หัวเว่ย เผย SSD สตอเรจ OceanStor Dorado V3 ประสิทธิภาพสูง TCO ต่ำสุด

หัวเว่ย เปิดผลวิจัยประสิทธิภาพการทำงานเทคโนโลยีออลแฟลช สตอเรจ ‘OceanStor Dorado V3’ จาก ESG Lab ชี้ชัดการติดตั้ง OceanStor Dorado5000 V3 ดีกว่าระบบไฮบริด 73% พร้อมช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ได้ถึง 75% พร้อมประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 10เท่า บนต้นทุนการบำรุงรักษาที่ต่ำกว่า แต่สเถียรมากกว่า

มั่นใจตลาดประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าสร้างความเข้าใจให้ตลาดมีการเติบโตที่สูงขึ้น ตั้งเป้ากลุ่มองค์กร การเงินการธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ภาครัฐ คมนาคม ไอเอสพี ตลอดจนกลุ่มโรงงานอุตสากรรม และองค์กรขนาดใหญ่ โดยเชื่อมั่นความคุ้มค่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดเพิ่มมากขึ้น

นายโทนี่ พัลเมอร์ วิศวกรอาวุโส ESG Lab เปิดเผยว่า เทคโนโลยีออลแฟลช สตอเรจกำลังเป็นแนวโน้มของระบบการจัดเก็บข้อมูลขององค์กรแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บที่สูงขึ้น เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

ขณะที่ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการปกป้องข้อมูล ค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอัตราการเติบโตของข้อมูล ทั้ง 3 ส่วนเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆขององค์กรส่วนใหญ่ และเทคโนโลยีสตอเรจแบบ Solid-State หรือ SSD ก็เริ่มถูกเลือกใช้งานในองค์กรมากขึ้นจาก 4 ปัจจัยสำคัญ 1.ด้านประสิทธิภาพ 2.ความเสถียรในการทำงาน 3.ค่าใช้จ่ายต่อการจัดเก็บ และ 4.ความคุ้มค่าในการลงทุน (TCO)

ซึ่งผลการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของเทคโนโลยีออลแฟลช สตอเรจของหัวเว่ย ใช้เวลาเก็บข้อมูลนาน 5ปี เพื่อวิเคราะห์ TCO ของ Huawei OceanStor Dorado V3 เปรียบเทียบกับสตอเรจแบบไฮบริด และออลแฟลชของผู้ให้บริการชั้นนำ

OceanStor Dorado V3
นายโทนี่ พัลเมอร์ วิศวกรอาวุโส ESG Lab (ซ้าย) และนายจุมพต ภูริทัตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี กลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด

โดยพบว่าการติดตั้ง OceanStor Dorado5000 V3 ดีกว่าการติดตั้งระบบสตอเรจแบบไฮบริด ในด้านการลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ได้ถึง 75% ในขณะที่ได้ความพร้อมในการใช้งานและลดการบริหารจัดการลง

ขณะที่ Huawei OceanStor Dorado V3 ให้ TCO ต่ำกว่าระบบสตอเรจแบบไฮบริดถึง 73% ทั้งยังมีต้นทุนในการบำรุงรักษาต่ำ และยังมีผลต่อค่าใช้จ่ายของแผนกไอทีที่จะลดลง จากความเสถียรของเทคโนโลยี SSD ที่ใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนาน และประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มกว่าระบบทั่วไปถึง 10 เท่า

นอกจากนี้ในรุ่น Huawei OceanStor Dorado V3 All Flash ยังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความพร้อมในการใช้งานระดับสูง โดยรองรับการถอดเปลี่ยน SSD ระหว่างการเปิดเครื่องได้สูงสุด 3 ลูกพร้อมกัน และคงประสิทธิภาพการทำงานแม้ในช่วงการปรับรุงระบบ หรือเกิดภาวะฉุกเฉินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกทั้งยังเพิ่มคอนโทรลเลอร์คู่ และการทำงานบนสถาปัตยกรรมแบบ Non-Volatile Memory Express (NVMe) เพื่อลดความหน่วงในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกัน และพร้อมในการใช้งานตลอดเวลา โดยรองรับการขยายตัวด้วยการปรับเพิ่มการเชื่อมต่อได้มากถึง 16 คอนโทรลเลอร์

ด้านนายจุมพต ภูริทัตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี กลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาตลาดในกลุ่มสินค้าเอ็นเตอร์ไพรส์ โดยตั้งเป้าที่ การขยายฐานลูกค้าในกลุ่มสถาบันการเงิน สาธารณูปโภค ภาครัฐ คมนาคม ไอเอสพี และองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ในการดำเนินงาน ตลอดจนช่วยกระตุ้นการปรับธุรกิจรองรับการเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทรานสฟอร์เมชั่นได้อย่างสมบูรณ์

ซึ่งเราได้ลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสตอเรจอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2002 จนถึงปัจจุบันมีทีมวิศวกรที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันเทคโนโลยีสตอเรจ มีมากกว่า 3,200 ราย และมีการจดสิทธิบัตรแล้วมากกว่า 800 รายการ

และเปิดกว้างในการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งสถาบันการศึกษา บริษัทวิจัย ตลอดจนบริษัทไอทีรายใหญ่ๆของโลกรวมแล้วมากกว่า 500 ราย เพื่อนำเสนอและให้บริการโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลครอบคลุมการใช้งานในทุกๆอุตสาหกรรม

OceanStor Dorado V3

ขณะที่หัวเว่ย ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกและในไทย เพื่อพัฒนาโซลูชั่นและบริการที่ดีกว่าให้กับลูกค้า และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอย่างเต็มที่เพื่อสานต่อนโยบายไทยแลนด์ 4.0ในฐานะผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญในประเทศเพื่อให้สามารถเดินหน้าสู่การยกระดับประเทศให้ได้ตามเป้าหมาย

ผลิตภัณฑ์และบริการในกลุ่มสตอเรจของหัวเว่ย ได้รับการยอมรับใช้งานจากลูกค้ากว่า 8,000 รายใน 150 ประเทศทั่วโลก และผลิตภัณฑ์สตอเรจของหัวเว่ยยังครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในจีน และยังเติบโตสูงสุดในตลาดโลกในช่วงตั้งแต่ปี 2014-2017

จนได้รับการจัดอันดับจาก Gartner Magic Quadrant ในปี 2017 ให้อยู่ในตำแหน่ง “Leader” สำหรับตลาดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ General Purpose Array ที่มีวางจำหน่ายทั่วโลก