ดีแทคตีเนียน ขอแจมเรื่องประมูลหลัง เอไอเอส และ ทรู แถขอผ่อนผันชำระค่าคลื่นฯ

Hits: 18

กลายเป็นดราม่ากันอีกรอบกับการขอผ่อนผันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ของทั้งค่าย เอไอเอส และ ทรู  ทั้งที่ก่อนหน้าในระหว่างที่ทำการประมูลนั้นทำการปั่นราคากันแทบไม่มีใครยอมใคร จนเมื่อมาถึงจุดที่ยังไม่พร้อมก็เดินหน้ากันมาขอผ่อนผัน ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ใช่ไม่จ่าย

แต่ขอยืดเวลากันสักนิด ขอนำเงินไปขยายการลงทุนในส่วนอื่นเพิ่มเติมก่อน ด้านดีแทคตีเนียนขอเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้องให้ทบทวนการประมูลคลื่นใหม่ แม้ว่าที่ผ่านมากสทช.จะทำหูทวนลมไม่ว่าแบรนด์นี้จะพูดอะไร

โดย เอไอเอส ให้เหตุผลของการขอผ่อนผันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ว่า หากได้รับการผ่อนผันจะช่วยให้สามารถนำเงินมาลงทุนขยายโครงข่ายระบบสื่อสารโทรคมนาคมด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี ดิจิทัลใหม่ๆ

เพื่อให้บริการลูกค้าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน อาทิ เทคโนโลยี 5G เทคโนโลยี IoT ซึ่งสอดคล้องกับการก้าวไปสู่นโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล แต่หากรัฐบาลไม่เห็นชอบผ่อนผันการชำระเงินบริษัทฯ ก็เคารพในการตัดสินใจของรัฐบาล

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ จำกัด กล่าวว่า การยื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ขอพิจารณาขยายเวลาผ่อนผันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ในงวดที่ 4 นั้น เนื่องจากราคาประมูลคลื่นดังกล่าวสูงกว่าการประเมินไว้ในตอนแรก

ซึ่งหากรัฐบาลมีมติให้ผ่อนผัน บริษัทฯ จะสามารถนำงบประมาณไปเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่านอื่นๆ ในครั้งต่อไปที่กสทช.กำหนดขึ้น และจะสามารถนำเงินมาลงทุนขยายโครงข่ายระบบสื่อสารโทรคมนาคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ ที่จะมีนวัตกรรมไปพัฒนาอุตสาหกรรม และธุรกิจต่างๆให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ

เช่นเดียวกับทรูฯ ที่ขอให้รัฐออก ม.44 ด้วยเหตุผลที่ว่าหากไม่ผ่อนผันจะทำให้เข้าประมูลรอบใหม่ได้ยาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังค้านหัวชนฝาว่าการประมูลรอบต่อไปต้องตั้งต้นราคาประมูลที่เท่ากับราคาครั้งสุดท้ายของรอบที่ผ่านมา

และก็เป็นฝ่ายที่ดันราคาประมูลขึ้นไปสูงจนธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกต้องหันกลับมามอง แต่ในวันนี้ก็ได้มาเรียกร้องให้รัฐบาลใช้วิธีพิเศษเพื่อช่วยเหลือเช่นเดียวกับที่เคยช่วยทีวีดิจิตอล

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เหตุผลที่บริษัทขอรัฐบาลให้ออก ม.44 เป็นเพราะเมื่อปีที่แล้วผูู้ประกอบการทีวีดิจิตอลก็ได้รับการช่วยเหลือ เพราะราคาประมูลทีวีดิจิตอล สูงกว่าราคาที่ตั้งไว้ 2 เท่า

ทรูจึงเห็นว่าเมื่อการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ที่ผ่านมามีราคาสูงกว่าราคาเริ่มต้นถึง 6 เท่า จึงน่าจะขอความช่วยเหลือจากรัฐได้ และการขอความช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รัฐเสียประโยชน์ เพราะบริษัทยังคงชำระค่าธรรมเนียมพร้อมดอกเบี้ย

“การอ้างว่าทรูฯทำให้เกิดเสียหายเป็นหมื่นล้านนั้นไม่เป็นความจริง ทรูได้วางแบงการันตีไว้กับกสทช.และธนาคารพาณิชย์เองก็เชื่อมั่นในศักยภาพทางการเงินของทรู เพราะดอกเบี้ยที่ กล่าวอ้างว่าควรเก็บ 15 % นั้น ในทีโออาร์ ระบุว่า เป็นดอกเบี้ยที่เกิดจากการผิดนัดชำระ

ทรูฯ จึงยื่นขอความกรุณาจากรัฐบาล โดยเฉพาะในประเด็นการขยายเวลาชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขอขยายระยะเวลางวดที่ 4 ที่ต้องจ่ายเงินที่เหลือทั้งหมด 60,000 ล้านบาท ออกเป็น 10 งวด และไม่จ่ายดอกเบี้ย ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว กสทช.และรัฐ จะช่วยด้วยการขยายงวดการชำระเหลือแค่ 5 งวด และ จ่ายดอกเบี้ยก็ตาม”

