ทีเอ็มบี คาดการณ์เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง ขยายตัวกว่า 4.5% ตลอดปี 61

Hits: 98

ทีเอ็มบี มองเศรษฐกิจไทยปี 61 เติบโตต่อเนื่อง เหตุปัจจัยไตรมาสแรกทุกองค์ประกอบเศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ดีเกินคาด เกิดอัตราเร่งขยายตัวกว่า 4.5% พร้อมหนุนทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และเงินบาทแข็งค่า รอการกลับมาของภาคส่งออกและการท่องเที่ยว

นายนริศสถาผลเดชา ผู้บริหาร TMB Analytics เผยเศรษฐกิจไทยปี 61 มีแนวโน้มขยายตัวได้ 4.5%จากแรงส่งของทุกองค์ประกอบเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่โตดีกว่าคาดที่สำคัญคือการกลับมาของการลงทุนภาคเอกชนเสริมภาคส่งออกและท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

นอกจากนี้ คาดว่าธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีทิศทางดีขึ้นต่อเนื่อง สินเชื่อและเงินฝากเติบโตดี ขณะที่ NPLได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 60 และมีแนวโน้มลดลงในปีนี้แนะระวังสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นNPL เพิ่มขึ้น

“TMB Analytics ปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 61เพิ่มขึ้นเป็น 4.5%จากเดิมมอง 4.2%ในช่วงต้นปี”สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกที่เติบโตแข็งแกร่งและปัจจัยหนุนจากแรงส่งของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก”กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF)

คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัวต่อเนื่องที่3.9% สอดคล้องกับเครื่องชี้ของประเทศเศรษฐกิจหลักทั้งภาคการผลิต การค้าและการบริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยหนุนการส่งออกของไทยมีทิศทางสดใสต่อเนื่อง ประกอบกับผลของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น

โดยคาดราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยที่ 71 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล จากเฉลี่ย55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลในปีที่ผ่านมาส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ที่มีสัดส่วนรวมกันคิดเป็น 25%ของมูลค่าการส่งออกรวมขยับสูงขึ้นไปด้วย

ทำให้ภาพรวมการส่งออกในปี 61จะเติบโตจากปัจจัยบวกทั้งราคาและปริมาณที่เติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยคาดมูลค่าส่งออกจะเติบโตได้ถึง 8.6%(สูงกว่าเดิมที่ 4.8%)

ในส่วนของเครี่องยนต์เศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง คาดว่าจะเห็นการลงทุนเอกชนขยายตัวเร่งขึ้น สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันมา 6 ไตรมาส ผนวกด้วยหลายปัจจัยหนุนทั้งอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาพรวมปรับสูงขึ้น

โดยล่าสุดอยู่ที่ระดับ 68 นำโดยอุตสาหกรรมส่งออก อาทิ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้นแตะระดับ80 สอดคล้องกับความเชื่อมั่นภาคธุรกิจดีต่อเนื่องการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่สำคัญคือการประกาศใช้พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ซึ่งช่วยผ่อนคลายข้อจำกัดการลงทุนหลายด้าน

นอกจากนี้ยังได้รับผลดีจากการลงทุนภาครัฐที่แม้ว่าอาจเห็นอัตราขยายตัว 8.5%แผ่วลงจากที่คาดไว้ซึ่งเป็นผลจากการเบิกจ่ายในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณต่ำกว่าคาด ขณะที่การลงทุนส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ EECเริ่มมีความคืบหน้า อาทิ มอเตอร์เวย์ช่วงพัทยา-มาบตาพุดที่อยู่ระหว่างขั้นตอนก่อสร้าง โดยคาดเห็นเม็ดเงินโครงสร้างพื้นฐานในปีนี้ 3.6 หมื่นล้านบาท

การท่องเที่ยวสดใสต่อเนื่อง คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 61 เพิ่มขึ้นเป็น 38.5 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 9%เป็นการเติบโตจากแทบทุกตลาดนักท่องเที่ยวอย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในแง่ภาพรวมโครงสร้างรายได้ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงถึงการบริโภคภาคเอกชน

พบว่า 80%ของรายได้รวมท่องเที่ยวกระจุกอยู่ใน 6จังหวัด(กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, ชลบุรี, กระบี่, สุราษฎร์ธานี, เชียงใหม่)ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เหลือ 20% หรือ 71 จังหวัดเป็นไทยเที่ยวไทย ทำให้เม็ดเงินรายได้ท่องเที่ยวไม่กระจายไปสู่ภูมิภาคเท่าที่ควร

เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวการบริโภคภาคครัวเรือนในส่วนภูมิภาค ทั้งนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจ ได้แก่ โรงแรม สถานบันเทิง ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกและการขนส่ง

หลายปัจจัยหนุนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัฎจักรการบริโภคสินค้าคงทนเริ่มกลับมาหลังจากปลดล็อคโครงการรถคันแรกรวมทั้งรายได้ภาคเกษตรที่ขยายตัวดีตามปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะข้าว อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และปัจจัยด้านราคาพืชหลักที่สูงขึ้น ได้แก่ ข้าวและมันสำปะหลัง อย่างไรก็ดี การบริโภคในภาพรวมยังไม่เป็นระดับที่เข้มแข็ง ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากหนี้ภาคครัวเรือน แม้ปรับลดลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง

ในด้านตลาดการเงินเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวชัดเจน เงินเฟ้อทยอยปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน หนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นจาก 1.5% สู่ระดับ 1.75% ในปี 61 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคที่เห็นการปรับขึ้นของอินโดนีเซีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท TMB Analytics มองว่ายังคงเป็นไปในทิศทางแข็งค่าต่อเนื่องจากปีก่อนสิ้นปีมีโอกาสอยู่ที่ 31.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยที่เข้มแข็งที่ได้รับอานิสงส์จากภาคส่งออกและการท่องเที่ยว ขณะที่การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน

และคาดว่าดอลลาร์ที่แข็งค่า ณ ปัจจุบันอยู่ในช่วง 31.9-32.2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะเป็นในระยะสั้นสอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีและแนวโน้มเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่มีแนวโน้มที่ดอลลาร์จะอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของปีจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่องการขาดดุลงบประมาณและดุลการค้า

“ส่วนการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในปี 61มีแนวโน้มดีขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาครัฐ”สินเชื่อโดยรวมมีแนวโน้มขยายตัว 5.5%เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมเล็กน้อยที่ 5.3%จากยอดสินเชื่อSME และสินเชื่อรายย่อยที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 6.9%และ 7.3%ตามลำดับ

โดย SME มีปัจจัยหนุนจากกำลังซื้อที่ปรับตัวดีขึ้นตามการบริโภคภาคเอกชน และการทยอยลงทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายมากขึ้น สินเชื่อรายย่อยนำโดยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งกลับมาเติบโตอีกครั้งหลังจากสิ้นสุดผลของมาตรการปลดล็อครถคันแรก และรายได้ภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ทยอยกลับมาเติบโตโดยได้รับผลดีจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และ EEC อย่างไรก็ดีต้นทุนดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำอาจทำให้บริษัทขนาดใหญ่ออกพันธบัตรตราสารหนี้แทนที่จะใช้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์

ในด้านคุณภาพสินเชื่อ เรามองว่าสัดส่วนNPL ต่อสินเชื่อรวมได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มปรับลดลงในปี 61โดย 78% ของมูลค่า NPL อยู่ที่สินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อยอย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่ NPL จะลดลงตามการปรับดีขึ้นของเศรษฐกิจในส่วนของธุรกิจขนาดใหญ่และ SMEอย่างไรก็ตาม สินเชื่อที่อยู่อาศัยยังมีแนวโน้ม NPL เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผลของการเร่งปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ด้านเงินฝากมีแนวโน้มขยายตัว 5.6% ปรับเพิ่มจากคาดการณ์เดิมเล็กน้อยที่ 5.5%โดยเงินฝากประจำกลับมาเติบโตที่ 3%หลังจากหดตัวมา 3 ปีติดต่อกันซึ่งเป็นไปตามทิศทางการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย1 ครั้งในปี 61และความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามจากการเติบโตเงินฝากที่มากกว่าความต้องการสินเชื่อในปีนี้ คาดว่าจะทำให้สภาพคล่องธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อมองสภาพคล่องโดยรวมแล้ว เรายังมีสภาพคล่องเหลือกว่า 12ล้านล้านบาท” นายนริศ กล่าวสรุป