Ranger Raptor กระบะไฮโซที่จะบอกทิศทางการทำตลาดใหม่ของฟอร์ด

Hits: 91

นับตั้งแต่ฟอร์ดเปิดตัวกระบะภายใต้ชื่อเรนเจอร์รุ่นแรกๆ ผู้บริโภคในเมืองไทยก็มีโอกาสได้รู้จักกับรถกระบะสมรรถนะดี มีการเกาะถนนที่เหนือกว่าคู่แข่ง และที่สำคัญนำเสนอความปลอดภัยเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งตลาดในยุคนั้นยังไม่มีผู้เล่นรายใดเน้นในเรื่องนี้
ยังมีเพียงเบอร์ 1 และ 2 เท่านั้นที่เป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ จนเมื่อตลาดเริ่มเปลี่ยนไป เข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น ทำให้ความต้องการซื้อรถเปลี่ยนไป หันมาเน้นเรื่องเทคโนโลยีไฮเทคและความปลอดภัยมากขึ้น และผู้ผลิตต่างก็นำเสนอกระบะบ้าหลังที่พ่วงมาด้วยความปลอดภัยในแบบที่ใกล้เคียงกัน
ฟอร์ดได้เริ่มนำเสนอรถกระบะที่ดีไซน์สวยฉีกแนว ตามประสารถยนต์อเมริกันที่ดูแข็งแกร่ง ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะและการทรงตัวที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น และที่สำคัญได้นำเสนอรุ่นพิเศษอย่าง เรนเจอร์ ไวล์ดแทรค ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจคอรถกระบะที่ต้องการตัวแต่งที่เหนือกว่ารุ่นปกติ และมีความไฮเทคเข้ายุคเข้าสมัย ซื้อมาแล้วขับได้เลยโดยที่ไม่ต้องไปแต่งเพิ่มให้ดูเลอะเทอะ
ทำให้คู่แข่งต่างเริ่มปรับตัวตาม ด้วยการเพิ่มชุดแต่งจากโรงงานเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครทำได้ดีเท่าฟอร์ด และด้วยเรนเจอร์ ไวล์ดแทรค นี่เอง ที่ทำให้ฟอร์ดก้าวขึ้นมามียอดขายเป็นอันดับ 3 ในตลาดรถยนต์เมืองไทยในปัจจุบัน
ล่าสุดในการแนะนำฟอร์ดเรนเจอร์ แร็พเตอร์ และเปิดตัวมาพร้อมราคา 1,699,000 บาท สร้างความฮือฮาให้ตลาดอีกครั้ง ซึ่งนางสาวยุคนธร วิเศษโกสิน ประธาน ฟอร์ด อาเซียน และกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย บอกว่า เรนเจอร์แรฟเตอร์จะมาช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับฟอร์ด และเพิ่มยอดขายในตลาดใหม่
เพราะขณะนี้ตลาดรถยนต์เมืองไทยยังไม่มีรถประเภทนี้มาก่อน ถือว่าเป็นรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงจากโรงงานที่จะเข้ามายกระดับตลาดรถกระบะให้เปลี่ยนไป และที่สำคัญถือเป็นการแนะนำตัว ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ สำนักแต่งคู่บารมีของแบรนด์ฟอร์ด ให้เป็นที่รู้จักกัน
“สำหรับในปีนี้นั้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคเริ่มกลับมา ตลาดน่าจะโตขึ้นกว่าปีที่แล้ว และหลายแบรนด์ทำการตลาดมากขึ้น คาดว่าตลาดรถยนต์รวมในไทยจะเติบโตอยู่ที่ 920,000-950,000 คัน ซึ่งในปีที่แล้วฟอร์ดมีส่วนแบ่งการตลาด 12.2%
ดังนั้นการทำตลาดในปีนี้ฟอร์ดจะเน้นการรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด โดยเฉพาะในส่วนของกระบะเรนเจอร์ซึ่งในปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตถึง 45% ส่วนในปีนี้ฟอร์ดคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 14%”
สำหรับยอดขายของกระบะฟอร์ดในปีที่ผ่านมานั้นในจำนวนนี้แบ่งเป็นไวด์แทร็ค 25-30% ซึ่งปัจจุบันฟอร์ดมีโรงงานผลิตรถยนต์อยู่ 2 แห่ง คือโรงงานร่วมทุนเอเอที หรือ บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากการร่วมทุนระหว่าง บริษัทฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และ บริษัทมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และโรงงานของฟอร์ดเอง โดยในปีที่ผ่านมามีกำลังการผลิตอยู่ที่ 135,000 และ 180,000 คันตามลำดับ
นางสาวยุคนธร กล่าวว่า เมื่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดีขึ้น และดีขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการเปิดตัวสินค้าใหม่จะทำให้คนหันมาซื้อหันมามอง ดังนั้นการตลาดนับจากนี้ฟอร์ดจะเน้นรักษาตลาดที่เราแข็งแรงอยู่ ทรัค เอสยูวี โดยปีนี้เป็นปีที่น่าสนใจ สร้างให้เกิดความตื่นเต้นมากขึ้
