ไมโครซอฟท์ ลงทุนพัฒนาโซลูชั่น Agri-Tech ยกระดับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

ไมโครซอฟท์ จับมือ บีทามส์ โซลูชั่น จำกัด ยกระดับ Agri-Tech ของไทย พัฒนาแอปพลิเคชั่น Internal Control System (ICS) หรือการตรวจรับรองมาตรฐานภายใน เพื่อการจัดเก็บข้อมูลด้านการเกษตรเพื่อการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทีย์ตามหลักสากล โดยพัฒนาด้วยไมโครซอฟท์ อาซัวร์ บนแพลตฟอร์มคลาวด์ พร้อมส่งมอบโซลูชั่นให้มูลนิธิสายใยแผ่นดิน นำร่องในพื้นที่ปลูกกาแฟใน 11 จังหวัดภาคเหนือกว่า 8,000 ไร่ ยกระดับสู่การออกใบรับรองมาตรฐานกาแฟอินทรีย์ได้รวดเร็วขึ้นจาก 4 เดือนเหลือเพียง 1 เดือน

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับไมโครซอฟท์ ภารกิจของพวกเรา คือ เป็นกำลังสำคัญให้ทุกคนและทุกองค์กรในทุกมุมโลกได้บรรลุผลสำเร็จที่ดียิ่งกว่า ในการที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จ เราต้องทำให้ทุกคนบนโลกนี้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมกัน

เชื่อว่าแนวคิด “Public Cloud for Public Good (คลาวด์สาธารณะ เพื่อสาธารณประโยชน์) ของไมโครซอฟท์จะสามารถสร้างศักยภาพ ปกป้อง และสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับผู้ที่ใช้เทคโนโลยีได้ เพื่อการนำคลาวด์อัจฉริยะอย่างอาซัวร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศไทยในทุกๆด้านไปพร้อมๆ กับผู้คนในทั่วทุกมุมโลก”

ตลอดระยะเวลา 23 ปี ในประเทศไทย ไมโครซอฟท์ได้มุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อเป็นพันธมิตรในระยะยาวของประเทศไทย ไมโครซอฟท์ได้ร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงผลกำไรและองค์กรธุรกิจต่างๆ ในการนำเทคโนโลยีคลาวด์มาลดช่องว่างเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงผ่านเทคโนโลยีในประเทศไทย

ไมโครซอฟท์ ได้บริจาคซอฟต์แวร์รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 70 ล้านบาท ให้กับองค์กรไม่แสวงผลกำไรต่างๆ กว่า 430 แห่ง พร้อมการฝึกอบรมเทคโนโลยีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยให้องค์กรเหล่านั้นมีศักยภาพที่เพิ่มขึ้นในการทำงานหรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสได้ดียิ่งขึ้น

นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานในการเปิดงานส่งมอบเทคโนโลยีในครั้งนี้กล่าวว่า การพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจในภาคการเกษตรและการพัฒนาศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีเพื่อบุคลากรที่ทำงานในภาคเกษตรหรือ Agri-Tech

เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เราเชื่อมั่นว่าการทำธุรกิจผ่านระบบดิจิทัล จะเปรียบเสมือนการเสริมกำลังให้กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว

“เราเชื่อว่าการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีคลาวด์เพื่อสาธารณประโยชน์จากไมโครซอฟท์กับองค์กรไม่แสวงผลกำไรต่างๆ เช่น มูลนิธิเพื่อนศิลปะ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน หรือ พีดีเอ (PDA) สถาบันเชนจ์ฟิวชั่น รวมถึงมูลนิธิสายใยแผ่นดินในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านการเกษตร และนำไปสู่การทำการเกษตรแบบอัจฉริยะ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นรากฐานสำคัญที่จะยกระดับประเทศไทยให้มีบทบาทมากขึ้นในระดับสากล”

ด้านนายธีรสิทธิ์ อมรแสนสุข รองประธาน มูลนิธิสายใยแผ่นดิน กล่าวว่า มูลนิธิสายใยแผ่นดินได้รับความสนับสนุนจากไมโครซอฟท์ ด้วยแอพพลิเคชั่นการตรวจรับรองมาตรฐานภายใน Internal Control System (ICS) บนแพลตฟอร์มไมโครซอฟท์ อาซัวร์ เพื่อการตรวจสอบกระบวนการและผลผลิตกาแฟโครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่า

ความร่วมมือด้าน Agri-Tech

จากความร่วมมือในครั้งนี้ เราคาดการณ์ว่าแอปพลิเคชั่น ICS จะช่วยให้พนักงานของเราตรวจสอบพื้นที่สวน กระบวนการ ผลผลิตกาแฟและเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วให้แล้วเสร็จได้ในเวลาเพียง 1 เดือนจากเดิมที่ใช้เวลาถึง 4 เดือน ซึ่งนั่นหมายถึงการประหยัดเวลา 75%

ปัจจุบันมูลนิธิฯได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช และเกษตรกร 350 ครอบครัว ใน 9 หมู่บ้าน อนุรักษ์และฟื้นฟูป่ากว่า 8,000 ไร่ ใน 3 ป่าต้นน้ำของอุทยานขุนแจและลำน้ำกก โดยวิถีวนเกษตรอินทรีย์ มีกาแฟซึ่งสามารถปลูกได้โดยไม่ต้องไปตัดไม้ทำลายป่าและไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ เป็นพืชสร้างรายได้ในการทำงาน

การเข้าถึงข้อมูลผ่านเทคโนโลยีคลาวด์ ช่วยให้องค์กรของเราสามารถทำงานต่างๆ ได้สำเร็จรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ ประหยัดค่าใช้จ่ายและมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยเสริมความรู้ความเข้าใจให้แก่พนักงานและเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ช่วยปกป้องความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้ในระยะยาว

