สิ้นหวัง!!!  กสท​ช.​กอดคอโอเปอร์เรเตอร์ปาหี่ประทับตราเอสเอ็มเอสกินตังค์​

Hits: 86

กรณี​ เอสเอ็มเอสกินตังค์​ ​แม้ว่าจะได้รับผลกระทบแบบไม่รู้ตัวในหมู่ผู้ใช้บริการ​และแพร่หลายมาอย่างยาวนาน​ หลายๆครั้งที่เราเห็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาแต่ก็ยังไม่เห็นผลลัพท์เท่าไหร่​

วันนี้นับเป็นอีกครั้งที่​ กสท​ช.เรียกผู้ให้บริการทั้ง3​รายหลักเข้าหารือ​ และออกแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้น​ แต่​Thereporter.asia ฟังแล้วทะแม่งๆอย่างไรไม่รู้​

เพราะท้ายที่สุดแล้ว​เหมือนเป็นการออกมาตรการเพื่อประทับตราความถูกต้องให้ผู้ให้บริการกลายๆไปซะอย่างงั้น

ก่อนเริ่มเรื่อง​ขออธิบายก่อนว่า​ บริการเอสเอ็มเอสที่ว่านั้นเป็นการให้บริการเนื้อหา​ ข้อมูล​ ข่าวสาร​ ตลอดจนการแจ้งเตือนต่างๆให้กับผู้ใช้บริการมือถือ​

ซึ่งเป็นระบบเก่า​ ก่อนที่จะเกิดกระแสสมาร์ทโฟนที่มือถือทุกเครื่อง​ สามารถเปิดรับข้อมูลผ่านระบบดาต้า​ หรือที่เราเข้าใจกันในชื่อ​ 3G, 4G นั่นเอง

หลังจากยุคดิจิทัลเข้ามา​ ระบบเอเอ็มเอส​ เริ่มตายไปอย่างน่าตกใจ​ เดิมทีเคยเปิดให้บริการ​ และเก็บค่าส่งข้อมูล​ข่าวสารแบบรายเดือน​ ตั้งแต่ราคา​29-59 บาทหรือมากกว่านั้นต่อบริการ​

ผ่านการสมัครด้วยการส่งโค้ดเข้าระบบ​ เช่นการกด *xxxxx*xxxx#​ เพื่อสมัครใช้บริการ​ ซึ่งสร้างมูลค่าไม่น้อยให้ผู้ผลิตเนื้อหาและผู้ให้บริการในสมัยนั้น

มาวันนี้เปลี่ยนไป​ การดูเนื้อหาผ่านสมาร์ทโฟน​ไม่ต้องเสียค่าบริการแต่อย่างใด​ ผู้คนเริ่มยกเลิกบริการ​ ระดับของการใช้งานข้อความสั้นเปลี่ยนรูปแบบมาสู่การแชทผ่านโปรแกรมต่างๆแทน

ยุคของการใช้บริการ​ เอสเอ็มเอสจึงสิ้นสุดลงอย่างทันที​ ​

มูลค่าน้อยเกินไป​ ผู้ให้บริการไม่ได้สนใจ

กลับมาที่ประเด็นของเราวันนี้​ ที่เริ่มตั้งแต่การออกตัวแรงของ​ กสท​ช.​ ที่เปิดอกว่า​ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่าน้อยเกินไป​ ซึ่งมีอยู่เพียงแค่หลักหมื่นบาทเท่านั้น​ ทำให้ผู้ให้บริการไม่ได้สนใจมากนัก

​นับเป็นความเข้าใจที่ไม่ได้ทำการบ้านมากพอของผู้คุมกฎอย่าง​ กสท​ช.​ เพราะข้อเท็จจริงข้างต้นเป็นการอ้างข้อมูลของผู้แจ้งความเสียหายต่อ​ สบท.​ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูและช่วยเหลือ​ กรณีเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้บริการโทรคมนาคมและผู้ให้บริการเท่านั้น​

