ดีแทคเผยข้อมูลวิกฤตเด็กออนไลน์ หวั่นกระทบพัฒนาการบุตรหลานยุคดิจิทัลระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญชี้เด็กขาด “พื้นที่สีขาวบนอินเทอร์เน็ต” หวั่นกระทบการพัฒนาการเด็กยุคดิจิทัลระยะยาว พร้อมแนะพ่อแม่สร้างวินัยแก่เด็กก่อน 13 ปี ชู “ระบบคัดกรองเนื้อหา” ตัวช่วยสำคัญพ่อแม่ไซเบอร์

นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า พ่อแม่มือใหม่ในปัจจุบันต่างกับยุคเก่า โดยเฉพาะวัฒนธรรมการเลี้ยงดู เวลาที่น้อยลง เช่นเดียวกันก็ให้ความอิสระกับลูกมากขึ้น ปล่อยให้สำรวจสิ่งแวดล้อมผ่านเทคโนโลยี เปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้ด้วยตัวเองที่สูงขึ้นและรวดเร็ว ซึ่งเป็นไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงและยากที่จะหลีกเลี่ยง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พ่อแม่ควรตระหนักคือ การสอนให้รู้เท่าทัน ควบคุม และสร้างวินัยการเข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ตแก่เด็ก โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีลงมา เนื่องจากเป็นช่วงพัฒนาการทางสมองของเด็กในการจดจำ และยังสามารถควบคุมได้ ขณะที่เด็กที่อายุ 13 ปีขึ้น เป็นช่วงที่เข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งหากมีการควบคุมมากเกินไป อาจเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงได้

“อินเทอร์เน็ตเปรียบแหมือนตลาดที่เด็กสามารถเข้าไปช้อปปิ้งความรู้ ความสนุกสนาน ขณะเดียวกันก็มีทั้งของดีและของไม่ดีปะปนกัน ซึ่งเด็กอาจเข้าไปสัมผัสโดยไม่รู้ตัวได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาว เช่น ความรุนแรง บุคลิกภาพ หรือการล่อลวง ดังนั้น ระบบคัดกรองจึงเป็นสิ่งสำคัญในการให้พื้นที่สีขาวเด็กได้เรียนรู้เทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์” นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

ระบบคัดกรองอย่างแอปพลิเคชันประเภท Parental Control ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการจัดเตรียมพื้นที่สีขาวแก่เด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกัน ผู้ผลิตแพลตฟอร์มและคอนเทนท์ควรมีการจัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหา ตัวอย่างเช่นนโยบายการใช้งานของเฟสบุ๊กที่กำหนดให้ผู้ใช้ต้องมีอายุ 13 ปีขึ้นไป

นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า ภาครัฐควรตระหนักถึงปัญหาการขาดภูมิคุ้มกันการใช้อินเทอร์เน็ตที่ถูกต้อง ซึ่งควรมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้ทันสมัย ครอบคลุมถึงสื่ออินเทอร์เน็ตด้วย สร้างพื้นที่อินเทอร์เน็ตสีขาวให้กับเด็กก่อน 13 ปีมากยิ่งขึ้น ในต่างประเทศ ทั้งรัฐบาลและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต่างให้ความสำคัญกับพื้นที่สีขาว ถึงขั้นกำหนดเป็นนโยบายพื้นฐานในการบล็อกเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมแก่เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี

“ระบบคัดกรองเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเลี้ยงดูลูกยุคดิจิทัลเท่านั้น มากกว่านั้นเป็นหน้าที่ของครอบครัวในการให้ความเอาใจใส่ ให้ความรักความอบอุ่นแก่คนในครอบครัว” นพ.อดิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

นางอรอุมา ฤกษ์พิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า เด็กอายุระหว่าง 6-14 ปี มีแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น จาก 35.9% ในปี 2553 เป็น 61.4% ในปี 2559 โดยในกลุ่มเด็กที่ใช้อินเทอร์เน็ต 51.6% มีการใช้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งและ 47.4% ใช้ทุกวัน ขณะที่ระยะเวลาที่ใช้อินเทอร์เน็ต เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงต่อวัน

ขณะที่สถานที่ที่เด็กเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ โรงเรียน 82.8% สถานที่ต่างๆ 58.2% และบ้าน 48.4% นอกจากนี้ เด็กอายุ 6-14 ปี เสพเนื้อหาผ่านคอมพิวเตอร์เป็นอันดับ 1 ที่ 83.3% ตามด้วยสมาร์ทโฟนที่ 59% และแท็บเล็ต 18.1%

สำหรับกิจกรรมที่เด็กกลุ่มนี้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ ความบันเทิง ฟังเพลง ดูยูทูป ตามด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์ค อัพโหลดรูปภาพ ค้นหาข้อมูล การศึกษา รับส่งอีเมล และโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP)

นางอรอุมา กล่าวว่า จากข้อมูลข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การดูแลของพ่อแม่ย่อมมีจุดบกพร่อง โดยเฉพาะที่ยุคอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่ง ดังนั้น ระบบคัดกรองจึงเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากนี้ ความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีของพ่อแม่ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ตลอดจนการเท่าทันพฤติกรรมเด็กยุคใหม่

แนะพ่อแม่เปิดใจรับฟังและทำกิจกรรมร่วมกัน

โดยพ่อแม่ควรเปิดใจคุยกับลูกต่อการใช้อินเทอร์เน็ต พูดคุยถึงพฤติกรรมตั้งแต่เด็กเริ่มมีพัฒนาการในการจดจำ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ จากนั้นจึงหาโอกาสพูดคุย อภิปรายระหว่างทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ขณะดูโทรทัศน์ เล่นแทบเล็ต ซึ่งจะทำให้เกิดการซึมซับข้อมูล

นอกจากนี้ พ่อแม่ยังควรเป็นผู้ฟังและผู้สื่อสารที่ดี อธิบายให้ชัดเจนถึงการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์ และที่สำคัญ พ่อแม่ควรตั้งกติกาในการออนไลน์ เพื่อสร้างพฤติกรรมและวินัยที่ดีแก่เด็ก

ดีแทค มุ่งมั่นส่งเสริมและสร้างภูมิคุ้มกันการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย ภายใต้โครงการ Safe Internet ซึ่งได้ดำเนินการเป็นระยะเวลาราว 3 ปีถึงปัจจุบัน และจะดำเนินการอย่างเข้มข้นในการพัฒนาทุนมนุษย์ด้านดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ประเทศไทย 4.0