นครบาลนำร่อง AIS NB-IoT เพิ่มประสิทธิภาพรถสายตรวจ

Hits: 132

กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เลือกเครือข่าย โซลูชั่นส์ NB-IoT Motor Tracker ของเอไอเอสในการเพิ่มศักยภาพการทำงานของตำรวจยุค Thailand 4.0 ด้วยการนำอุปกรณ์ Tracker ติดตั้งที่รถมอเตอร์ไซค์ตำรวจ จำนวน 360 คัน เพื่อให้แสดงพิกัดเส้นทางการปฏิบัติงานของตำรวจจราจรและสายตรวจ แบบ Near Real Time ผ่านเครือข่าย NB-IoT

ช่วยให้ศูนย์บัญชาการส่วนกลางสามารถสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สุด รุดไปช่วยเหลือดูแลประชาชนได้รวดเร็วกว่าเดิมในกรณีที่เกิดเหตุด่วนเหตุร้าย

โซลูชัน “NB-IoT Motor Tracker” จะเป็นการส่งข้อมูลพิกัดรถมอเตอร์ไซค์ (GPS) ของตำรวจสายตรวจ หรือ งานจราจร ผ่านเครือข่าย NB-IoT และประมวลผลบนแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่บน AIS Cloud โดยจะแสดงตำแหน่งรถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังวิ่งอยู่ไปที่จอมอนิเตอร์ ณ โรงพัก 9 แห่ง ทั่วกรุงเทพฯ

โดยข้อดีของ NB IoT คือ สามารถส่งพิกัดรถมอเตอร์ไซค์ที่ Update ตลอดเวลา ทำให้ศูนย์สั่งการ มองเห็นตำแหน่งรถในพื้นที่ปัจจุบันอย่างแท้จริง และสามารถประสานให้ตำรวจสายตรวจ หรือ งานจราจร ที่ใกล้เคียงที่สุดเดินทางไปช่วยเหลือ ระงับเหตุให้ประชาชนได้ทันท่วงที

นางสาวอัศนีย์ วิภาตเวทย์ หัวหน้าส่วนงานผลิตภัณฑ์ลูกค้าองค์กรและบริการระหว่างประเทศ เอไอเอส กล่าวว่า โซลูชันนี้เอไอเอสและพันธมิตร บริษัท เอช ไอ พี ได้รวมกันพัฒนาขึ้นและได้รับความไว้วางใจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ในการนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นโครงการต้นแบบของบริการ Motor Tracker ที่มีพัฒนาการก้าวล้ำไปอีกขั้น ซึ่งเป็นการยืนยันให้เห็นว่าเทคโนโลยี NB IoT สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงในประเทศไทย ช่วยเสริมศักยภาพการทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐ

โดยเฉพาะซึ่งมีความใกล้ชิดต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และความสงบปลอดภัยของบ้านเมืองและถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา Smart City ให้เกิดขึ้นได้จริง

“จุดเด่นเครือข่าย AIS NB-IoT คือการใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ จึงช่วยทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ IoT อยู่ได้นานถึง 10 ปี รองรับปริมาณอุปกรณ์ IoT ได้สูงสุดในระดับแสนตัวต่อสถานีฐาน มีรัศมีครอบคลุมของเครือข่ายต่อสถานีฐาน กระจายได้มากกว่า 10 ก.ม.

รวมถึงในตัวอาคารก็ยังรับสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถพัฒนาเครือข่ายให้เปิดบริการ IoT ได้อย่างรวดเร็ว เพราะออกแบบอุปกรณ์ให้ใช้ร่วมกับ โครงข่าย 4G ในปัจจุบันได้”

ด้านพล.ต.ต. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีกลายเป็นตัวช่วยที่สำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินงานในทุกๆ ส่วน กองบังคับการตำรวจนครบาล จึงมีนโยบายมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการป้องกันความเสียหาย หรือการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน

โดยมีเป้าหมายการลดจำนวนเหตุและคดีอาชญากรรมลดลงโดยไม่มีกรอบกำหนดเวลา เมื่อเกิดเหตุหรือเกิดปัญหาร้องเรียน ต้องมีความฉับไวและคล่องตัวในการเข้าถึงสถานการณ์อย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบและแก้ปัญหาในทุกมิติ

ซึ่งนำร่องเริ่มใช้บริการแล้ววันนี้ที่สถานีตำรวจในเขตนครบาล 1 จำนวน 9 สถานี ได้แก่ สถานีตำรวจชนะสงคราม, พญาไท, ดินแดง, ดุสิต, นางเลิ้ง, บางโพ, มักกะสัน, ห้วยขวาง และสามเสน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของภาครัฐเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวไทย

ด้าน พล.ต.ต.ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า ปัจจุบันเรามียานพาหนะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจ จำนวน 360 คัน ที่คอยสแตนบายวิ่งตรวจตราและเข้าถึงจุดเกิดเหตุตลอด 24 ชม.อยู่แล้ว ทำอย่างไรที่จะทำให้การทำงานในส่วนนี้มีศักยภาพและสอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบันที่โทรศัพท์มือถือและดิจิทัล

สามารถเข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับเราได้มากขึ้น เราจึงได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวและรวดเร็วในการทำงานมากขึ้น สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเคย ประชาชนก็อุ่นใจได้มากยิ่งขึ้น