เมื่อตัวเลขผู้แจ้งมีเพียงเท่านี้​ กสท​ช.​ ก็อนุมานเอาว่านี่คือตัวเลขทั้งหมดของความเสียหาย

แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะย้อนแย้งกับความเป็นจริงของมูลค่าบริษัทที่​ให้บริการด้านคอนเทนต์ข้อความสั้นเป็นอย่างมาก​

ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดบริษัทคอนเทนต์พาร์ทเนอร์รายหนึ่งมีรายได้จากการให้บริการกว่า​ 400 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา​ แม้ว่าสถานะการเอสเอ็มเอสจะไม่ได้รับความนิยมแล้วก็ตาม​

​งานนี้​ Thereporter.asia  เชื่อว่า​ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมทุกรายในประเทศไทย​ ไม่มีการผูกขาดการให้บริการคอนเทนต์เอสเอ็มเอสไว้เพียงแค่บริษัทเดียวเป็นแน่แท้​ ดังนั้นจำนวนของการให้บริการรูปแบบเอสเอ็มเอสข้อความก็จะต้องมีมูลค่ามากกว่า​ 400​ล้านบาท​ อย่างแน่นอน

หากสังเกตให้ดี​จะเห็นข้อสงสัยที่ว่า​ เมื่อบริการไม่มีคนใช้แล้ว​ เหตุไฉนมูลค่าของบริษัทคู่ค้าเหล่านั้นของผู้ให้บริการ​จีงยังมีรายได้เป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาทในปัจจุบัน​ คำตอบจึงไปอยู่ที่เศษเงินที่ท่าน​ กสท​ช.​ บอกว่ามูลค่าน้อยเกินไป​จนผู้ให้บริการไม่ได้สนใจ

นโยบาย​ 3773​ ส่งเรื่องแก้ไข

การรับรู้สาเหตุก็ใช้หลักการเดียวกัน​ นั่นคือการรับแจ้งจาก​ สบท​ ซึ่งเป็นหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม​ ที่เป็นหน้าด่านรับแจ้งเรื่องร้องทุกข์ของผู้ใช้บริการที่โดนเอารัดเอาเปรียบ​

แล้วส่งต่อพิจารณาภายใน​3​วัน​ เพื่อให้เอกชนดำเนินการภายใน​ 7 วัน​ หากไม่พอเพิ่มให้อีก​ 7​วัน​ และส่งเรื่องกลับให้ผู้ร้องรับทราบภายใน​ 3​ วัน​ รวมทั้งหมดสูงสุด​ 20​วัน

​จากขั้นตอนทั้งหมดจะเห็นได้ว่า​ กสท​ช.​ มีหน้าที่เพียงแค่ส่งเรื่องต่อจากเรื่องที่ร้องมา​ โดยไม่มีการค้นหาข้อมูล​ หรือหาต้นสายปลายเหตุเพิ่มแต่อย่างใด​

เนื่องจากต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน​ 3​ วัน​ เพื่อส่งต่อไปยังผู้ให้บริการ​ เมื่อเป็นเช่นนั้น​ ข้อเท็จจริงจึงขาดองค์ประกอบอีกหลายส่วนที่จะทำให้เกิดความขัดเจนได้

ขณะที่เมื่อส่งเรื่องให้ผู้ให้บริการแล้ว​ ผู้ให้บริการตอบกลับมา​ กสท​ช​ เองก็มิได้มีการสืบค้นสาเหตุหรือข้อเท็จจริงเพิ่มแต่อย่างใด​

ทำให้เรื่องราวที่เราเห็นเมื่อสิ้นสุดกระบวนการไม่ค่อยตอบโจทย์เท่าไหร่​ ซึ่งเรื่อง​เอสเอ็มเอส​กินตังค์​ ก็เป็นหนึ่งเรื่องที่ยืนยันได้ถึงกระบวนการทำงานเช่นนี้

โดยประเด็นนี้​ กสท​ช.ได้สั่งการให้ผู้ให้บริการ​ ส่งข้อความยืนยันหลังจากผู้ใช้บริการสมัครแล้วกลับไปให้ผู้ใช้บริการอีกครั้ง​ ภายในระยะเวลาที่กำหนด