ส่วนการจะเข้าประมูลคลื่นรอบใหม่หรือไม่ขึ้นอยู่กับบอร์ด ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรทรูฯก็ยอมรับ และคงยอมรับว่าหากไม่มีการขยายเวลาในการชำระเงินออกไป การเข้าประมูลคลื่นความถี่ครั้งหน้าอาจจะลำบาก ถ้ารัฐบาลช่วยก็จะมีโอกาสเตรียมการลงทุนด้านอื่น

ด้านดีแทคได้อาศัยจังหวะนี้ในการเรียกร้องให้ กสทช. ทบทวนแนวทางประมูลคลื่น 1800 MHz อีกครั้ง หลังจากในครั้งก่อนต้องถอนตัวออกมาเพราะไม่สามารถสูู้กับราคาที่สูงเกินไปได้ ซึ่งการเรียกร้องครั้งนี้ถือเป็นการดิ้นอีกครั้งหลังจากที่กสทช.ยังคงดองความร่วมมือที่สำคัญกับทีโอที ที่จะทำให้ดีแทคมีลมหายใจที่ยาวขึ้น

โดยจะยังยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่ควรกำหนดราคาขั้นต่ำของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ (ราคาขั้นต่ำ) โดยอิงกับราคาชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz เมื่อปี 2558

ด้วยเหตุผลว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาคลื่นที่ผู้เข้าร่วมการประมูลรายหนึ่งที่เข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ทั้งย่าน 1800 MHz และย่าน 900 MHz ครั้งที่ผ่านมาไล่ราคาจนสูงผิดปกติ แล้วในที่สุดชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz แต่ไม่สามารถที่จะชำระเงินค่าประมูลคลื่นได้

และการกำหนดราคาขั้นต่ำที่สูงเกินไป จะมีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ในคราวนี้จะประสบปัญหาด้านการเงินดังเช่นที่เกิดขึ้นแล้วกับผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz ในคราวก่อน

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ประเทศอินเดียและบังคลาเทศคือตัวอย่างความล้มเหลวของการนำราคาชนะการประมูลครั้งก่อนมากำหนดเป็นราคาขั้นต่ำในครั้งต่อไป

ทำให้การประมูลล้มเหลวไม่สามารถประมูลคลื่นความถี่ได้ ซึ่งไทยน่าจะได้เรียนรู้ในเรื่องนี้ โดยการกำหนดราคาขั้นต่ำไว้สูงมากจะทำให้ไม่สามารถประมูลคลื่นได้ทั้งหมด ส่งผลให้คลื่นไม่ถูกนำมาใช้งานอย่างเต็มที่ ราคาคลื่นในปัจจุบันจึงควรกำหนดให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำคลื่นไปใช้ได้มากขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้บริการและสังคมโดยรวม

นอกจากนี้ยังควรกำหนดใบอนุญาตเป็น 9 ชุดคลื่นความถี่ ชุดละ 2×5 MHz เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประมูลแต่ละรายสามารถเลือกประมูลคลื่นความถี่ตามความต้องการของตนได้ และยังเป็นการลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ (หากมี) พิจารณาการเข้าลงทุนแข่งขันในการให้บริการ

เนื่องจากไม่ถูกบังคับให้ประมูลคลื่นความถี่ในขนาด 2×15 MHz ที่อาจสูงเกินความจำเป็นในระยะแรก นอกจากนี้ยังไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขการนำคลื่นออกประมูลโดยกำหนดให้จำนวนชุดคลื่นความถี่น้อยกว่าจำนวนผู้เข้าประมูล หรือที่เรียกว่า เงื่อนไข N-1 เพราะประเทศไทยยังจำเป็นต้องจัดสรรคลื่นความถี่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากเพื่อให้มีคลื่นความถี่ใช้งานได้ทัดเทียมประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ทั่วโลก

แต่เงื่อนไข N-1 จะยิ่งทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสที่จะนำคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz มาใช้อย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0

“จากการที่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) และบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) ได้ยื่นเรื่องขอผ่อนผันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz เมื่อเวลาผ่านมากว่า 2 ปี หลังจากการประมูลคลื่นความถี่ตั้งแต่ปี 2558 นั้น

เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้รับแรงกดดันจากภาระด้านการเงินที่สูงมาก ดังนั้น กสทช.จึงต้องพิจารณาทบทวนเงื่อนไขการกำหนดงวดและระยะเวลาการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และคลื่นความถี่ย่านอื่นๆ ในอนาคตเพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินเกินกว่าที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะแบกรับไหวตามที่เห็นสมควร”