fbpx

TheReporter.asia

ข่าวไอที เทคโนโลยี

‘นิสสันลีฟ’ บนยอดดอยอินทนนท์ กับแบตที่เหลือ 15%

นิสสันลีฟ

นิสสันประเทศไทยจัดทริปให้ Thereporter.asia ได้ลองขับนิสสันลีฟรถยนต์ไฟฟ้า บนเส้นทางที่แปลกออกไป โดยครั้งนี้ให้เราขับจากตัวเมืองเชียงใหม่ขึ้นดอยอินทนนท์ งานนี้ต้องบอกก่อนเลยว่าลุ้นมาก เพราะแน่นอนว่าบนดอยนั้นคงยากที่จะมีสถานีชาร์ตไฟ และเมื่อเราขับขึ้นไปถึงยอดดอย ระดับแบตเตอรี่เหลือเพียงแค่ 15% จึงต้องมานั่งลุ้นกับน้องผู้ร่วมโดยสารอีกคนว่า เราจะกลับถึงที่พักได้อย่างไรกับระดับแบตเตอรี่แค่นี้ เพราะตอนก่อนที่ออกมาแบตเตอรี่เต็ม 100%

เป็นธรรมดาที่การขับรถยนต์ขึ้นเขาจะต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซล และรถยนต์ไฟฟ้าก็เช่นกัน ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าอัตราสิ้นเปลืองแบตเตอรี่ในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนที่วิ่งบนทางเรียบเท่านั้น ไม่ต้องปีนป่ายขึ้นโค้งลัดเลาะขึ้นเขาเหมือนอย่างในทริปนี้ แม้เส้นทางในการทดสอบจะมีภูมิประเทศทั้งพรรณพืชที่สวยงาม และยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอก แต่อัตราการลดลงของแบตเตอรี่ก็ทำให้เราหวั่นใจพอสมควร

นิสสันลีฟคันนี้มีแรงบิดสูงสุดถึง 320 นิวตันเมตร นอกจากจะให้อัตราเร่งที่น่าทึ่งแล้ว การขับบนเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นเขาไม่ใช่ปัญหาเลย และไม่ว่าทางจะชันแค่ไหน แรงบิดระดับนี้ก็ทำให้เรามีความมั่นใจได้มาก สามารถขับขึ้นดอยกันได้อย่างสนุกสนาน กดคันเร่งเมื่อไร แบตเตอรี่ก็พร้อมจะส่งพลังมาให้ใช้งานกันอย่างเต็มที่ และด้วยเทคโนโลยี e-Pedal คันเร่งอัจฉริยะที่ช่วยให้เราสามารถเร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว และหยุดนิ่งด้วยการใช้แป้นคันเร่งเพียงอย่างเดียว ยิ่งทำให้การขับขึ้นเขาครั้งนี้แซ่บและสนุกกว่าที่เคย เพราะไม่ต้องพะวงเรื่องอะไรเลย มีเพียงความระมัดระวังและมีสติเท่านั้นที่เรายังคงต้องใช้เหมือนเดิม

นิสสันลีฟ

อัตราการชะลอความเร็วที่สูงถึง 0.2G เมื่อยกเท้าออกจากคันเร่ง ตัวรถจะลดความเร็วจนหยุดนิ่งได้อย่างนุ่มนวล โดยไม่จำเป็นต้องแตะแป้นเบรก ช่วยลดความเมื่อยล้าและเพิ่มความเพลิดเพลินในการขับขี่ และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้ขับรถขึ้นยอดดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,565 เมตร ทำให้เราได้เห็นว่าสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าตื่นเต้นมาก รู้สึกดีกว่าการขับรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลที่มีแรงบิดมหาศาลซะอีก เพราะการเร่งแต่ละครั้งของนิสสันลีฟ ไม่ได้ก่อให้เกิดมลพิษใดๆ เลย ในทางกลับกันหากเป็นเครื่องยนต์ดีเซล การเร่งขึ้นเขาแบบทางชันรับรองว่า PM2.5 แห่กันออกมาทำลายโลกของเรามากกว่าเดิมหลายเท่า

“เด่นสุดในการขับครั้งนี้คงไม่ใช่ e-Pedal ที่เราใช้จนชินไปก่อนหน้านี้ เพราะในทริปนี้เราได้ลองระบบการฟื้นฟูพลังงานไฟฟ้าขณะเบรกและชะลอความเร็ว หรือที่เรียกว่า regenerative braking system ระบบที่มอเตอร์ไฟฟ้าจะเปลี่ยนพลังงานที่สูญเสียจากการเบรกกลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้า ช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่เมื่อใช้ชะลอความเร็ว ทำให้การลงจากยอดดอยอินทนนท์ครั้งนี้ นิสสัน ลีฟ ใหม่สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้ากลับมาได้สูงสุดถึงกว่า 20% แต่ความสามารถดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่และความลาดชันของเส้นทางด้วยนะ”

