ส่องดีป้า 2018 ครบ 1 ปีกับงบประมาณที่ใช้กว่า 1,500 ล้าน

Hits: 54

ผ่านไปเรียบร้อยสำหรับปีงบประมาณ 2561 หน่วยงานหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นลำดับต้นๆ คือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพราะเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ประกอบกับในปีที่ผ่านมาดีป้าได้ใช้เงินงบประมาณไปมากกว่า 1,500 ล้านบาทในการดำเนินการ

โดยในจำนวนนี้เป็นงบประมาณที่ได้ประจำปีจำนวน 286 ล้านบาท และเงินงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 เป็นงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ (บิ๊กร็อก) อีกประมาณ 1,300 ล้านบาท

Thereporter.asia ได้แบ่งผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมมาให้ดูกันว่าแต่ละสิ่งที่ดีป้าทำนั้น มีผลงานอะไรบ้าง ที่สามารถบอกผลประโยชน์ได้ชัดเจน ไม่ได้นับรวมถึงโครงการที่ทำอยู่แต่ไม่สามารถวัดผลได้ เริ่มจากผลงานแรก เป็นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลให้แก่ธุรกิจด้านเอสเอ็มอี

เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือ เน้นในอุตสาหกรรมดที่สำคัญ ได้แก่ การเกษตร, อาหาร, การท่องเที่ยว, การบริการ, ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ, และดิจิทัลคอนเทนต์ ผ่านมาตรการคูปองดิจิทัล (depa mini-Transformation Voucher) สามารถช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs กว่า 380 ราย และเกิดต้นแบบผู้ประกอบที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้จำนวน 15 ราย

การส่งเสริมสิทธิประโยชน์ด้านภาษีร้อยละ 200 สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ได้รับการการส่งเสริมการรับรองมาตรฐาน และขึ้นทะเบียนจาก depa ไปแล้วกว่า 2,000 ราย เพื่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลโดยรวม
ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจด้าน Digital Startup ไปแล้ว 16 โครงการ

สร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพใหม่อีกประมาณกว่า 400 ราย มีแนวคิดธุรกิจให้กับผู้ประกอบการใหม่ (Idea Stage) รวมแล้วกว่า 400 แนวคิด และที่สำคัญคือในกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นผู้ประกอบการที่มีความสามารถพัฒนาสู่การหาผู้ร่วมทุนในระดับสากล (Startup Series A) ถึง 2 ราย

การจับคู่เจรจาธุรกิจ อาทิ การจัดงาน Asia Digital Expo 2018 มีการจับคู่ 324 คู่เจรจา โดยเป็นกลุ่มภายในประเทศ 197 คู่เจรจา และกลุ่มต่างประเทศ 127 คู่เจรจา เกิดมูลค่าจากการเจรจาธุรกิจรวมในระยะการจัดงานมากกว่า 70 ล้านบาท และหากประมาณการณ์มูลค่าธุรกิจที่เพิ่มขึ้นในระยะ 3-12 เดือน หลังจากการจัดงานดังกล่าวจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 500 ล้านบาท

พัฒนา 4 เมืองอัจฉริยะ ได้แก่ สมาร์ทซิตี้ ภูเก็ต 5 เมือง ในด้าน Smart Safety และ Smart People, สมาร์ทซิตี้เชียงใหม่ 2 เมือง ในด้าน Smart Tourism, Smart WiFi และ Smart People, สมาร์ทซิตี้ขอนแก่น ในด้าน Smart Mobility และ Smart Living และกรุงเทพมหานคร ในด้าน Smart People

จัดทำโครงการ Coding Nation ด้วยการสร้างความร่วมมือผ่านเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การ MOU 3 ฉบับกับพันธมิตรต่างประเทศ และการ MOU 6 ฉบับ กับพันธมิตรในประเทศ สร้างเครือข่ายพันธมิตรทึ่ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกทั่วประเทศกับสำนักงานฯ มากกว่า 22,000 ราย

โครงการ Coding Thailand หรือ ห้องเรียนออนไลน์เพื่อการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยหลังจากเปิดตัวถึงปัจจุบันมีจำนวนเยาวชนที่เข้ามาเรียนรู้ผ่าน platform Coding Thailand แล้วกว่า 1 แสนราย

โดยตั้งเป้าเข้าถึงเยาวชนกว่า 6 ล้านรายในปี 2562 และขยายสู่ 10 ล้านรายภายใน 3 ปี และมีการใช้ระบบ Thaicode.or.th ไปยังสถานศึกษาระดับประถมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษากว่า 50 สถาบันทั่วประเทศ

การสร้างเครือข่ายภาคสภาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ในการพัฒนากำลังคนดิจิทัลที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลและรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมด้วย 14 หลักสูตร (Certificate) ร่วมกับ 10 สถาบันการศึกษา และ 9 หน่วยงานภาครัฐ

การพัฒนาโครงการศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลแห่งใหม่ของอาเซียน (Digital Park Thailand) สำหรับรองรับการขยายตัวของธุรกิจและอุตสาหกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาจัดตั้ง IoT Institute สถาบันไอโอทีเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคต

เพื่อผลักดันการพัฒนา Digital Innovation ไปสู่การลงทุนขนาดใหญ่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการในเฟสแรกในการออกแบบและเตรียมดำเนินการก่อสร้าง

โดยยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือเรื่องอินเทอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง (IoT) กับธนาคารโลก ชักจูงการลงทุนและหาความร่วมมือในประเทศจีน Xian AI Park ชักจูงการลงทุนร่วมกับ ASEAN-Korea Trade Commission โดยมีนักลงทุนสนใจลงทุนในดิจิทัลพาร์คจำนวน 4 ราย (ยื่นขอสิทธิประโยชน์จาก BOI แล้ว)

และเกิดการเจรจา Foreign Direct Investment (FDI) ที่เกิดจาก Business Matching โดยมีการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ 4 ราย และจากนักลงทุนภายในประเทศ 10 รายเป็นต้น

การดำเนินงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยมุ่งเน้นพัฒนาเมืองอัจฉริยะใน 6 ด้าน ได้แก่ Smart Mobility, Smart energy and environment, Smart economy, Smart living, Smart people และ Smart Governance

ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนาโครงการนำร่องแล้วในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และมีการขยายพื้นที่เพิ่มเติม 7 เป้าหมาย ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต, จังหวัดเชียงใหม่, จังหวัดขอนแก่น, จังหวัดชลบุรี, จังหวัดฉะเชิงเทรา, จังหวัดระยอง และกรุงเทพฯ

การร่วมกับองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 80 แห่ง ในการร่วมจัดตั้ง Thailand’s Smart City Alliance เพื่อสร้างระบบนิเวศเมืองอัจฉริยะขึ้น, มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ร่วมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อติดตั้ง Smart Wi-Fi 30 Access Point ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต,

มีการเปิดตัวโครงการ Smart City D-Boost Camp ในพื้นที่แหลมฉบัง และพัทยา และมีการจัดทำระบบนำร่องให้กับภาคการเกษตร อาทิ กลุ่มเกษตรกรข้าวอินทรีย์, กลุ่มพืชผักเศรษฐกิจ และกลุ่มเกษตรกรเพาะเห็ด เป็นต้น ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่จะสนับสนุนสู่การปรับตัวประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล 4.0 และอนาคตที่สำคัญ

ผลการจัดงาน Digital Thailand Big Bang 2018 ที่มีการจัดกิจกรรมทั้งในระดับภูมิภาคที่จังหวัดเชียงใหม่, จังหวัดขอนแก่น, จังหวัดระยอง, จังหวัดสงขลา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นงานด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

โดยมีกิจกรรมการบรรยายโดยวิทยากรด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมและดิจิทัลกว่า 200 ราย มีการจัดสัมมนาพิเศษกว่า 100 กิจกรรม โดยมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และดิจิทัลกว่า 40 ประเทศ เข้าร่วมงาน และตลอดระยะเวลาการจัดงานมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 410,000 ราย คาดจะมีการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านออนไลน์มากกว่า 10 ล้านครั้ง

งานดังกล่าวก่อให้เกิดการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพกว่า 100 ราย, เกิดการเข้าถึงการบริการของประชาชนในด้านบริการดิจิทัล (Digital Services) ในหลายภาคส่วน รวมถึงก่อให้เกิดการรับรู้ในระดับนานาชาติ

ซึ่งมีผลต่อบทบาทและทิศทางด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในระดับประเทศมากว่า 40 ประเทศ รวมถึงเกิดความร่วมมือระหว่งภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในทุกภาคส่วน ทั้งนี้คาดว่า กิจกรรมดังกล่าวมีการสะพัดของเม็ดเงินกว่า 500 ล้านบาท