ซึ่งสำหรับฟอร์ดเรนเจอร์ แร็พเตอร์ นั้นการสื่อสารการตลาด เราจะเน้นให้ผู้บริโภคได้เข้าใจถึงตัวรถที่มีฟีเจอร์มาให้มาก มีความแตกต่างและสมรรถนะที่แตกต่างจากกระบะทั่วไป ส่วนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวีนั้นยังเป็นเรื่องของอนาคต แต่ฟอร์ดก็ได้มีการพัฒนาในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และติดตามอยู่ตลอดเวลา
สำหรับเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มอบพละกำลังในการขับขี่ได้สูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตันเมตร พร้อมด้วยโช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของ Fox Racing Shox ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่ที่มาพร้อมระบบวัตต์ลิงค์และคอยล์โอเวอร์ช็อค
อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย รวมถึงระบบ Terrain Management System (TMS) สำหรับการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้นซึ่งรวมถึงโหมดบาฮาที่พร้อมรับกับการขับขี่ออฟโรด
เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมาพร้อมกับแผงกันกระแทกด้านล่างอันเป็นเอกลักษณ์ ช่วยปกป้องห้องเครื่องจากการกระแทกเมื่อมีการขับขี่แบบออฟโรด แผงกันกระแทกนี้ผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) ที่มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร และมีความทนทานสูงตามมาตรฐานของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) และมาพร้อม
ระบบสั่งงานด้วยเสียงซิงค์ 3 (SYNC 3) บนหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อบลูทูธและ Wi-Fi
ระบบแผนที่นำทางแบบสามมิติ (Navigation System) ฯลฯ
สำหรับรถยนต์คันต่อไปที่ฟอร์ดจะนำเสนอในลำดับต่อไปในส่วนของ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ นั้น Thereporter.asia คาดว่าน่าจะเป็นรถสปอร์ตอย่างฟอร์ด มัสแตง ที่มีข่าวลือว่าจะมาหลายรอบและมั่นใจว่าจะมาปีนี้แน่ๆ แต่จะเป็นเดือนไหนนั้นต้องลองติดตามกันต่อไป
ส่วนในรถยนต์รุ่นปกติในปีนี้ก็น่าจะเป็นการปรับโฉมฟอร์ด เรนเจอร์ ทั้งรุ่นปกติและไวด์แทร็ก สำหรับตลาดรถเก๋งนั้นในปีนี้ยังคงเลือนลาง แม้จะมีการเปิดตัวฟอร์ดโฟกัสใหม่ในตลาดต่างประเทศไปแล้ว แต่สำหรับตลาดไทยก็อาจจะต้องคิดอีกระยะ
แต่คาดว่าหากยังจะยังเล่นในตลาดรถยนต์นั่งนั้นก็แอบเชียร์เล็กๆ ว่าควรจะนำเข้าโฟกัสเวอร์ชันยกสูงเข้ามา เพราะรถยนต์ประเภทนี้ได้รับความนิยมพอสมควรในเมืองไทย
ส่วนตลาดที่จะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกคือตลาดของอีโคคาร์ ที่ฟอร์ดประเมินว่าตัวเองไม่สามารถทำได้จึงยกเลิกไป เพราะยังคงเจ็บหนักจากกรณีของฟอร์ดเฟียตต้าเจ้าปัญหาที่ทำให้ชื่อเสียงเป็นที่กระฉ่อน เช่นเดียวกับในกลุ่มของเอสยูวีคันเล็กอย่างฟอร์ดเอคโค่สปอร์ตที่ดำเนินนโยบายผิดมาตั้งแต่ทีแรก นำเครื่องและเกียร์ของเฟียตต้ามาใส่ ทำให้บางคันมีปัญหา
และเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วสมรรถนะเครื่องยนต์ก็สู้ไม่ได้ แม้จะยังมีกลุ่มที่นิยมรถยนต์ช่วงล่างเด่นแบบยุโรปเป็นฐานลูกค้าอยู่ ซึ่งหากนำเครื่องยนต์อีโคบูสมาใส่ตั้งแต่ทีแรก วันนี้ด้วยยอดขายและความนิยมอาจจะทำให้เราได้เห็นตัวไมเนอร์เชนจ์ที่สวยและมีเทคโนโลยีเด่นๆ มากขึ้นก็เป็นได้
ไม่ใช่พอถามถึงอนาคตของรถยนต์รุ่นนี้ ทีมผู้บริหารกลับตอบอะไรไม่ได้ นอกจาก “เราจะเน้นทำตลาดในกลุ่มรถยนต์ที่เราถนัดก่อน” แบบซ้ำมาซ้ำไปหลายๆ รอบ ทั้งที่ปัจจุบันก็ได้เพิ่มศูนย์บริการมากขึ้นอีกหลายแห่ง และชื่อเสียทางด้านบริการก็ลดลงค่อนข้างมาก ก็น่าจะลองกระตุ้นตลาดด้วยอะไรใหม่ๆ ดูบ้างก็คงไม่เสียหาย