เกิดอะไรขึ้น???? เมื่อเพจดัง ‘Somewhere Someone’ กระอัก ดราม่ากิ่วแม่ปานพ่นพิษ

โลกโซเชียลไม่ง่ายอีกต่อไป เมื่อเพจดัง Somewhere Someone โดนดราม่าพ่นพิษใส่อย่างจัง หลังรูปยืนโพสต์แนะนำที่ท่องเที่ยวชื่อดัง “กิ่วแม่ปาน” บนดอยอินทนนท์ถูกเผยแพร่ผ่านเพจที่มีผู้ติดตามหลายหมื่นคน แต่อนิจาภาพดังกล่าวเป็นการยืนโพสต์บนรั้วซึ่งมีป้ายห้ามปีนป่ายของกรมอุทยานฯติดห้ามนักท่องเที่ยวไว้เพื่อความปลอดภัย ด้วยผู้ติดตามเพจจำนวนมาก ผสมกับคุณลักษณะของโลกโซเชียลที่พร้อมแชร์และโจมตีเรื่องไม่เหมาะสม อย่างสาแก่อารมณ์คนจะเมนต์ด่า ดราม่ากองใหญ่จึงเริ่มขึ้นและนำไปสู่การลบโพสต์ออกเพื่อกลบเรื่องให้เงียบหายตามกาลเวลา

วันนี้พลาย อะตอมก็เลยขอออกมาวิจารณ์กันสักหน่อย ก็คงไม่ได้พูดถึงความถูกผิดของการแสดงออกของการท่องเที่ยวของแต่ละคน แต่กำลังจะบอกถึงอิทธิฤทธิ์ของโลกโซเชียลที่หลายคนกลายเป็นเน็ตไอดอลได้เพียงช่วงข้ามคืน และลืมไปว่าโลกโซเชียลก็ทำให้โลกมืดได้ช่วงข้ามคืนเช่นกัน หากจำกันได้ ดราม่าของน้องเบส นักพูดผู้ภักดี ก็เคยเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นมาแล้ว และครั้งนี้ ‘ดราม่ากิ่วแม่ปาน’ ซึ่งหากมองความเป็นจริงแล้ว ถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนที่จะมีโซเชียลมาให้เราได้ใช้กัน เราไม่สามารถวิจารณ์กันอย่างสาธารณะ แน่นอนว่านักข่าวเป็นแหล่งข่าวสารเดียวที่ผู้คนจะรับรู้ได้ แต่ใครจะรู้บ้างว่าอำนาจของการวิจารณ์นั้นอยู่บนพื้นฐานของกฏหมาย และกรอบจริยธรรมที่ครอบนักข่าวอย่างพวกเราไว้อย่างเหนียวแน่น และนั่นก็ทำให้การวิเคราะห์ วิจารณ์ต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงทั้งสิ้น ไม่ใช่ใส่อารมณ์กับเรื่องของคนอื่น และระเบิดมันออกมาทางสาธารณะอย่างเช่นทุกวันนี้

“นักเลงคีย์บอร์ด” เป็นคำที่เราใช้เรียกนักพิมพ์ข้อความด้วยอารมณ์รุนแรง และไร้ซึ่งความถูกต้องในอดีตนับตั้งแต่มีคอมพิวเตอร์แพร่หลาย แต่วันนี้โลกโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้คนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระผ่านมือถือในมือได้อย่างสะดวก ทกที่และทุกเวลา สามารถสร้างช่องทางการสื่อสารของตนเองเพื่อยกระดับสังคมให้กลายเป็นสาธารณะมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าการโพสต์ด้วยพื้นฐานของกฏหมายอย่างเช่นนักข่าวทำนั้น มันมีขั้นตอนของการบรรณาธิการ เพื่อคัดกรองสิ่งที่ผิดและไม่ถูกต้องหนีห่างจากชาแนลที่เรานำเสนอ แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำขึ้นง่ายๆ เพราะไม่งั้นสำนักข่าวต่างๆคงไม่ต้องจ้างบรรณาธิการมาดูแลให้เปลืองเงินหรอก แล้วก็ลืมบอกไปว่านักข่าวเมื่อเขียนข่าวออกไปแล้วมักมีคำกล่าวว่า “ขาหนึ่งข้างเข้าไปอยู่ในคุกรอแล้ว เมื่อโพสต์ข่าวนั้นออกไป”

แน่นอนว่าภาพของ กิ่วแม่ปาน นั้นเป็นการถ่ายมุมที่ทุกคนที่เคยไปก็รู้ว่านี่คือมุมสำหรับการพรีเซนต์ที่ดีที่สุด ยิ่งช่วงหน้าหนาวที่มีหมอกลงจัดจนกลายเป็นทะเลหมอกด้วยแล้ว ภาพเช่นนี้ย่อมเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวสายเน็ตไอดอลเพื่อเรียกกระแสอย่างแน่นอน แต่หากมองที่เจตนาของเพจดังในการเชิญชวนให้ท่องเที่ยวแล้ว เราจะเห็นว่าเพจดังกล่าวก็ไม่น่าจะมีเจตนาในการโพสต์ความผิดเพื่อให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่ก็นั่นแหล่ะ เมื่อ “ภาพ” ถูกแสดงต่อสาธารณะ ก็ไม่ได้มีใครมาคอยบอกหรอกว่า ภาพนั้นต้องการสื่ออะไร การวิจารณ์จากภาพจนกลายเป็นดราม่าอย่างที่เห็นก็เลยเถิดออกมาเป็นเช่นนี้

ในมุมของเจ้าหน้าที่ก็ต้องออกมากวดขันเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น ต้องไม่เกิดการปีนป่ายเกิดขึ้นแม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลอุทยานทั่วประเทศเพียงน้อยนิดเพียงใดก็ตาม ขณะที่ในมุมของนักท่องเที่ยวเมื่อดั้นด้นไปจนถึงยอดเขา ยอดดอยแล้ว ก็อยากจะได้ภาพที่ดีที่สุด ไม่ใช่มีรั้วไม้ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาบดบังธรรมชาติที่สวยงาม และตามไปหลอกหลอนในภาพทุกใบที่ถ่ายเก็บไว้ดูเมื่อยามแก่เฒ่าจากการดั้นด้นขึ้นไปถ่ายถึงบนดอยกันอย่างแน่อน ไม่เชื่อลองค้นภาพของคุณดูเองเถิดว่า ภาพที่ยืนโพสต์คู่กับธรรมชาตินั้นคุณอยากให้มีสิ่งก่อสร้างมากีดกันระหว่างคุณกับธรรมชาตินั้นหรือไม่?

บทสรุปของเรื่องนี้ก็คงเป็นได้แค่อุทาหรณ์สอนใจให้เหล่าเน็ตไอดอล หรือแม้กระทั่งนักข่าว นักโพสต์ หรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการใส่ข้อความและภาพออกสู่สาธารณะ หรือแม้กระทั่งนักโซเชียลอย่างผู้ใช้เฟซบุ๊กเองก็ตาม ให้พึงระวังและตรวจสอบสิ่งที่กำลังจะกดโพสต์ข้อความนั้นออกมาอย่างมีสติ แน่นอนว่าอารมณ์ของคนเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากบังเอิญถังส้วมดันมาระเบิดที่เราพอดีจากความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ การป้องกันจึงดีกว่าการแก้ไข เพราะท้ายที่สุดแล้วเรื่องความถูกต้องจะเป็นสิ่งที่อยู่เคียงคู่กับการสื่อสารสาธารณะตราบนานเท่านาน วันนี้พลาย อะตอม ก็ขอเตือนน้องๆเรื่องอิทธิฤทธิ์ของโซเชียลเพียงเท่านี้ หวังว่าการโพสต์ครั้งหน้าจะมีความถูกต้องควบคู่กับความสวยงามที่อยากนำเสนอ และก็ขอให้กำลังใจเพจ ‘Somewhere Someone’ ให้สามารถก้าวข้ามความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ พร้อมๆกับการเติบโตขึ้นอีกขั้นอย่างถูกต้องนะครับ สวัสดี.

ข้อมูลกิ่วแม่ปานจากเว็บ อบจ.เชียงใหม่

กิ่วแม่ปานดอนอินทนนท์

เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 43 ของถนนจอมทอง – ดอยอินทนนท์ที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลมีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์จัดเป็นเส้นทางเดินที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจศึกษาธรรมชาติได้เข้ามาใช้ประโยชน์ เส้นทางนี้มีลักษณะเป็นวงรอบทางเดินลาดชันขึ้นไปทางทิศตะวันตกจนกระทั่งถึงบริเวณสันกิ่วแม่ปานและอ้อมวกลงมาทางทิศใต้ตามสันกิ่วซึ่งเป็นทางลาดชันลงและในที่สุดจะวกกลับมาทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นทางลาดชันขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปบรรจบกับทางเดินที่เดินเข้ามาครั้งแรกธรรมชาติบริเวณกิ่วแม่ปาน ก่อนเดินทางไปควรติดต่อขออนุญาตจากที่ทำการอุทยานฯเพื่อป้องกันอันตรายและรักษาธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไป

*** ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย