GSMA แนะเอเชียกำหนดกรอบควบคุมข้อมูลในทางเดียวกัน

Hits: 2640

GSMA ระบุการปล่อยให้ข้อมูลส่งข้ามพรมแดนอย่างอิสระเป็นสิ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจเชิงดิจิทัลในเอเชีย โดยการกำหนดกรอบเดียวกันด้านการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลทั่วภูมิภาค จะช่วยสร้างโอกาสการขยายตัวของการค้าโลกและเพิ่มการเติบโตของจีดีพี ซึ่งการไหลเวียนของข้อมูลและเศรษฐกิจเชิงดิจิทัลสามารถก่อให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

นายบอริส วอยแทน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายข้อมูลส่วนบุคคล การดูแลส่วนงานภาครัฐและกฎระเบียบสมาคมจีเอสเอ็ม กล่าวว่า รายงาน ‘Regional Privacy Frameworks and Cross-Border Data Flows’ล่าสุดของสมาคมจีเอสเอ็ม หรือ GSMA ที่เปิดเผยในงานประชุม Mobile 360 – Digital Societies

ชี้ว่ารัฐบาลในกลุ่มประเทศเอเชียสามารถขยายเศรษฐกิจเชิงดิจิทัลของภูมิภาค และสร้างประโยชน์ทางสังคมเศรษฐกิจให้กับประชากรได้เพิ่มขึ้น โดยยกเลิกข้อกำหนดที่ไม่จำเป็นที่ควบคุมการไหลของข้อมูลระหว่างประเทศ รวมไปถึงต้องทำให้กฎเกณฑ์ข้อบังคับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมีความสมดุลกัน

สามารถส่งผลเชิงบวกต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างความก้าวหน้าทางนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี 5G Internet of Things (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI)

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดนมีส่วนช่วยให้ GDP โลกเติบโตขึ้นถึงราว 10.1 เปอร์เซ็นต์ 1 และคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐของ GDP โลก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าตัวเลขของการค้าผลิตภัณฑ์ทั่วโลก ความสามารถในการโอน จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูล เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการทำการค้า ส่งเสริมนวัตกรรม และผลักดันให้เกิดพัฒนาการด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์ม และบริการใหม่ๆ

“แม้ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีพัฒนาการที่ดีในเรื่องการกำหนดกรอบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถปกป้องผู้บริโภคได้ดี ในขณะที่ยังพอให้มีการส่งผ่านข้อมูลข้ามพรมแดนอยู่บ้าง แต่ความแตกต่างของกฏหมายข้อมูลส่วนบุคคลในแต่ละประเทศเป็นเครื่องกีดขวางการขยายตัวทางการค้าและการสรรค์สร้างนวัตกรรม

นอกจากนี้ยังควรสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสองกรอบความร่วมมือหลักด้านข้อมูลส่วนบุคคลในภูมิภาคเอเชีย คือ ASEAN Framework on Personal Data Protection และ APEC Privacy Framework เพื่อช่วยให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน”

นายบอริส กล่าวว่า ความร่วมมือด้านมาตรการข้อมูลส่วนบุคคลที่ครอบคลุมทั่วทั้งเอเชียเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศต่างๆ หลุดพ้นจากอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลไม่จำกัดอยู่แค่ในเอเชียเท่านั้น แต่ส่งผลทั่วโลก การใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำหนดขึ้นเองจากแต่ละประเทศเพื่อควบคุมและบังคับการใช้ข้อมูลของประชากรในประเทศนั้นๆ

จะตีกรอบจำกัดขีดความสามารถขององค์กรต่างๆ ในเอเชียในการนำเสนอสินค้าและบริการสู่ผู้บริโภคในอนาคต ดังนั้นทุกประเทศต้องร่วมมือกันหามาตรการในการปิดช่องว่างความแตกต่างระหว่างกฎข้อบังคับด้านข้อมูลส่วนบุคคลของแต่ละประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า รัฐบาลประเทศสมาชิกเอเปคและอาเซียนควรร่วมกันพิจารณาทางเลือกที่ระบุไว้ในรายงานเพื่อปิดช่องว่างความแตกต่างด้านข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศตนเอง และเชื่อมโยงกับกรอบข้อกำหนดในระดับภูมิภาคมากขึ้น และประเทศต่างๆ ควรพัฒนากฎข้อบังคับด้านข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

โดยทำการวิเคราะห์ภูมิทัศน์ด้านข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศตนว่าเป็นเช่นไร และศึกษาประสบการณ์ของรัฐบาลในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจ และกำหนดทิศทางในอนาคตร่วมกัน

นอกจากนี้ผู้กำหนดนโยบายในภาครัฐและผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลควรร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และมีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันในระดับภูมิภาค โดยรัฐบาลควรชี้แจงแก่ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลทั้งจากภาคเอกชนและภาควิชาการด้านข้อมูลส่วนบุคคลถึงแนวทางการปฏิบัติต่างๆ