษย์ทำงานมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในหลายด้านและในหลายอาชีพยังจำเป็นต้องใช้แรงงานมนุษย์อยู่ เพราะมนุษย์มีทักษะสำคัญที่เทคโนโลยีหรือหุ่นยนต์ยังไม่สามารถเทียบเท่าได้ก็คือ 1.ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เพราะสมองของมนุษย์มีความซับซ้อนและมีความสามารถในการคิดได้หลากหลายรูปแบบจนนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ

2.ทักษะทางสังคม (Social Skills) เนื่องจากโลกใบนี้ประกอบไปด้วยผู้คนมากมาย ดังนั้นจึงต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและพึ่งพาอาศัยกัน ผ่านการสื่อสารทั้งการพูด การฟัง การแสดงออก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางบวกให้เกิดขึ้น
และ 3.ทักษะทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) เพราะมนุษย์มีความสามารถในการตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น และใช้ในการสร้างความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดประโยชน์ ได้ ซึ่งเห็นได้ว่าทักษะเหล่านี้ล้วนเกิดจากการเรียนรู้โดยธรรมชาติของมนุษย์เป็นทุนเดิม ถือเป็นจุดแข็งของมนุษย์ที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถทำได้ดีในระดับเทียบเท่า

แต่ทั้งนี้ไม่ว่าการพัฒนาของเทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์จะมีความก้าวหน้าไปมากขึ้นแค่ไหน มนุษย์ก็ยังจำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้โลกการทำงานในอนาคตของทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์สามารถทำงานและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เพราะหากวันใดวันหนึ่งมนุษย์หยุดพัฒนา การันตีได้เลยว่าหุ่นยนต์เอไอจะเข้ามาทำงานแทนที่ได้ทันที