ขับ ‘นิสสัน’ ไปหาครูต้นแบบใช้เทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำเด็กเมืองหลวง-ชนบท

การจะเดินตามรอยเท้าพ่อ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวคงไม่ก่อให้เกิดอะไร และไม่ทำให้รู้สึกว่าพูดด้วยความจริงใจ แต่หากมีการนำหลักคำสอนไปใช้ในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพจนเห็นผลสำเร็จได้จริง จึงจะถือว่าพูดและทำได้จริง เช่นเดียวกับโครงการ “แค่ใจก็เพียงพอ ตามพ่อที่พอเพียง” ที่ทางนิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และ บริษัท เมนทาแกรม จำกัด (โกโปร) ร่วมกันจัดขึ้น

โครงการนี้เป็นการเฟ้นหาบุคคลต้นแบบทั่วประเทศที่น้อมนำหลักคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนและจะดำเนินการต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคมปีนี้ โดยจุดหมายในช่วงเริ่มต้นโครงการ มีทั้งจังหวัดนครนายก เชียงใหม่ มหาสารคาม เพชรบุรี ระนอง และเลย

Thereporter.asia ได้ขึ้นเมืองเหนือสู่จังหวัดเชียงราย เพื่อพบกับ “ครูมะนาว” นายศุภวัจน์ พรมตัน บุคคลต้นแบบภายใต้โครงการ “แค่ใจก็เพียงพอ ตามพ่อที่พอเพียง” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นครูแห่งยุคดิจิตอล 4.0 น้อมนำปรัชญาของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้เพื่อการศึกษาไทย โดยในการเดินทางครั้งนี้มีรถกระบะ นิสสัน นาวารา ใหม่ ปี 2018 และนิสสัน เอ็กซ์เทรล เป็นพาหนะในการเดินทาง

นิสสัน

“เราต้องทำตามหน้าที่ของตนเองได้ดีที่สุด ทำให้นักเรียนเก่ง ดี และมีความสุข การใส่เนื้อหาที่ยากเกินไปเด็กก็ไม่ได้รับรู้และเด็กสมัยนี้การเรียนอย่างเดียวไม่ช่วยดึงดูดให้เกิดความสนใจ จึงต้องหากิจกรรมเสริม เช่น การทำอ่านแล้วมีกรรมการตัดสินแบบเดอะวอยซ์ หรือ “The Voice Reading หรือ อ่านจริง ไรจริง” รวมไปถึงกิจกรรมที่มีชื่อว่า “เชิญมาปลุกวิญญาณ” “The Soundtrack of Book หรือ เพลงรักประกอบหนังสือ”ผ่านแนวคิดที่อยากส่งเสริมให้เด็กรักการอ่าน และเข้าห้องสมุดกันเพิ่มมากขึ้น”

“ถือเป็นการเลือกวิธีการสอนแบบใหม่ที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีจะช่วยให้เด็กๆ สนุกสนานกับการเรียน เป็นการปรับตัวเพื่อคิดอะไรที่แตกต่าง ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้จะช่วยปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของเด็กในศตวรรษที่ 21 ปรับตัวให้เข้ากับโลกดิจิตอลมากขึ้น”

ครูมะนาวอธิบายวิธีการสอนรูปแบบใหม่ ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ว่าเด็กๆ จะชื่นชอบกับวิธีการเรียนแบบใหม่ แต่เราก็ต้องการลงลึกในรายละเอียดว่าทำไมบางคนไม่ตั้งใจ บางคนไม่มาโรงเรียน จึงได้ติดตามไปจนพบว่าเด็กบางคนไม่ค่อยมีเงินมาโรงเรียน เลยกลับมาคิดว่าแค่ความสนุกกับเรียนรู้ยังไม่พอ ยังขาดความสุข เราจึงเริ่มตั้งคำถามเรื่องไปถึงเรื่องการเรียน 4.0 ว่าฐานของนักเรียนในต่างจังหวัดพร้อมหรือยัง

 

เราเน้นสอนเรื่องการอยู่กับชุมชน มองย้อนไปว่าเราต้องเปลี่ยนการสอนแบบที่เราเคยเรียนมา หรือการสอนตามครูเคยสอนตามๆ กันมา และเราก็ช่วยหาวิธีในการสร้างความสุขที่แท้จริง คือการทำให้ครอบครัวมีความสุข เลี้ยงตัวเองได้และอยู่ด้วยความพอเพียง พร้อมๆ ไปกับการนำความรู้สมัยใหม่มาใช้ที่บ้านเกิด สร้างกิจกรรมให้เด็กๆ แบบที่เด็กในเมืองทำกัน

