รู้จัก DHL ให้มากกว่าการเป็นบริษัทส่งพัสดุ

DHL บริษัทขนส่งสินค้ารายใหญ่ของโลก เราคุ้นเคยกันดีในฐานะบริษัทขนส่งผลิตภัณฑ์ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มีรถขนส่งหลากหลายขนาดวิ่งให้เห็นกันอยู่แทบทุกจังหวัด และที่สำคัญยังมีความร่วมมือในประเทศกับไปรษณีย์ไทยในการขนส่งสินค้าไปยังต่างประเทศอีกด้วย

แต่ DHL ไม่ได้ทำธุรกิจแค่การขนส่งแต่สินค้าเท่านั้นเพราะ DHL ยังมีโซลูชันที่หลากหลายประเภท ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงซัพพลายเชนเพื่อช่วยลูกค้าสามารถบริการจัดการด้านการเก็บและขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุดได้นำเสนอเทคโนโลยีด้านลอจิสติกส์สำหรับยานยนต์ ภายในงาน ‘DHL AUTO-MOBILITY DISCOVERY FAIR’ ณ จังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก และใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมใหญ่หลายแห่ง

รวมไปถึงบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์และโรงประกอบรถยนต์ที่สำคัญของเมืองไทย โดยได้มีการนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดรวมไปถึงแนวโน้มสำคัญและโซลูชันลอจิสติกส์ด้านต่างๆ

ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), กรกฎาคม 2561 ระบุว่าอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ยานยนต์วันนี้ก้าวสู่การปรับตัวอย่างมากเพื่อให้ทันการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างประสิทธิภาพและเร่งการเติบโตของธุรกิจ

ขนส่งสินค้า

สำหรับเมืองไทย กำลังการผลิตรถยนต์ครึ่งปีแรกสูงถึงหนึ่งล้านคัน โดยมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป, เครื่องยนต์, ชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์รถจักรยานยนต์, ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ครึ่งปีแรก (2561) มีมูลค่าสูงถึง 4.6 แสนล้านบาท เติบโต 3.56%

โอกาสทางการตลาดเหล่านี้ทำให้ DHL เร่งที่จะนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ใช้ในการขนส่งเพื่อตอบสนองความต้องการ อาทิ ระบบการขนส่งรถยนต์อัจฉริยะ (AutoTech) กับยานพาหนะไฟฟ้า (EV), หุ่นยนต์และระบบงานอัตโนมัติ (Robotics & Automation),

Augmented Reality (AR), Virtual Reality (VR), Internet of Things (IoT), Smart Wearable และ Blockchain ที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ผู้ให้บริการลอจิสติกส์และถูกนำมาใช้เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์

นายฟาธิ แทตลี ประธานบริหารด้านออโต้ โมบิลิตี้ (Global) หน่วยงานนวัตกรรมและโซลูชั่นสำหรับลูกค้า จากดีเอชแอล กล่าวว่าสำหรับในเรื่องของ Auto Mobility นั้น ต้องประกอบด้วย 3 เรื่องสำคัญ ประกอบด้วย 1.Sustainability 2.Globalization 3.Digitalization

ซึ่งทั้งหมดจะต้องส่งเสริมซึ่งกันและกันเป็นบิสิเนสโมเดลใหม่ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เหล่านี้ต้องมีนวัตกรรมเข้ามาเสริม แต่ทั้งนี้ในส่วนของการบริหารจัดการนั้น ต้องมีการนำการจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพดีเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ขนส่งสินค้า

“Automobility เป็นเรื่องที่กว้างกว่าการขนส่งชิ้นส่วนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมองในเรื่องของโซลูชันในการขนส่งจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้อย่ารวดเร็ว ส่งมอบได้ทุกเวลา และประหยัดต้นทุนได้อย่างไร

ซึ่ง DHL มีดิสทริบิวชันเซ็นเตอร์ที่ร่นระยะทางได้ไม่ต้องทำสต็อก มีการวางแผนเผื่อไว้สำหรับของเหลือทิ้ง หรือแม้แต่การควบคุมให้รถขนส่งสินค้าภายในแวร์เฮ้าส์ให้ขับตามกัน โดยที่คันหลังไม่ต้องมีคนขับก็ได้ ซึ่งถือเป็นความสามารถในการประหยัดการใช้พลังงาน”

นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของการใช้โดรน ช่วยในการนับสินค้าได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเกี่ยวกับยานยนต์อย่างหลากหลาย อาทิ การพยากรณ์ได้ว่าอะไรจะผิดพลาดได้บ้างในกระบวนการขนส่งโดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AI หรือแม้แต่การใช้ Blockchain Application

ตรวจดูว่าอะไหล่ที่ส่งมานั้นเป็นของแท้หรือของปลอม ใช้ Ring Scanner: แวร์เอเบิลอัจฉริยะช่วยพลิกโฉมการรับและจัดเรียงสินค้ายานยนต์ เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

ขนส่งสินค้า

Vision Picking Augmented Reality (AR) Wearable ช่วยในการฝึกอบรมบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านการเยี่ยมชมไซต์เสมือนจริง และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการออกแบบโดยอาศัยการแสดงผลผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

เช่นเดียวกับหากลูกค้าที่สนใจจะเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมของดีเอชแอลในประเทศเยอรมนีและสิงคโปร์ ก็จะมี Virtual Reality Experiences รวมถึง Express Hub ผ่านทางระบบ Virtual Reality (VR)

และที่สำคัญการขนส่งของ DHL ยังเน้นการลดมลพิษ อย่างเช่นการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในการขนส่ง ที่ได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ตลาดอิมเมอร์จิ้งมาร์เก็ต โดยเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้บางส่วนเกิดจากหน่วยงานสตาร์ทอัพภายในองค์กรของ DHL เอง

นายฟาธิ กล่าวว่า โลจิสติกส์ ในเมืองไทย เป็นเรื่องท้าทายมากต้องมีการวางแผนได้อย่างราบรื่น การขนส่งสินค้าในแต่ละอย่างจะมีความแตกต่างกันตามลักษณะสิ่งของ เราจึงเน้นการให้บริการเป็นโซลูชัน เปลี่ยนจากการเป็นแค่ออโตโมทีพเป็นออโตโมบิลิตี้

เน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามา เน้นความเร็ว ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันเมืองไทยมีการใช้งาน เทคโนโลยีต่างๆ แล้ว

ขนส่งสินค้า

“DHL ยังได้เตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในธุรกิจยานยนต์ และความต้องการด้านลอจิสติกส์ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากดิจิทัลหรือ Digital Disruption ที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจยานยนต์ ด้วยการนำเสนอโซลูชันและนวัตกรรมดิจิทัล

รวมถึงแอปพลิเคชันใหม่ๆ ที่จะช่วยยกระดับการขนส่งด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลอัจฉริยะสำหรับอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ ที่ทำการประยุกต์เพื่อใช้งานสำหรับตลาดเมืองไทยอีกด้วย”

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ดีเอชแอล