4 หัวใจหลักบริหารคนแบบ “มิตรผล” สุดยอดนายจ้างดีเด่น

Hits: 84

การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้หลายธุรกิจต้องปรับตัว ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจผลิตน้ำตาลอย่างมิตรผล ที่พร้อมที่จะรับมือกับการสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะในส่วนของพนักงานที่ถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญมากสำหรับการดำเนินธุรกิจ

แม้หลายตำแหน่งหน้าที่จะมีเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนได้ แต่การขับเคลื่อนองค์กรก็ยังต้องใช้ “คน” เป็นกำลังสำคัญ โดยที่ผ่านมากลุ่มมิตรผลคว้ารางวัล “สุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยประจำปี 2561” (AON Best Employers Thailand 2018) ซึ่งนับเป็นการยืนยันถึงการบริหารบุคคลด้วยความตั้งใจ

ปัจจุบันกลุ่มมิตรผลมีบุคลากรมากความสามารถจากหลายเจเนอเรชันมาอยู่ร่วมกัน โดยมีอัตราพนักงาน Gen Y สูงถึง 70% การบริหารทรัพยากรบุคคลจึงมีบทบาทสำคัญและเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น เพราะองค์กรต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

เพื่อหาแนวทางที่จะ “สร้างและพัฒนา” บุคลากรให้ไปสู่เป้าหมายร่วมกับองค์กรได้ และบุคลากรทุกฝ่าย ทุกเจเนอเรชัน สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

นายบวรนันท์ ทองกัลยา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและบริหาร กลุ่มมิตรผลและนายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ดิจิทัลทรานฟอร์มเป็นส่วนสำคัญในการทำงานของคนในองค์กรในอนาคต

องค์กรจึงจำเป็นต้องได้รับการปรับตัวให้ทันกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งในอนาคตอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงการรับจ้างงานแบบใหม่ หรือรูปแบบการทำงานแบบใหม่ๆ เกิดขึ้น และมีรูปแบบที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมิตรผลก็พร้อมที่จะปรับให้เข้ากับสภาวการณ์เหล่านั้น

“กลุ่มมิตรผลมีการออกแบบระบบงาน HR โดยใช้แนวคิดและกระบวนการของ Design Thinking ในการออกแบบงานต่างๆ รวมถึงรูปแบบการทำงานแบบใหม่ที่เน้นให้เกิด Agility สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน

เพื่อให้พนักงานเก่งขึ้นและมีความสุข ซึ่งเป็นการสร้าง Employee Experiences โดยให้พนักงานเป็นศูนย์กลางหรือ Employee Centric ทำให้พนักงานรู้สึกว่า “เขาเก่งขึ้นที่อยู่กับเรา เขามีความสุขมากขึ้น อยากมาทำงานทุกๆ วันจันทร์” สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิด Contribution นำมาซึ่งความสำเร็จให้กับองค์กร”

ทั้งนี้ที่ผ่านมามิตรผลได้ดำเนินกลยุทธ์และกิจกรรมเพื่อการสร้างความผูกพันกับพนักงาน โดยมีหัวใจหลักในการสร้างความผูกพันกับพนักงานทุกระดับของกลุ่มมิตรผล (Employee Engagement) คือ Engaging Leadership ประกอบด้วย แนวทาง 4 ข้อ 1.Inspirational Leader ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่พนักงาน

จุดประกายความคิด เพื่อสร้างทีมที่แข็งแกร่งพัฒนาความสามารถของพนักงานไปสู่ระดับที่สูงขึ้นและมีศักยภาพมากขึ้น ทำให้พนักงานปฏิบัติงานได้อย่างเต็มความสามารถ และมุ่งเน้นความสำเร็จระยะยาวและการสร้างความยั่งยืน ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ

โครงการ CEO SEE YOU เปิดโอกาสให้พนักงาน Gen Y ได้พบและพูดคุยกับ CEO ถ่ายทอดประสบการณ์ทำงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและยังเป็นเวทีในการรับฟังมุมมองและแนวคิดของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต รวมไปถึงการพัฒนาทักษะการโค้ชระดับหัวหน้างาน

มิตรผล

พัฒนาความสามารถในการปฏิบัติงานของทีมงาน ช่วยให้ทีมเห็นโอกาสในการพัฒนาและสามารถใช้ศักยภาพที่แท้จริงเพื่อสร้างความสำเร็จทั้งการทำงานและชีวิตส่วนตัว ด้วยแนวทางการโค้ชในแบบของมิตรผลซึ่งพัฒนามาจากแนวทางการโค้ชระดับนานาชาติ