นิสสัน

และครูได้ทำตัวเป็น“ผู้สร้างความรู้”มากกว่าจะเป็นเพียงผู้ใช้ความรู้จากในตำราเพียงอย่างเดียว การเรียนรู้วิชาจากหลายแขนงที่ทันสมัย แต่ยังคงอยู่กับปัจจุบันได้อย่างลงตัวจึงถือว่าเป็น “การศึกษาที่แท้จริง”

สิ่งที่ครูมะนาวสอน นอกจากจะถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดแล้ว สำหรับการเยี่ยมเยือนในครั้งนี้ ทางนิสสันยังได้ให้สื่อมวลชนได้มีส่วนร่วมในการเป็นพี่เลี้ยงแนะนำความรู้ในการสร้างสรรค์บทความ และงานด้านการสื่อสารออนไลน์ ด้วยโจทย์ที่สื่อถึงการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว หรือ สิ่งที่น่าสนใจภายในชุมชน อำเภอพาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนั่นเอง

โดย Thereporter.asia ได้รับหน้าที่ในการดูแลน้องในกลุ่มที่ต้องสื่อสารด้านความเชื่อ ในสถานที่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนในชุมชน ผ่านคลิปวิดีโอสั้นๆ

ต้องบอกเลยว่า สิ่งที่นักเรียนสื่อสารออกมานั้น น่าทึ่ง น่าชมเชย และสามารถสื่อสารความรู้ออกมาได้เป็นอย่างดี ด้วยแท็ปเล็ตซึ่งอุปกรณ์ที่เด็กในเมืองหลวงอาจจะใช้เป็นเพียงอุปกรณ์เล่นเกม แต่สำหรับเด็กที่นี่แล้ว พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์ของมันได้ถูกทางมากกว่า และทำให้เรารู้ว่าความจริงแล้วเด็กในเมืองหลวงและต่างจังหวัดมีความสามารถไม่ต่างกัน เพียงแต่อยู่ที่โอกาสเท่านั้นว่าใครจะได้มากกว่า

นายอัครพล แก้วพินิจ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการผลิต บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กิจกรรมในโครงการ “แค่ใจก็เพียงพอ ตามพ่อที่พอเพียง” ถือเป็นการร่วมสานต่อปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้แบบบูรณาการและการเปิดประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน

นิสสัน

ให้แก่นักเรียน โรงเรียนนครวิทยาคม จังหวัดเชียงราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่านิสสันไม่เพียงแค่มีความมุ่งมั่นที่จะนำผลิตภัณฑ์ที่เต็มพร้อมไปด้วยความอัจฉริยะเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเท่านั้น แต่เรายังต้องการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ที่มีประโยชน์กับสังคมออกมาให้เห็นด้วย

“เราไม่มองว่าโรงงานที่ทำเป็นโรงงาน แต่เราคิดว่าเป็นบ้านเรา พนักงานเราจะเรียกว่าเป็นครอบครัวของเรา และรถที่ผลิตเราไม่ได้ถือว่าเป็นการผลิตรถให้คนอื่นใช้ แต่เป็นการผลิตเพื่อให้เป็นรถของเรา เราเน้นการรับผิดชอบคุณภาพด้วยตัวเอง คุณภาพในสิ่งที่เราทำ เราเป็นโรงงานเดียวที่ผลิครถแล้วส่งไปขายที่ญี่ปุ่นได้

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมหรือให้ความรู้แก่พนักงานทางนิสสันได้มีโครงการแลกเปลียนพนักงานเพื่อไปศึกษาเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการปฏิบัติงานที่ฐานการผลิตที่ทันสมัยของนิสสันในประเทศญี่ปุ่น เพื่อเปิดโลกทัศน์อันกว้างขวางและได้ไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อมาปรับใช้ในการทำงาน”

สำหรับทริปนี้ Thereporter.asia ได้พาหนะเป็น นิสสัน เอ็กซ์เทรล เครื่องยนต์เบนซินขนาดความจุ 2.0 ลิตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งต้องบอกว่าแม้อัตราเร่งจะไม่จี๊ดจ๊าด แต่ก็อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ รวมไปถึงการเกาะถนนที่ถือว่าหนึบแน่นใช้ได้ แต่ที่สำคัญที่สุดของรถประเภทนี้คือความสบายในการโดยสาร

เพราะการออกไปหาประสบการณ์ร่วมกับน้องๆ นักเรียนในครั้งนี้นั่งไปแบบ 5 คนหลวมๆ และด้วยเกียร์ X-TRONIC CVT พร้อม ระบบ manual mode 7 สปีด ก็สร้างความราบรื่นในการเดินทางให้ไม่น้อย

รวมไปถึงระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยลดความเร็วอัตโนมัติในขณะที่ผู้ขับขี่ถอนคันเร่งหรือเข้าโค้ง (Active Engine Brake) และระบบช่วยลดอาการโยนตัวบนทางขรุขระ (Active Ride Control) และที่สำคัญที่ชอบมากกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง ที่เพิ่มความสะดวกในการขับขี่บริเวณพื้นที่คับแคบเพิ่มความมั่นใจในการซอกแซกในในพื้นที่จำกัดได้เป็นอย่างดี

ส่วนในรุ่นท็อปที่จัดมาให้แบบเต็มๆ นั้นไว้มีโอกาส Thereporter.asia จะนำมาเทสต์ไดร์ฟให้รู้ทั้งสมรรถนะและเทคโนโลยีไฮเทคอย่าง Nissan Connect กันแบบเต็มๆ อีกครั้ง

เช่นเดียวกับรถกระบะยุคใหม่ที่น่าจับตาอย่าง นิสสัน นาวารา ปี 2018 ที่ทริปนี้ก็พลาดไปไม่ได้ขับ แต่รับรองว่าต้องหยิบยืมมาเทสต์ให้รู้กันไปว่า รถกระบะภายใต้แนวคิด Nissan Intelligent Mobility นั้นจะเป็นอย่างไร เพราะด้วยพละกำลังของเครื่องยนต์นั้นก็แรงหายห่วง

ทั้ง ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร DOHC แบบ 4 สูบแถวเรียงใหม่ให้กำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุดที่ 450 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาทีในรุ่น DC VL และ KC V 4×4 ขณะที่รุ่นอื่นๆ มีเครื่องยนต์ที่ให้กำลังสูงสุดที่ 163 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 403 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที

นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยบรรจุมาให้แบบไม่ต้องอายรถยนต์นั่งกันเลยทั้ง ระบบขับเคลื่อนสามารถเปลี่ยนสู่โหมดการเคลื่อนแบบ 4 ล้อได้ในขณะขับขี่ นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (VDC) เฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป (LSD) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) และระบบช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) ช่วยเพิ่มสมรรถนะและความปลอดภัยในขณะขับขี่ทั้งแบบทั่วไปและแบบออฟโรด

รวมทั้งเสริมความปลอดภัยสูงสุดด้วยถุงลมนิรภัยรอบคัน 7 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านนิรภัย และบริเวณหัวเข่าของผู้ขับขี่ในรุ่น DC 4×4 VL 7AT

และพีคสุดของรุ่นนี้ต้องนี่เลยฟังก์ชันการใช้งานจากกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทางที่ใส่มาให้เช่นเดียวกับเอ็กซ์เทรล ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นที่ชื่นชอบมาก เพราะกระบะคันใหญ่กะระยะลำบาก การได้กล้องมาช่วยมองจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น มีความสุขขึ้น และที่สำคัญช่วยลดริ้วรอยอันเกิดจากการที่สายตามองไม่เห็นได้เป็นอย่างดี

นิสสัน

ตลอดระยะเวลาการเดินทางกว่า 120 กิโลเมตร แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ด้วยความลงตัวของพาหนะที่พาไป รวมไปถึงกิจกรรมโครงการ “แค่ใจก็เพียงพอ ตามพ่อที่เพียงพอ” ที่ทางนิสสันจัดให้ไว้ Thereporter.asia ถือเป็นการช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กว้างขึ้น ทำให้เรารู้ว่าด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และความคิดที่กว้างไกลของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อนำมาผสมผสานกันแล้ว ช่วยทำให้ประเทศชาติก้าวไปไกลได้อีกมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำคือคนที่มีส่วนในการสร้างอนาคตของชาติที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง

การมีบุคลากรที่ดีในพื้นที่อยู่แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเข้ามาแย่ง ชิงดีชิงเด่นกันในเมืองหลวง ซึ่งสุดท้ายก็จะมีทั้งคนแพ้และคนชนะ แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่ของตัวเองทำอย่างไรก็ชนะ อย่างน้อยก็ชนะตัวเอง และอยู่ในชุมชนบ้านเกิดได้อย่างมีความสุข และสามารถใช้งานและรู้เท่าทันเทคโนโลยีแบบไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ขอบคุณ “ครูมะนาว” ขอบคุณ “นิสสัน”