รีวิว : Test Navara เพลินเทคโนโลยี เหนือกระบะธรรมดา

Hits: 3089

เราคุ้นเคยกับกระบะแบรนด์นิสสันว่าเป็นแบรนด์หนึ่งที่มีความทนทานและวิ่งทางไกลดี แต่สำหรับนิสสัน Navara ยุคใหม่นั้น ความคุ้นในการบรรทุกนั้นอาจจะเป็นเรื่องรอง โดยเฉพาะกลุ่มของรถกระบะ 4 ประตู ที่ดูเหมือนว่าการใช้งานจะไม่ได้เน้นการแบกของหนักเป็นหลัก แต่เลือกที่จะขนคนมากกว่า

ซึ่ง Navara Double Cab นั้นก็ดำเนินรอยตามทางใหม่ของนิสสันอย่าง Nissan Intelligent Mobility ที่พร้อมจะพาผู้ขับขี่และผู้โดยสารขับเคลื่อนไปพร้อมกับเทคโนโลยี

กระบะนิสสันอาจจะดูว่าไม่ค่อยโดดเด่นนักในเมืองไทย แต่สำหรับสายตาของต่างประเทศนั้นเรียกได้ว่ามีชื่อและชั้นที่ดี เพราะไม่เช่นนั้นแบรนด์รถหรูระดับ MERCEDES BENZ คงไม่นำแพลตฟอร์มและเครื่องยนต์ไปพัฒนาใหม่เป็นกระบะของตนเองภายใต้ชื่อ X-CLASS กันหรอก

เช่นเดียวกับในเรื่องความใส่ใจผู้ใช้งานซึ่งนิสสันก็ดูเหมือนว่าจะให้มากกว่ารายอื่น เพราะมีการติดตั้งกล้องมองหลังมาให้ในทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นล่างสุด เรื่องนี้นี่ต้องปรบมือให้เลย เพราะถือว่าช่วยได้มากสำหรับคนที่ใช้บรรทุกมากๆ จนมองด้านหลังไม่เห็น

Thereporter.asia ได้ขอหยิบยืม Navara Double Cab มาทดสอบ เพื่อจะแสดงให้เห็นกันว่าที่โฆษณาว่าเป็นรถอัจริยะนั้น แท้จริงเป็นเช่นไร เพราะอ่านแค่โบชัวร์ก็พอจะมองเห็นภาพรถที่พร้อมมากสำหรับการพาไปท่องเที่ยวตามประสารถยนต์ยุคใหม่ ที่อัดแน่นมาด้วยเทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะเกินหน้าเกินตากระบะแบรนด์ญี่ปุ่นด้วยกันไปมาก

ที่สำคัญหน้าตาของรถยังดูโฉบเฉี่ยว จนเป็นรถกระบะอีกคันหนึ่งที่เรียกได้ว่าหล่อได้ใจ เผลอๆ ดูแพงกว่ารถเก๋งหลายๆ รุ่นซะอีก แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องดูว่าการใช้งานจริงจะตอบสนองได้ดีแค่ไหน

Navara

จุดเด่นที่สุดของกระบะคันใหญ่ยาวคันนี้อยู่ที่การเทคโนโลยีกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา AROUND VIEW MONITOR (AVM) มองเห็นภาพภายนอกได้รอบคัน เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ดีมากมาย แม้จะเป็นภาพเล็กๆ ที่มองเห็นได้บนกระจกมองหลังก็ตามที

แต่ก็ถือว่าช่วยได้มากในเวลาที่เรามองไม่เห็นว่าด้านหน้าที่เรากำลังจะเลี้ยวไปหานั้น พ้นกับสิ่งกีดขวางหรือไม่ รถจะไปได้หรือเปล่า เพราะเป็นมุมอับหนึ่งที่ทำให้เกิดความเครียดได้มากพอสมควรสำหรับรถยนต์คันยักษ์

เช่นเดียวกับเห็นภาพรอบๆ ตัวรถที่สายตาเราไม่สามารถมองเห็นได้ทั้งหมดแต่ด้วยกล้อง AVM ก็ทำให้การมองรอบคันเป็นเรื่องง่าย โดยนิสสันได้ฝังกล้องไว้ 4 จุดรอบคัน และเพิ่มมุมมองที่ทำให้เห็นได้แบบที่นกมองเห็น

Navara

AVM เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่นิสสันใส่มาให้กับรถยนต์นั่งในระยะเวลาหนึ่งแล้ว และก็ถึงคิวของรถกระบะที่จะได้ใช้เช่นกัน และวันนี้ก็ยังไม่มีรายใดในตลาดรถกลุ่มนี้ที่จะใส่กล้องมองรอบคันมาให้เลยแม้จะมีราคาค่าตัวที่สูงกว่า Navara Double Cab คันนี้มากก็ตาม

แต่เชื่อว่าในวันหนึ่งคงจะกลายเป็นของที่จำเป็นต้องมี นี่ยังไม่นับรวมไฟหน้า(ที่เปิดปิดอัตโนมัติ) ไฟหรี่ ไฟเลี้ยว และไฟส่องสว่างเวลากลางวันหรือ (Daytime Running Light1) ที่ทุกดวงที่พูดมานั้นเป็นไฟแบบ LED ทั้งหมดแล้ว

หันมามองกันที่ภายในกันบ้าง Smart Phone Connectivity ได้เข้ามาตอบโจทย์สำหรับคนที่รู้สึกว่าขาดการติดต่อสื่อสารไม่ได้ “Mirror Link” จึงเข้ามาเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อเข้ากับหน้าจอโทรศัพท์ผ่านจอเครื่องเสียงในรถยนต์ผ่านสาย HDMI/MHL

Navara

ซึ่งจะทำให้สามารถเล่นแอปพลิเคชันในมือถือผ่านจอเครื่องเสียงรถยนต์ ได้อย่างเพลิดเพลินมากขึ้น หรือจะทำเพียงการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธเพื่อฟังเสียงเพลงที่เล่นได้ตามใจต้องการผ่านแอปพลิเคชันการฟังเพลงที่มีให้เลือกอย่างมากมาย โดยไม่ต้องแคร์ MP3 ที่ดูจะโบราณไปแล้วสำหรับยุคนี้แต่ถ้าใช้ยังใช้อยู่ก็ยังเปิดฟังได้อยู่นะ

นอกจากนี้ยังหมดปัญหาการหลงทาง ด้วยระบบนำทางอัจฉริยะที่จะมีการประมวลผลได้อย่างแม่นยำผ่าน GPS ซึ่งการแสดงผลนั้นก็จะแสดงที่หน้าจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว ที่จะขึ้นรูปแบบ 3 มิติที่สวยงามและน่าสนใจ ไม่ได้เป็นเส้นทางให้เห็นแบบโล้นๆ โล่งๆ

โดยสามารถเลือกได้ว่าจะกลับบ้าน (ต้องตั้งเองก่อนนะ) หรือหาดีลเลอร์ตัวแทนของนิสสัน ร้านอาหาร ปั้มน้ำมัน หรือจะชอปปิง ก็เลือกกดกันได้ตามใจชอบ (เพราะจุดหมายอื่นๆ นี่มีในแผนที่แล้ว) และหน้าจอ 7 นิ้วนี้ก็ยังสามารถแสดงผลการเล่นเพลง การตั้งค่าต่างๆ ได้แบบง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัสได้อีก

Navara

จะเชื่อมต่อใดๆ หรือจะปรับแต่งตรงไหน หน้าจอนี้ตอบสนองได้หมด แต่ถ้าใครกลัวว่าจะไม่สะใจก็มีช่องต่ออุปกรณ์ USB และ AUX เพิ่มเข้ามาให้ใช้งานกันแบบไม่ตกเทรนด์เทคโนโลยีเลยทีเดียว

ส่วนระบบอื่นๆ เพื่อสร้างความสะดวกสบายกันนั้น Navara Double Cab คันนี้ มีหน้าปัดจออัจฉริยะขนาด 5 นิ้ว ที่สามารถมองลอดพวงมาลัยไปเห็นได้อย่างชัดเจน โดยจะแสดงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการขับขี่แบบ 3 มิติ พร้อมโหมดเลือกการแสดงผล 2 ภาษา (ไทยและอังกฤษ)

รวมไปถึงปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ทั้งการเพิ่มและลดเสียง การรับสายโทรศัพท์ และระบบควบคุมความเร็วอัตโตมัติหรือครูซคอนโทรล ซึ่งในส่วนของระบบปรับอากาศนั้นนอกจากจะสามารถปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวาแล้ว ยังมีช่องแอร์ผู้โดยสารตอนหลังที่ช่วยกระจายความเย็นให้คนนั่งข้างหลังไม่ต้องบ่นร้อนกันอีกด้วย

Navara

ภาพรวมของห้องโดยสารภายในนั้นนอกจากแผงคอนโชลด้านหน้าจะดูเหมือนรถยนต์นั่งแล้ว เบาะนั่งคนขับยังปรับระดับด้วยไฟฟ้าอีก มองเผินๆ นึกว่านั่งอยู่ในนิสสันเทียน่าแบบที่มีกระบะท้ายด้านหลัง ซึ่งในส่วนของเบาะนั่งคู่หน้านั้นก็ให้ความสะดวกสบายดี นั่งไกลๆ ก็ไม่ได้เมื่อยล้า