พร้อมทั้งอธิบายขั้นตอนการยกเลิกที่ละเอียด​ครบทุกขั้นตอนหากเป็นการสมัครโดยไม่ตั้งใจ​เกิดขึ้น​ และให้เวลา​7​วันสำหรับผู้ให้บริการในการดำเนินการดังกล่าว

และแม้ว่าจะถูกถามถึงการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกสคลิปต์หน้าเว็บสมัครใช้บริการโดยไม่รู้ตัว​ หรือแม้กระทั่งรูปแบบการฝังตัวมากับสแปมเมล์​ และสแปมเอสเอ็มเอส​

เพื่อลวงให้กดเปิดดู​แล้วมัดมือเป็นการยินยันสมัครใช้บริการแบบอัตโนมัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​ กลับได้รับคำตอบว่ายังไม่ทราบ​ หากนักข่าวทราบช่วยส่งเรื่องมาให้เรา

งานนี้นักข่าวก็งงว่าตกลงคณะกรรมการไม่แสวงหาข้อมูลเป็นปกติวิสัย​หรือ​ ถึงต้องให้นักข่าวหาข้อมูลให้เพื่อประกอบการพิจารณาแทน

วิบากกรรมตกที่ผู้ใช้บริการ

ข้อความข้างต้นคงชัดเจนแล้วว่า​ เมื่อผู้ให้บริการ​ส่งข้อความยืนยัน​แล้ว​ หากผู้ใช้บริการ​ ไม่ได้สมัครใจให้กดยกเลิก​ ซึ่งจะมีผลทันที​ แต่ในความเป็นจริงแล้ว​ ไม่มีใครที่เปิดอ่านข้อความสั้นเป็นนิสัย​

และโดยเฉพาะผู้เฒ่า​ ผู้แก่​ที่ใช้งานเครื่องแบบฟีเจอร์โฟน​อยู่นั้น​ คงไม่ได้กดดูอย่างแน่นอน​ ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการบอกกลายๆว่า​ ”หากไม่ไม่กดยกเลิก​ ก็ต้องเห็นใจโอเปอร์เรเตอร์ด้วย” ตามคำบอกของ​กสท​ช.ในที่ประชุม

การออกมากอดคอของ​ กสท​ช.และผู้ให้บริการทั้ง​ 3​ รายจึงเหมือนเป็นการออกมาบอกว่า​ “ส่วนของฉันแก้ไขแล้วนะ​ ส่วนของผู้ใช้ก็ต้องปรับตัวด้วย​ ถ้าไม่ปรับก็อาจจะต้องจ่ายจริง” แบบกลายๆ

งานนี้คงต้องบอกเลยว่า​ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน​ ได้ประทับตราให้บริการเอสเอ็มเอสกินตังค์​ เป็นบริการสามารถเรียกเก็บค่าบริการได้อย่างถูกต้องแล้ว​

ก็ได้แต่หวังว่าหน่วยงานควบคุม​ จะเห็นความผิดปกติของโครงสร้างที่ผิดเพี้ยน​ ซึ่งนับว่าชัดเจนมาก​หากเปิดตามเพียงเล็กน้อย เนื่องจาก​ เอสเอ็มเอสเป็นบริการที่ตกยุคแล้ว​ สำหรับยุคดิจิทัล​ แต่กลับมีรายได้หลายร้อยล้านในพาร์ทเนอร์แต่ละรายได้อย่างไร​ แค่คิดก็สงสัย​แล้ว​ แต่กสท​ช​ กลับไม่สงสัยบ้างเลยหรอ

หรือวันนี้​ หน่วยงาน​ กสท​ช.​ ยังคงใช้เอสเอ็มเอสสื่อสารกันเป็นเรื่องปกติ​ เลยคิดว่าโลกภายนอกเขาก็ยังใช้อยู่เช่นกัน

#พลายอะตอม#