ทีโอทีเผยสัญญาคลื่น 2100 กับเอไอเอสเพิ่มลูกค้ามือถือจาก 1 แสนเป็น 2 ล้านราย

Hits: 37

เซ็นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับสัญญาที่ยืดเยื้อกันมากว่า 2 ปี กับการเช่าใช้อุปกรณ์และโรมมิ่งคลื่น 2100 MHz ระหว่าง ทีโอที กับเอไอเอส การปลดปล่อยพันธการครั้งนี้จะทำให้ทีโอทีมีรายได้ 3,900 ล้านบาทต่อปีจนถึงปี 2568 และมีลูกค้า MVNO เพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านราย ภายใน 2-3 ปีนี้ จากปัจจุบันมีลูกค้าแค่ 100,000 ราย

ผลของสัญญานี้จะทำให้ทีโอทีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจโดยการใช้ทรัพย์สินเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยให้แผนการแก้ไขปัญหาองค์กรประสบความสำเร็จเร็วขึ้น และจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยพลิกฟื้นองค์กรให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกเหนือไปจากการรอเป็นพันธมิตรกับดีแทคในคลื่น 2300 MHz ซึ่งจะทำให้ทีโอทีสามารถลืมตาอ้าปากได้มากกว่าเดิม และสามารถมีผลประกอบการที่เป็นกำไรขึ้นมาได้ ส่วนเอสไอเอสนั้นด้วยสัญญานี้จะช่วยให้การบริหารจัดการโครงข่ายเพิ่มศักยภาพการบริการด้านดิจิตอลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มสปีดอินเตอร์เน็ตได้ 100%

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า การลงนามการเช่าใช้อุปกรณ์และโรมมิ่งคลื่น 2100 MHz ระหว่างทีโอทีกับเอไอเอสที่เพิ่งดำเนินการไปนั้น เริ่มต้นมาจากเมื่อกลางปี 2558 คณะกรรมการบริษัททีโอทีได้มีมติเลือกเอไอเอส เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ

จากนั้นได้มีการส่งร่างสัญญาให้อัยการสูงสุดอ่าน และระหว่างที่รอซึ่งระหว่างที่รออัยการสูงสุดตอบกลับนั้น ในช่วงกลางปี 2559 จึงได้เริ่มทดสอบระบบ ผ่านมาจนเดือน พ.ย. 2560 เมื่ออัยการสูงสุดตอบกลับมาว่าสามารถทำได้ การเซ็นสัญญาครั้งนี้จึงเกิดขึ้น

“การเซ็นสัญญาครั้งนี้นอกจากจะช่วยขยายบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ ทีโอที และบริการที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ แล้ว ยังลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศ สนับสนุนต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่สำคัญยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสให้องค์กรอยู่รอดและสร้างความเข้มแข็งให้กับทีโอทีอีกด้วย”

โดยการลงนามในสัญญาพันธมิตรธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่นความถี่ 2100 MHz จำนวน 15 MHz กับบริษัท แอดวานซ์ ไวเลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (AWN) และบริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบรนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด (SBN) ในเครือบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส นั้น ได้ลงนามใน 2 สัญญา

คือ สัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์เพื่อให้บริการโทรคมนาคม และสัญญาการใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ (Roaming) อายุสัญญา 10 ปี ตั้งแต่พ.ศ.2558-2568 โดยทีโอทีจะรับรู้รายได้จากส่วนนี้ 3,900 ล้านบาทต่อปีตลอดอายุสัญญา

ทั้งนี้ กลุ่มเอไอเอสจะเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมดตามมาตรฐานที่ทีโอทีกำหนด โดยจำนวนความจุโครงข่ายจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ อัตรา 20% ทีโอทีดำเนินการทำตลาดเองซึ่งนำไปพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการลูกค้ารวมถึงการนำไปให้บริการแก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โครงข่ายเสมือน (MVNO)

โดยปัจจุบันมีอยู่แล้ว 3 ราย และ 80% เป็นของกลุ่มเอไอเอสใช้บริการโรมมิ่งสัญญาณภายในประเทศ ซึ่งทีโอทีตั้งเป้าลูกค้าโมบายไว้ที่ 2 ล้านราย ภายใน 2-3 ปีนี้ จากปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 100,000 ราย

ส่วนสัญญาการเช่าใช้เสาสัญญาณนั้น ยังคงต้องหารือในเรื่องของรายละเอียดและรูปแบบของการทำสัญญา ซึ่งมีหลายวิธี อาทิ จะทำรูปแบบเดียวกับที่บมจ.กสท โทรคมนาคมทำร่วมกับบมจ.โทเทิ่ล แอ็คแซส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค (DTAC) ก็สามารถทำได้ซึ่งการถือหุ้นก็คงอยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ 51% และ 49% อย่างไรก็ตามจะพยายามสรุปให้แล้วเสร็จและลงนามในสัญญาให้ได้ภายในสิ้นปี 2561นี้

ด้านนายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า การเซ็นสัญญาครั้งนี้ถือว่าเป็นผลดีต่อทั้ง 2 บริษัทและผู้ใช้บริการ โดยเอไอเอสจะสามารถบริหารจัดการโครงข่ายเพิ่มศักยภาพการบริการด้านดิจิตอลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมั่นใจได้ว่าหลังจากนี้ไปความเร็วอินเตอร์เน็ตที่ลูกค้าได้รับจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรือ 100% แน่นอน เพราะขณะนี้มีสถานีฐานรองรับการใช้บริการอยู่แล้วกว่า 20,000 สถานี