เปิดกลยุทธ์รุกตลาดครึ่งปีหลังของ ‘ไปรษณีย์ไทย’ หลังโดนรบทุกด้าน

Hits: 134

ไปรษณีย์ไทยเปิดรายได้ 5 เดือนแรกได้กำไรเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 40 ล้านบาท หรือได้แล้ว 1,621 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 4,000 ล้านบาท พร้อมปรับกลยุทธ์รุกตลาดในทุกด้านเพื่อเพิ่มรายได้และรับมือกับคู่แข่งที่เติบโตขึ้น

เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดขนส่งและกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เริ่มต้นด้วยการปรับอัตราค่าบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือ EMS ในประเทศ สำหรับสิ่งของฝากส่งที่มีพิกัดน้ำหนัก ตั้งแต่ 3 – 20 กิโลกรัม

โดยบริการขนส่งด่วนในประเทศมีการแข่งขันสูงและมีการเติบโตโดยเฉลี่ยใน 2 – 3 ปีนี้ ประมาณ 18% ซึ่งบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ EMS ของไปรษณีย์ไทยเป็นบริการหลักที่สร้างรายได้และมีปริมาณงานสูง และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ไปรษณีย์ไทยจึงจำเป็นจะต้องรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มลูกค้าใหม่ ซึ่งในปัจจุบันการส่ง EMS กับทางไปรษณีย์นั้นกว่า 93% เป็นสินค้าที่น้ำหนักไม่เกิน 3 กิโลกรัม ดังนั้นการลดราคาในครั้งนี้น่าจะทำให้มีของชิ้นใหญ่เข้ามามากขึ้น และเป็นการสร้างรายได้ในกลุ่มนี้ให้เติบโตมากขึ้น

“ปีนี้อีเอ็มเอสครบ 32 ปี เราจึงจะทำการคืนกำไรให้ประชาชนจึงมาดูเรื่องราคา พบว่าในการส่งสินค้าในช่วงแรก -3 กิโลยังสามารถแข่งขันได้ จึงได้มาดูว่าช่วงไหนควรทำการลดราคา และพบว่าควรลดราคาไปรษณีย์ด่วนพิเศษ EMS ในประเทศ

เริ่มตั้งแต่การส่งที่มีพิกัดน้ำหนัก 3 กิโลกรัมถึง 20 กิโลกรัม โดยราคาที่ปรับลดเริ่มต้นที่ 5 บาท และลดสูงสุดที่ 115 บาท โดยมีผลวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไป นอกจากนี้สำหรับงานที่ส่งสม่ำเสมอ ส่งประจำ ก็จะมีการลดราคาให้อีก

นอกจากนี้จะมีกล่องเหมาจ่ายที่ช่วยให้ลูกค้าประหยัดขึ้น ซึ่งการลดราคาลงนี้จะทำให้ไปรษณีย์ไทยสามารถแข่งขันกับคู่แข่งรายใหม่ได้”

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ทางด้านการขนส่งในส่วนของสินค้าชิ้นใหญ่นั้น จำเป็นต้องดูแลเพิ่มขึ้นและการใส่มอไซต์นำจ่ายไม่สามารถทำได้ จึงได้เตรียมรถยนต์นำจ่ายให้กับศูนย์ไปรษณีย์ทั่วประเทศ

ซึ่งหลังจากที่ได้ทดลองลดราคา EMS ตั้งแต่ 17 เมษายนจึงถึงวันนี้ก็พบแล้วว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน จึงช่วยทดแทนราคาที่ลดลงและไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้

สำหรับแผนรุกตลาดในครึ่งปีหลังนั้น ไปรษณีย์ไทยได้เตรียมเปิดคลังสินค้าที่หลักสี่ให้เป็นคลังอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ เป็นการแยกออกจากเดิมที่อยู่ร่วมจากคลังสินค้าอีเอ็มเอสเพื่อให้พื้นที่การทำงานไม่หนาแน่นเกินไป

และรองรับการเติบโตของตลาดนี้ โดยจะมีคลังสินค้าเพิ่มอีกในส่วนของแจ้งวัฒนะเป็นคลังสำเร็จรูป ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อรองรับสินค้าอีเอ็มเอสแทน ซึ่งนับจากนี้ไปรษณีย์ไทยจะเน้นดูแลลูกค้าเป็นกลุ่มๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ยังเตรียมบริการชำระเงินแบบ COD Cash On Deliverry เป็นการเก็บเงินปลายทาง ชำระได้ผ่านคิวอาร์โค้ดได้ ซึ่งได้ร่วมมือกับบริษัททูซีทูพีและคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเร็วๆ นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ในครึ่งปีหลัง

เพื่อสร้างความสะดวกสบายและความพึงพอใจให้กับลูกค้า นอกเหนือไปจากบริการพร้อมโพสต์ที่ได้กระจายทั่วประเทศไปแล้ว โดยยังได้มีการสร้างทีมขายไปดูแลลูกค้าข้างนอก ไปรับของถึงที่สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ส่งของในปริมาณมาก

“ถ้าเราวางกลยุทธ์ทั่วถึงก็จะทำให้ลูกค้าประทับใจ สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ก็จะช่วยรักษาฐานลูกค้าและสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังถือเป็นการกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ช่วยให้พวกเขาลดต้นทุนในการส่งสินค้า

และช่วยลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่ายในการฝากส่งได้อีกด้วย สำหรับเป้าหมายรายได้ในปีนี้ไปรษณีย์ไทยตั้งไว้ที่ 30,000 ล้านบาท โดยในช่วง 5 เดือนแรกรับรู้รายได้แล้ว 12,158 ล้าน บาท”