ส่วนเบาะนั่งแถวหลังนั้นแม้จะดูสั้นและพนักพิงชันไปบ้าง แต่ก็ชดเชยด้วยพื้นที่วางขาที่จัดมาให้แบบกว้างมาก ทำให้พอจะขยับแข้งขยับขาได้มากหน่อย ซึ่งจากการทดลองนั่งของผู้โดยสารตัวใหญ่แข้งขาขาวแล้ว ก็ไม่ได้บ่นอะไร เพียงแต่ต้องขยับตัวกันบ่อยหน่อย

แต่ด้วยพื้นที่ที่กว้างนั้นสามารถวางข้าวของได้หลายอย่าง เหมาะกับการเดินทางของสายบันเทิงที่ต้องมีเครื่องดื่มเย็นๆ กินไปตลอดทางก็พอจะชดเชยเรื่องเบาะไปได้บ้าง

Navara

ทางด้านความปลอดภัยนั้น Nissan Intelligent Safety Shield Technologies นิสสันก็ใส่เทคโนโลยีมาให้แบบแน่นๆ อีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น HSA & HDC ระบบช่วยออกตัวและควบคุมความเร็วบนทางลาดชัน

ซึ่งระบบนี้จะสั่งให้เบรคทำงานต่อเนื่องขณะที่ยกเท้าออกจากแป้นเบรค ช่วยไม่ให้รถไหลเมื่อออกตัวบนทางลาดชัน ไม่ต้องยกเบรคมือและคอยปลดให้เมื่อย หรือไม่ต้องระแวงว่ารถจะไหลไปชนคันข้างหลังเมื่ออยู่บนเนิน นอกจากนี้ระบบนี้ยังช่วยรักษาความเร็วและแรงดันเบรค เมื่อต้องวิ่งในทางลาดขณะลงเขาไม่ให้ไถลไปจนเกินความต้องการ

TCS ระบบช่วยป้องกันลัอหมุนฟรีบนถนนลื่น ช่วยไม่ให้ล้อเกิดการหมุนฟรีบนถนนลื่นหรือควบคุมยาก VDC ระบบช่วยการทรงตัวเมื่อรถเข้าโค้ง เพื่อให้การหักเลี้ยวทำได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

Navara

แม้จะเข้าโค้งด้วยความเร็ว EDB ระบบกระจายแรงเบรค ที่จะช่วยกระจายแรงเบรคและปรับแรงดันน้ำมันเบรคแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ และยังมีความปลอดภัยอื่น ๆ อย่าง ABS โครงสร้างนิรภัย รวมไปถึงถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง เรียกได้ว่ามั่นใจเรื่องความปลอดภัยได้ครบ จบในที่เดียว

ทางด้านเครื่องยนต์นั้น เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร คอมมอนเรล 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว บวก VGS เทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์ ใหัพลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติแบบ 7 สปีด

ซึ่งการขับขี่ก็ให้ผลเป็นที่น่าพอใจพลังมาแบบเหลือเฟือ แม้จะไม่จี๊ดจ๊าด แต่ก็ให้พลังอย่างต่อเนื่องเรียกได้ว่าแรงดีไม่มีตก วิ่งทางไกลสบายๆ ไม่เครียด แต่หากวิ่งแล้วต้องการความมั่นใจมากๆ Navara Double Cab คันนี้ก็มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมาให้

โดยจะสามารถปปรับการขับเคลื่อนจาก 2 ล้อเป็น 4 ล้อ ได้แม้ขณะขับเคลื่อนอยู่ (แต่ความเร็วต้องไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนะ)

บอกเลยว่าหลังจากเปลี่ยนจากขับ 2 มาเป็นขับ 4 แล้ว ความมั่นใจในการทรงตัวทำได้ดีขึ้นมากเลยทีเดียว เพราะในย่านความเร็วที่เกิน 120 ขึ้นไป อาจจะดูไม่ค่อยมั่นใจไปบ้างเมื่ออยู่ในโหมดปกติ แต่หลังจากปรับเป็นขับ 4 แล้ว ในย่านความเร็วดังกล่าวนั้นเราจะรู้สึกได้ทันดีเลยว่ารถนิ่งกว่าเดิมมาก เป็นหนึ่งเดียวกับคนขับได้ดีกว่า

แต่ก็ไม่แนะนำว่าให้ขับเร็วกันมากนักเพราะรถไม่ได้เหมาะสำหรับการขับแบบความเร็วสูง ประกอบกับถนนกับพฤติกรรมการขับขี่ของคนต่างจังหวัดที่ยังคงรักษาพื้นฐานของคำว่า “ทำอะไรตามใจฉัน” กันซะจนเคยชิน ทำให้ในเวลาที่คับขันเราอาจจะไม่สามารถควบคุมได้ดีนักเมื่ออยู่ในย่านความเร็วสูง

Navara

“ในวันที่เราใช้รถกันนั้นเป็นการขับกันในช่วงที่ฝนตกอยู่ตลอดเวลาแทบทั้งวัน การขึ้นเขาลงเขา การไต่พื้นที่ชันๆ ถนนลื่นและน้ำขัง ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ เลยผ่านไปได้ราบรื่นและฉลุย การทรงตัวในระหว่างเดินทางทำได้น่าพอใจ แต่เราก็ยั้งไว้ที่ 140 กม./ชั่วโมงไม่เกินนี้ เพราะพื้นถนนเปียก

การเบรคในทุกสภาพผิวถนนตอบสนองได้ดีไม่มีให้ต้องลุ้น เช่นเดียวกับผู้โดยสารภายในก็สามารถเพลิดเพลินกับความกว้างของรถ ที่ทำให้เราสามารถขนของกินและของใช้มาอยู่ข้างในได้มาก ช่วยให้การใช้ชีวิตในระหว่างรอฝนหายตกเป็นไปแบบไม่เบื่อหน่าย

และด้วยเทคโนโลยีด้านความบันเทิงที่มีมาให้กับแบบพอดีก็สร้างความสุนทรีย์ในระหว่างเดินทางเพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าทริปนี้ทั้ง 4 คนใช้ชีวิตในรถกันแบบมีความสุข แม้ในบางสถานที่เราจะอยู่ในรถมากกว่าที่จะเดินลงไปเที่ยวก็ตาม”

ภาพรวมของกระบะ 4 ประตูคันนี้ภายนอกก็ดูดีสวยงามไม่แพ้รถยนต์นั่ง เช่นเดียวกับการตกแต่งภายในที่ให้มาไม่แพ้รถยนต์นั่งเช่นกัน แถมยังอัดแน่นด้วยเทคโนโนโลยีที่ให้มาจนเกือบจะเรียกว่าเกินหน้าเกินตาคู่แข่งในราคาเดียวกันไปมาก ใช้งานได้จริงและน่าพอใจ

ดังนั้นคนที่เคยขับรถยนต์นั่งมาก่อนเมื่อมาขับรถคันนี้อาจจะรู้สึกแปลกอยู่ 2 อย่างคือความสูง และความใหญ่โตของตัวรถ ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่นการขับขี่ การทรงตัว และการขับเคลื่อนนั้นแทบไม่ได้แตกต่างกัน ซึ่งรวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับโลกยุคใหม่ก็มีตอบสนองมาให้ทั้งหมด

Nissan Navara 2018
  • 8/10
    รูปลักษณ์ภายนอก - 8/10
  • 7/10
    ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร - 7/10
  • 7/10
    บรรยากาศภายในห้องโดยสาร - 7/10
  • 9/10
    เทคโนโลยีเพื่อชีวิตยุคใหม่ - 9/10
  • 8/10
    การตอบสนองช่วงล่าง - 8/10
  • 8/10
    การตอบสนองเครื่องยนต์ - 8/10
  • 8/10
    ระบบรักษาความปลอดภัย - 8/10
  • 8/10
    ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ - 8/10
  • 9/10
    ความคุ้มค่ากับราคา - 9/10
  • 8/10
    ภาพรวมต่อการตัดสินใจซื้อ - 8/10
8/10

ผลสรุป

นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ยังลังเลว่าจะซื้อรถกระบะแบรนด์ไหนนี้ ลองมาขับ Navara Double Cab คันนี้ดูก่อน เพราะมีดีไม่แพ้ใคร และยิ่งถ้าเทียบราคากับออปชันที่ได้อาจจะเผลอจ่ายเงินจองคันนี้ ก่อนที่จะไปดูแบรนด์อื่นที่วิ่งกันเกลื่อน แพงแต่ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย

สมัยนี้จะซื้อรถทั้งทีต้องให้สมกับเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีมาสร้างความสะดวกสบายให้กับชีวิต มีความสุขกับทุกวันที่ได้ใช้ จะดีกว่ามองไปข้างหน้าว่าจะขายได้เท่าไร