ในการขับครั้งนี้นิสสันให้เราขับขี่ในโหมด B ของลีฟ เพื่อที่จะได้การฟื้นฟูพลังงานที่มากขึ้นในขณะที่ชะลอความเร็ว ดังนั้นจากเดิมที่ทำให้เราเป็นกังวลว่าจะขับกลับไปถึงที่พักในตัวเมืองได้อย่างไรก็กลายเป็นเรื่องที่ทำให้เราโล่งอก เพราะตัวเลขที่ได้กลับมาเมื่อเทียบกับระยะทางที่เราต้องขับไปแล้ว เรียกได้ว่าเหลือๆ ดังนั้นใครที่คิดว่าถ้าจะนำรถยนต์ไฟฟ้าไปเที่ยวบนเขาบนดอย จะไปหาที่ชาร์จไฟที่ไหน ต่อไปนี้คงไม่ต้องกังวลแล้ว เพราะถ้าขับลงอย่างเดียวรับรองได้ว่ากลับลงมาถึงพื้นราบได้แบบสบายๆ

นิสสันลีฟ

ไม่ใช่เฉพาะเทคโนโลยีเด่นที่ยกมาให้เท่านั้น แต่นิสสันลีฟ ยังติดตั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงนิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) มาให้อีก ได้แก่ เทคโนโลยีเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning: FCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉิน (Forward Emergency Braking: FEB) กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor: IAVM) พร้อมเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection: MOD) เทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Active Trace Control: ATC)

เทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Alert: DAA) รวมไปถึงเทคโนโลยีกล้องอัจริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) ซึ่งให้มุมมองได้แบบ 360 องศา ทั้งหมดช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยและเพิ่มความสะดวกสบาย เรียกได้ว่ามีมาให้ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน

“ด้วยระยะทางที่เคลมไว้สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้ง จะวิ่งได้สูงสุด 311 กิโลเมตร ในการใช้งานจริงอาจจะอยู่ที่ 200 ปลายๆ แต่ก็สามารถตอบสนองต่อการขับขี่ในชีวิตประจำวันของลูกค้าส่วนใหญ่ได้แล้ว และสำหรับทริปนี้ เรามีการทดสอบกันกว่า 200 กิโลเมตร ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการชาร์จเพียงเต็มครั้งเดียวเท่านั้น”

ก่อนการทดสอบ ราเมช นาราสิมัน ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ได้บอกกับเราว่า การเลือกให้มาทดสอบบนยอดดอยอินทนนท์นั้นจะทำให้เราทราบถึง สมรรถนะ นวัตกรรม รวมไปถึงการขับรถบนถนนที่มีช่องจราจรเดียว เป็นการทดสอบที่สามารถพิสูจน์สมรรถนะในแต่ละด้านของรถได้เป็นอย่างดี และก็เป็นอย่างที่ประธานท่านนี้บอกไว้จริงๆ เรารู้จักนิสสันลีฟมากขึ้น และคลายข้อสงสัยไปได้หลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการขับขึ้นเขาที่ต้องบอกเลยว่าสนุกมากกว่าที่คิดเอาไว้

นิสสันลีฟ

นิสสันลีฟ อาจจะยังดูใหม่สำหรับตลาดในเมืองไทย เพราะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีจุดชาร์จไม่แพร่หลายเหมือนกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เติมน้ำมันโดยทั่วไป มีความกลัวทั้งที่ยังไม่เคยใช้ แต่เชื่อว่าถ้าลองเปิดใจให้สักหน่อยจะรู้ว่ารถยนต์ไฟฟ้านั้นมีหลายอย่างไม่เหมือนที่คิด แต่ดีกว่าที่คิด และในอนาคตรถยนต์ประเภทนี้จะเข้ามาแพร่หลายมากขึ้น เพราะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกไปแล้ว และในหลายประเทศก็เริ่มเปิดรับและลดสัดส่วนการใช้รถที่ต้องเติมน้ำมันลง ดังนั้นต่อให้หลีกเลี่ยงวันนี้วันข้างหน้าก็ต้องยอมรับอยู่ดี

ลูกค้าที่จอง ลีฟ ใหม่ จะได้รับการประกันคุณภาพรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และการรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร โดยปัจจุบันมีผู้จำหน่ายฯ รถยนต์ไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ อย่างเป็นทางการ 33 แห่งทั่วประเทศ ที่สามารถนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ และให้บริการหลังการขาย โดยบุคคลากรที่มีความชำนาญ