JD.co.th บทบาททางออนไลน์ใหม่ของกลุ่มเซ็นทรัล ส่งค้าปลีกสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ

Hits: 1826

กลุ่มเซ็นทรัลพร้อมดันค้าปลีกขึ้นโลกดิจิทัลแบบครบวงจรเต็มรูปแบบด้วยการจับมือ JD .com ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก-อีคอมเมิร์ซจากประเทศจีน ผุด JD.co.th หลังร่วมทุนกันด้วยวงเงิน 17,500 ล้านบาท หวังสร้างประสบการณ์ช้อปปิงแบบไร้รอยต่อให้กับลูกค้า มั่นใจงานนี้ไม่ซ้ำรอยอีคอมเมิร์ซค่ายอื่น และจะสามารถเติบโตและทำกำไรได้เร็วกว่า เพราะมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว พร้อมเปิดให้บริการ JD Central ช่วงสงกรานต์ปีหน้า
กลยุทธ์หนึ่งของการตลาดแบบอีคอมเมิร์ซคือการหว่านเงินเพื่อลดแลกแจกแถม เพื่อให้ได้มาซึ่งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น เกิดการขยายตัวและสามารถสร้างรายได้ แต่ต้องไม่ใช่อีคอมเมิร์ซหน้าใหม่อย่าง JD.co.th เพราะสำหรับรายนี้ไม่ได้เน้นการสร้างยอดลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ทางด้านการซื้อขายออนไลน์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า และยังจะต่อยอดคร่อมธุรกิจไปมาระหว่างพันธมิตรได้แทบจะทั่วโลก
“การร่วมทุนครั้งนี้จะมีกำไรเร็วกว่าเพราะเราไม่ต้องหาลูกค้า ไม่ต้องใช้เงินเพื่อดึงให้ลูกค้าเข้ามาในระบบ แต่เรามีอยู่แล้ว 14 ล้านคน ซึ่งเมื่อแพลตฟอร์มเสร็จลูกค้าที่มีอยู่จะเข้ามาใช้ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นธุรกิจนี้จึงถือเป็นการรักษาฐานลูกค้า สร้างรอยัลตี้เป็นสำคัญ รวมไปถึงเป็นการสร้าง ดิจิตอล อีโคซิสเต็มครบวงจรครั้งแรก ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัลให้เชื่อมโยงช่องทางการตลาดต่างๆ รวมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวถึงก้าวใหม่ของธุรกิจค้าปลีกที่จะเน้นยุทธศาสตร์การเป็น Digital Centrality หลังจากได้ทำการผนึกกำลังร่วมทุน 17,500 ล้านบาท กับบริษัท JD.com ผู้นำเทคโนโลยี ด้านอีคอมเมิร์ซ, โลจิสติกส์, ฟินเทค รวมถึงการใช้บิ๊กดาต้าและ AI เพื่อสร้างอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มใหม่ในชื่อ JD.co.th ภายใต้เทรดมาร์ก เจดี เซ็นทรัล (JD Central)
ความร่วมมือครั้งนี้ยังจะช่วยให้ลูกค้าของ JD.com ที่ปัจจุบันมีลูกค้าอยู่กว่า 250 ล้านคน และลูกค้าของกลุ่มเซ็นทรัลที่นอกเหนือจากตลาดในเมืองไทย อย่างในเวียดนามและและทวีปยุโรป สามารถทำการซื้อขายข้ามกันไปมาผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้ในอนาคต
ซึ่งนอกจากจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุค 4.0 แล้ว ยังจะทำให้กลุ่มเซ็นทรัลสามารถเติบโตก้าวกระโดด และมียอดขายในธุรกิจออนไลน์ของทั้งกลุ่มมากกว่า 15% ภายใน 5 ปี และหวังให้แพลตฟอร์มนี้ดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทางด้านออนไลน์ชอปปิง
ญนน์ โภคทรัพย์ President of Central Group กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยบีทูซี ยังเล็กมากเพราะยังโตได้อีกมหาศาล การผนึกกำลังครั้งนี้เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะเรามีลูกค้าและพาร์ตเนอร์อยู่แล้ว แต่เราต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีและแตกต่างให้กับลูกค้า อย่างเช่นสินค้าจากจีนที่ดีและมีคุณภาพ รวมไปถึงจะได้ดิวที่ดีที่สุด โดยสินค้าทั้งหมดที่ปรากฎบนหน้าเว็บ JD.co.th ก็จะปรากฎบนหน้าเว็บ JD.com ในประเทศจีนด้วย
“ปัจจุบันเจดีมีการซื้อสินค้าจากไทยโดยตรงไม่ผ่านพันธมิตรใดๆ ปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งจากแพลตฟอร์มที่ลงทุนร่วมกันนี้จะทำให้ภายใน 2 ปีข้างหน้านี้จะเพิ่มเป็น 100,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังจะทำให้ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในไทยที่นิยมไปซื้อของจากจีนมาขาย จะสามารถเลือกสินค้าได้ดีกว่าผ่านเจดี เพราะเจดีเป็นผู้ซื้อตรงจากประเทศจีน ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ ทำให้คนไทยสามารถซื้อสินค้าจีนได้ในเกรดคุณภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม”
การร่วมมือกันในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ชอปปิ้งไร้รอยต่อให้กับลูกค้า สามารถรวมทุกธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลให้มาอยู่ในจุดเดียว รวบรวมหลากหลายร้านค้า แฟลกชิพสโตร์ของกลุ่มเซ็นทรัล และสินค้าคุณภาพนานาชนิด ทั้งของไทย และต่างชาติ
สินค้า SME บนเว็บไซต์ที่ใช้ง่ายและมีทุกสิ่งให้เลือก โดยจะนำเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะทำให้การขนส่งรวดเร็วแม่นยำยิ่งขึ้น เช่น การใช้โดรน, ออโต้คาร์ ฯลฯ พร้อมระบบการจัดการห่วงโซ่อุปสงค์ และอุปทาน และคลังสินค้าที่ทันสมัยเพื่อสร้างความแตกต่างจากการขนส่งสินค้าแบบเดิมๆ
รวมไปถึงการมีส่วนช่วยพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยการจัดตั้งสำนักงานใหญ่เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านดิจิตอลแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้จะมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเสริมการพัฒนาธุรกิจทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่, เทคโนโลยีคลาวนด์, AI, แชตบอต เพื่อใช้ในการปรับปรุงเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และบริการฟินเทคให้ตอบโจทย์ลูกค้า รวมถึงการใช้เทคโนโลยีออโตเมต ในการจัดการคลังสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และการขนส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค

และด้วยการเป็นดิจิตอล อีโคซิสเต็มรูปแบบใหม่นี้จะยังเป็นการช่วยต่อยอดโครงการสินค้าชุมชนของกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย มากกว่า 10,000 ราย รวมถึงสินค้า OTOP และสินค้าจากเกษตรกรท้องถิ่นได้ขยายการเติบโต เพิ่มการส่งออกสินค้าคุณภาพสู่ตลาดสากล และสามารถขยายตลาดให้ครอบคลุมลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

ด้านริชาร์ด หลิว ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท JD.com กล่าวว่า JD.com เป็นอีคอมเมิร์ซอันดับสามของโลก ซึ่งการได้ร่วมงานกับกลุ่มเซ็นทรัลที่ถือเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกครบวงจรของประเทศไทย จะทำให้เราเข้าใจลูกค้า และสามารถวางกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ตลาดไทยได้ดีขึ้น
ซึ่งจะเป็นการเสริมศักยภาพให้เจดีเพิ่มขึ้น สำหรับภาพรวมนั้นประเทศไทยมีประชากรจำนวนมาก ประกอบกับมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และการให้บริการทางอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมทั่วถึง ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาบริการด้านอีคอมเมิร์ซ และฟินเทคเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นสิ่งที่จะได้เห็นนับจากนี้จะมีการพัฒนาพัฒนาบริการฟินเทค อำนวยความสะดวกด้านไฟแนนซ์ให้กับลูกค้า และซัพพลายเออร์ มุ่งสร้างกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-wallet) และบริการทางการเงินออนไลน์อื่นๆ ที่ใช้งานง่าย เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ Cashless society ในอนาคต