2.Open minded, Open door เป็นการรับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้พนักงานได้นำเสนอแนวคิด ปรับปรุงการทำงานใหม่ๆ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ด้วยรูปแบบที่เป็นกันเอง เข้าถึงผู้บริหารได้ง่าย อาทิ การจัดวงสนทนาเล็กๆ ที่เปิดโอกาสให้หัวหน้างานและพนักงานได้พูดคุยถึงปัญหา

และร่วมกันหาวิธีการแก้ปัญหา ด้วยรูปแบบที่เน้นการพูดและฟังบนพื้นฐานของสัมพันธภาพที่ดี ก่อให้เกิดการทำงานแบบ Cross Function กันมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการดำเนินการที่โรงงาน

3.Empowering People สร้างความมั่นใจให้พนักงาน ด้วยโปรแกรมในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พนักงานได้แสดงความคิดเห็นในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยไม่ต้องกลัวผิด โดยผู้นำต้องเปิดกว้างทุกความเห็น ไม่คัดค้านหรือตำหนิ เพื่อให้พนักงานกล้าที่จะเสนอความคิด

สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ส่งเสริมให้พนักงานได้แสดงศักยภาพผ่านการทำ Project ต่างๆ โดยพนักงานที่อยู่ในโปรแกรมเหล่านี้จะมีโอกาสได้นำเสนอ Project กับผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารระดับต่างๆ ของกลุ่มมิตรผล

ซึ่งได้ให้ความสำคัญในการเป็นทั้งกรรมการและโค้ชเพื่อให้คำแนะนำและการสนับสนุนให้การดำเนินงาน Project ประสบความสำเร็จ

4.Employee Experience การให้ความสำคัญกับพนักงาน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีโดยทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญต่อองค์กร โดยมีโปรแกรมในการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงาน มีพี่เลี้ยงคอยดูแลและแนะนำในเรื่องต่างๆ

เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถให้เป็นคนเก่งและมีความสุขในการทำงาน ทำให้พนักงานเกิดความภาคภูมิใจ รู้สึกเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวกลุ่มมิตรผล รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้พนักงานหรือหน่วยงานต่างๆ กำหนดรูปแบบกิจกรรมที่เหมาะกับตัวเอง โดยเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ และขยายต่อยอดออกไปเรื่อยๆ

อย่างเช่น กิจกรรม “Run For Friends” ของกลุ่มธุรกิจพลังงาน เพื่อให้พนักงานได้เรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงานเก่าและพนักงานใหม่ กิจกรรม “Step Challenge” ของกลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและบริหาร

เพื่อส่งเสริมการทำงานเป็นทีมแบบ Cross Function และสุขภาพที่ดีของพนักงาน ซึ่งได้ดำเนินการและขยายผลไปยังหน่วยงานข้างเคียงนอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพที่ดี และสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานร่วมกัน

นายบวรนันท์ กล่าวว่า จากการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ในปี 2561 กลุ่มมิตรผลคว้ารางวัล “สุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยประจำปี 2561” (AON Best Employers Thailand 2018) ซึ่งจัดโดย เอออน ฮิววิท ที่ปรึกษาด้านพัฒนาองค์กรและทรัพยากรบุคคลผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในปีนี้ มิตรผลได้ส่งบริษัทเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 6 บริษัท ประกอบด้วย 1.โรงงานน้ำตาลมิตรผล ด่านช้าง 2.โรงงานน้ำตาลสิงห์บุรี

3.โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ 4.บริษัท มิตรผล ไบโอฟูเอล จำกัด (กาฬสินธุ์) 5.บริษัท มิตรผล ไบโอฟูเอล จำกัด (ภูเขียว) 6.บริษัท พาเนล พลัส จำกัด (หาดใหญ่)

ทั้ง 6 บริษัท สามารถคว้ารางวัล “สุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยประจำปี 2561” ได้ทั้งหมด นับเป็นองค์กรที่ทำสถิติคว้ารางวัลมากที่สุดจากเวทีในปีนี้ และเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่มิตรผลได้รับรางวัล แสดงถึงเจตนารมณ์และแนวทางในการบริหารงานทรัพยากรบุคคลของกลุ่มมิตรผล

ภายใต้แนวคิด “เชื่อมั่นในคุณค่าของคน” ซึ่งกลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญมาโดยตลอด และได้นำมาซึ่งความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรอย่างยั่งยืน และยังสะท้อนถึงชื่อเสียงที่ดีเป็นที่ยอมรับ การมีผู้นำที่มีประสิทธิภาพ และวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง

“การได้รับรางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยติดต่อกันถึงสามปีซ้อน เป็นเครื่องยืนยันได้ดีถึงเจตนารมณ์ของกลุ่มมิตรผลในเรื่องการบริหารงานด้านทรัพยากรบุคคล ภายใต้แนวคิด “เชื่อมั่นในคุณค่าของคน” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่กลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญมาโดยตลอด”