กฟภ.พร้อมใช้ IoT ยกระดับการไฟฟ้าแห่งอนาคตผ่านเทคโนโลยีหัวเว่ย

Hits: 144

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือ กฟภ. และหัวเว่ย ร่วมกันสร้างศูนย์นวัตกรรม กฟภ. (PEA Innovation Center) เพื่อใช้เป็นศูนย์พัฒนาและวิจัยด้านไฟฟ้าด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีอันทันสมัยแห่งแรกในเมืองไทย มีหน้าที่พัฒนาแพลตฟอร์มที่สมัยและสร้างการบูรณาการในด้านการวิจัยและการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์

และเทคโนโลยีคลาวด์ต่าง ๆ ในภาคพลังงานไฟฟ้า ยกระดับสู่โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนและต้นทุนการดำเนินงาน

ความร่วมมือในครั้งนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบและใช้งานเทคโนโลยีเครือข่าย “ALL IP” ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนวัตกรรมต่าง ๆ อาทิ คลาวด์คอมพิวติงสำหรับพลังงานไฟฟ้า บิ๊กดาต้า อุปกรณ์ชาร์จพลังงานสำหรับยานยนต์ สมาร์ทโฮม

และการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ สองคล้องตามนโยบายของกฟภ. ในการพัฒนาคนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองการก้าวสู่ยุค PEA 4.0 มุ่งสู่การเป็น “การไฟฟ้าแห่งอนาคต” (The Electric Utility of the Future)

นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า การเปิดศูนย์ในครั้งนี้จะเชื่อมโยงไปถึงการทำต้นแบบที่เกี่ยวข้องกับ ไอโอที สมาร์ทซิตี้ เป็นการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ในการพัฒนาการจ่ายไฟฟ้า

การพัฒนามิเตอร์ว่าวิธีไหนดีที่สุด เพื่อใช้เป็นต้นแบบของเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเมืองไทย ก่อนนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสมาร์ทซิตี้ หลังจากที่ผ่านมาได้มีความร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมบางแห่ง เพื่อทำเป็นสมาร์ทนิคม ร่วมกับกับเมืองพัทยาในการทำสมาร์ทกริด เป็นต้น

“ศูนย์แห่งนี้เป็นการนำประสบการณ์ด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้าที่สั่งสมมายาวนานของ กฟภ. เข้ากับองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีไอซีที ความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาของหัวเว่ย เพื่อร่วมมือกันพัฒนาสู่การใช้งานเทคโนโลยี IoT และคลาวด์ด้านพลังงานไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม

และศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้ยังจะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกอบรมบุคลากรด้านไอซีทีในภาคพลังงานไฟฟ้าและเผยแพร่เทคโนโลยีด้านสมาร์ทกริดในประเทศไทยในอนาคตด้วย”

สำหรับโครงการนำร่องนี้ หัวเว่ยได้ติดตั้งโซลูชันเทคโนโลยีไอซีทีอันทันสมัย โดยเฉพาะเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) และคลาวด์ ที่มีการประยุกต์ใช้สำหรับภาคพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้ กฟภ. สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไอซีทีชั้นนำ

โดยหัวเว่ยให้การสนับสนุนทางด้านอุปกรณ์ สำหรับการพัฒนาและติดตั้งเทคโนโลยี Single IoT Platform ที่เกิดจากการผสานโครงข่ายสองโครงข่าย คือ PLC-IoT และ eLTE-IoT เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพและความน่าเชื่อถือของระบบและบริการด้านไฟฟ้าของกฟภ.

เช่น ช่วยในการเข้าถึงและปรับสมดุลระบบโครงข่ายไฟฟ้า (เพาเวอร์กริด) ได้แบบเรียลไทม์ ปรับปรุงการใช้ไฟฟ้าและการประหยัดพลังงานไฟฟ้าอย่างเหมาะสม รวมไปถึงระบบการใช้มิเตอร์วัดการใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ AMI (Advanced Metering Infrastructure)
“มิเตอร์วัดการใช้ไฟฟ้า AMI หรือที่เรียกว่า “สมาร์ทมิเตอร์”

จะค่อยๆ เข้ามาแทนที่มิเตอร์รุ่นเก่าในอนาคต ซึ่งไม่เพียงจะสามารถวัดอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าได้เท่านั้น แต่ยังสามารถระบุช่วงเวลาการใช้งานระหว่างวันได้อีกด้วย สมาร์ทมิเตอร์ดังกล่าวใช้ช่องทางการสื่อสารแบบสองทาง สามารถถ่ายโอนข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและค่าไฟระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้าและการไฟฟ้าได้

ทั้งยังเอื้อต่อการดำเนินโครงการรณรงค์ประหยัดพลังงาน ซึ่งท้ายที่สุดเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้กฟภ. สามารถลดค่าใช้จ่ายในด้านต้นทุนการเป็นเจ้าของลงได้มากถึง ร้อยละ 25″

ด้าน มร. หู กัง หัวหน้าฝ่ายขายกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของหัวเว่ย กล่าวว่า ความร่วมมือกับ กฟภ. นับเป็นการส่งเสริมและเป็นจุดเริ่มต้นของศึกษาและวิจัยการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย และขยายออกสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยศูนย์นี้เป็นศูนย์แรกของภูมิภาคนี้ ซึ่งในเบื้องต้นหัวเว่ยได้ลงทุนในด้านฮาร์ดแวร์ แต่ต่อไปจะมีส่งบุคลากรเข้ามาให้ความรู้ ช่วยให้คนในอุตสาหกรรมนี้จะเข้ามาใช้งานร่วมกัน ถือเป็นแหล่งระดมแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีไฟฟ้าเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์สู่คนไทยทุกคน

“ศูนย์นวัตกรรม กฟภ. จะกลายเป็นจุดหมายสำคัญด้านบริการที่ตอบสนองความต้องการด้านไฟฟ้าภายในประเทศได้ดียิ่งขึ้น และเรามั่นใจว่าศูนย์แห่งนี้จะมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปในทิศทางเดียวกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล

หลังจากก่อนหน้านี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ใช้โซลูชัน Smart Grid ของหัวเว่ย ในการสร้างเครือข่ายผลิตไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ทำให้เกิดการพัฒนาด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะอย่างรวดเร็ว ซึ่งกฟภ.ถือเป็น Strategic Partner ที่สำคัญของหัวเว่ย”