ซีบรา เทคโนโลยีส์ชี้อนาคตค้าปลีก ต้องพึ่ง Phygital ผสานข้อมูลโลกจริงและออนไลน์สู่ประโยชน์ธุรกิจ

ซีบรา เทคโนโลยีส์ชี้ “ฟิจิตอล” Phygital ตอบโจทย์แนวโน้มเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการค้าปลีกในประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีมือถือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับซัพพลายเชนกระบวนการทางธุรกิจ การศึกษาของซีบราแสดงให้เห็นว่ามีจำนวน 7 ใน 10 ของธุรกิจค้าปลีกในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกวางแผนที่จะลงทุนสำหรับ เทคโนโลยีทางด้านอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ (IoT) ภายใน ป 2564 เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้า

ช่วยให้สามารถนำเสนอการแสดงผลแบบเรียลไทม์ในทรัพย์สินขององค์กร ได้เผยการศึกษาเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของธุรกิจค้าปลีกประจำปี 2560 (Retail Vision Study) เนื้อหาจากการค้นคว้านี้เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มของเทคโนโลยีที่มีผลต่ออนาคตของอุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วโลกและเสริมสร้างประสบการณ์การใช้จ่าย

ไรอัน โกห์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซีบรา เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมธุรกิจค้าปลีกจะเข้ามามีบทบาทการใช้งานที่รวมกันระหว่างโลกทางกายภาพและโลกออนไลน์ หรือที่เรียกว่าระบบ “ฟิจิตอล” Phygital ในปัจจุบันผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีอีกทั้งมีความคาดหวังจากลูกค้าเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านการใช้จ่ายรูปแบบดิจิทัล การมองหาโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ค้ารายย่อยในการจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มทั้งหมด

สำหรับกระบวนการในรูปแบบ Omni-Channel เป็นการรวบรวมช่องทางทั้งหมดของธุรกิจไว้ด้วยกันเพื่อที่จะสนับสนุนเทคโนโลยีการมองเห็น (visibility technologies) จากคลังสินค้าไปยังร้านค้ารายย่อย ซึ่งเป็นวิธีการที่ตอบสนองความต้องการในการสั่งซื้อสินค้า การลำดับการจัดส่งด้วยความรวดเร็ว และสร้างประสบการณ์เฉพาะเจาะจงสำหรับลูกค้าแต่ละคน

ซีบรา เทคโนโลยีส์มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกแบบไดนามิก (Dynamic Retail) โดยนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อการใช้งานในทุกช่องทางที่จะมาพร้อมประสิทธิภาพที่สมบูรณ์แบบ อีกทั้งนำเสนอวิสัยทัศน์และการมองเห็นของการดำเนินงาน การลงทุนและการขนส่งของสินค้าด้วยเช่นกัน

ผลวิจัยทั่วโลกเผยให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสการทางเติบโตของกลุ่มธุรกิจรายย่อยในอนาคตอันใกล้ พร้อมเผยการวางแผนของอุตสาหกรรมที่จะมานำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ (IoT) มาปรับใช้งานได้มากยิ่งขึ้น ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ธุรกิจค้าปลีกคาดหวังให้การขายเปลี่ยนจากประเภท Brick-And-Mortar เป็นช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่การทำงานร่วมกันระหว่างแพลตฟอร์มแบบกายภาพและออนไลน์

ขณะที่อุตสาหกรรมค้าปลีกในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยยอดขายมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยอดขายด้านอีคอมเมิร์ซจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 20% ภายในปี 2563 และความต้องการสำหรับการสั่งซื้อก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกันและเสริมสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างแพลตฟอร์มแบบกายภาพและออนไลน์

ผลการศึกษาด้านวิสัยทัศน์ของธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2060 (APAC 2017 Retail Vision Study)

การช้อปปิ้งออนไลน์ยังคงมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายช่องทางการค้าปลีก สร้างความท้าทายให้กับผู้ค้าปลีกเพื่อนำเสนอระดับความสะดวกสบายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพื่อกระตุ้นความภักดีของลูกค้า ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก มีจำนวน 88% ของร้านค้ารายย่อย ที่จะได้รับการสนับสนุนการซื้อสินค้าออนไลน์ การรับ-ส่งสินค้า ที่จะมาถึงในอีก 4 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นการยกระดับการเพิ่มช่องทางการใช้จ่ายแบบครบวงจร

จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า 76% ของธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะสามารถกำหนดการเยี่ยมชมหน้าร้านสำหรับลูกค้าในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกส่วนมากจะทราบเมื่อมีลูกค้าเฉพาะกลุ่มอยู่ในร้านค้า ซึ่งสามารถทำได้ผ่านเทคโนลียี micro-locationing ที่จะช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถเก็บข้อมูล ความแม่นยำ และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า

โดยผู้ตอบแบบสอบถามในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก พบว่ามีธุรกิจค้าปลีกจำนวน 76% กำลังมองหาวิธีสร้างประสบการณ์ที่ลื่นไหลแก่ผู้ซื้อสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องสำหรับแก่ธุรกิจที่จะทำการผสานระบบอีคอมเมิร์ซและประสบการณ์ในร้านค้าเข้าด้วยกัน

อีกทั้งการเพิ่มความรวดเร็วทางการชำระเงินของธุรกิจค้าปลีกที่จะวางแผนลงทุนเพื่อการใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่และแท็ปเล็ต ในการเพิ่มช่องทางการชำระเงิน ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก มีจำนวน 86 % ของธุรกิจค้าปลีกจะใช้ mobile point-of-sale (MPOS) ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมจะนำมาใช้ภายในปี 2564 โดยสนับสนุนการสแกนและสามารถชำระเงินด้วยบัตรเครดิตและเดบิตในร้านค้าปลีกได้ทุกที่

“ฟิจิตอล” Phygital ผสานการเก็บข้อมูลทั้งด้านกายภาพและออนไลน์

ธุรกิจค้าปลีกในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกจำนวนกว่า 72 % มองว่าการจัดการทางด้านบิ๊ก ดาต้า (Big Data) มีความสำคัญต่อการดำเนินงานธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยธุรกิจค้าปลีกจำนวนมากคาดว่าจะเข้ามาลงทุนด้านการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ การวิเคราะห์ด้านซอฟต์แวร์เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูลอีกทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านราคา การวิเคราะห์ทางการใช้งานของกล้องถ่ายรูปและวิดีโอเพื่อการปฏิบัติงานอีกทั่งเป็นการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอีกด้วย

ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่ามีแหล่งที่มาอันดับต้น ๆของความไม่พึงพอใจของนักช้อป ประกอบด้วยราคาที่ไม่แน่นอนระหว่างร้านค้าต่างๆ และความไม่สามารถที่จะค้นหาสินค้าที่ตนชื่นชอบได้ อาจจะเป็นเพราะสินค้ามีจำนวนไม่เพียงพอหรือการจัดวางสินค้าผิดตำแหน่ง โดย 73% ของผู้ค้ารายย่อยวางแผนที่จะปรับเปลี่ยนและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ด้วย ความสามารถในการมองเห็นแบบเรียลไทม์ที่รองรับระบบเซ็นเซอร์และวิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ

Phygital