เราไม่เพียงแต่ต้องการให้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แต่เรายังต้องการผลักดันให้มีการพัฒนาพนักงานและเกษตรกรรวมไปถึงผู้นำชุมชนในด้านนวัตกรรมเพื่อร่วมกันนำความสามารถของทุกฝ่ายในแต่ละด้านมาพัฒนาคุณภาพของผลผลิตกาแฟของเราได้ เมื่อผลผลิตกาแฟมีการตรวจรับรองจากแอปพลิเคชั่นบนคลาวด์ และนำไปสู่การบริหารจัดการคุณภาพและการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและเพิ่มมูลค่าในตลาดเกษตรอินทรีย์มากขึ้นเท่าไหร่ การบรรลุผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพื่อการรักษาผืนป่าก็ยิ่งทวีความหมายต่อทุกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น

แต่ในขณะที่เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ยังมีอีกหลายอย่างที่เราจำเป็นต้องทำเพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีและการพัฒนาศักยภาพของการทำงานในที่ห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าต้นน้ำที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลอย่างจังหวัดเชียงราย ผมเชื่อว่าความมุ่งมั่นของไมโครซอฟท์ในการมอบเทคโนโลยีคลาวด์เพื่อสาธารณประโยน์ในครั้งนี้ จะสามารถทำให้เกิดการเข้าถึงและทำงานได้จริง

ด้านนายสนธยา สุธัมมสภา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ จาก บริษัท บีทามส์ โซลูชั่น จำกัด ผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่น Internal Control System (ICS) กล่าวว่า เทคโนโลยีคลาวด์ เป็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม เป็นกำลังให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ใด ก็สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม เช่น แอปพลิเคชั่น ICS ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ทั้งแบบออฟไลน์ ซึ่งข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในมือถือสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต และเมื่อออนไลน์ข้อมูลจะถูกส่งไปเก็บบนคลาวด์

โดยเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮบริดคลาวด์ ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่าง private cloud และ public cloud บน ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายและไม่ต้องลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานทางไอทีของระบบเอง

ความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในครั้งนี้ ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดการใช้กระดาษ ในกระบวนการผลิตกาแฟตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ พร้อมกับการเพิ่มผลผลิตโดยทำงานร่วมกันในโครงการรักษาป่าอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถนำระบบ ICS นี้ไปประยุกต์ใช้กับพืชเกษตรอินทรีย์ประเภทอื่นได้อีกด้วย

ทั้งนี้แอปพลิเคชั่น Internal Control System (ICS) เข้ามาช่วยเพิ่มคุณค่า (Value) ในกระบวนการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้ 3 ประการ คือ

  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการประยุกต์เทคโนโลยีคลาวด์ในการเก็บและประมวลผลข้อมูล – พนักงานสามารถป้อนข้อมูลได้โดยตรงผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ และไปเก็บในไมโครซอฟท์ คลาวด์สาธาณะ อาซัวร์ ทำให้ได้ฐานข้อมูลกลางที่ถูกต้อง และสามารถแชร์เพื่อการใช้งานร่วมกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์
  • ประหยัดเวลาและต้นทุนในขั้นตอนของการตรวจสอบตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ – ด้วยระบบประมวลผลอย่าง Microsoft SQL Database พร้อมใช้ Power BI เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลได้ทั้งแบบ Dashboard และ GIS ช่วยให้ผู้บริหารและทีมงานประเมินผล ทราบสถานะในกระบวนการในการจัดการทางเกษตรอินทรีย์ เพื่อที่จะบริหารจัดการได้อย่างทันเวลา และใช้ในการสร้างรายงานประกอบการรับรองมาตรฐานผลผลิตกาแฟ ทำให้เกิดการตรวจสอบและออกใบรับรองได้เร็วขึ้น
  • ในอนาคตมูลนิธิตั้งเป้าที่จะยกระดับมาตรฐาน โดยการนำเทคโนโลยี IoT ทางการเกษตรมาใช้บริหารจัดการช่วงเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบูรณาการข้อมูลจาก IoT แบบเรียลไทม์และประมวลผลผ่านทาง Microsoft’s IoT Hub Public Cloud โดยจะทำให้พนักงานสามารถมอนิเตอร์และควบคุมและจัดการปรับสภาพแวดล้อมต่างๆ ในสวนกาแฟได้แบบเรียลไทม์ สามารถดูแลสวนกาแฟได้อย่างทั่วถึง เพื่อให้ได้ผลผลิตเมล็ดกาแฟออร์กานิคคุณภาพดีเพิ่มขึ้นแบบยั่งยืน

โดยโซลูชั่นของการเก็บข้อมูลที่ใช้ระบบเอ็กซ์เซลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไมโครซอฟท์อยู่แล้ว ช่วยให้การใช้งานมีความคุ้นเคยและใช้งานง่ายขึ้นด้วย ขณะที่รูปแบบการนำเข้าข้อมูลก็เป็นการนำเข้าอย่างง่ายเนื่องจากระบบไมโครซอฟท์ อาชัวร์ มีการรองรับฐานข้อมูลแบบเอกซ์เซลเป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังเสริมการทำงานด้วยระบบ BI ที่ช่วยให้ฝ่ายตรวจสอบสามารถมอนิเตอร์การทำงานได้แบบทันที ช่วยให้แก้ไขสถานะการได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้แพลตฟอร์มของกาแฟอินทรีย์ Mivana นี้ยังนับว่ามีความเป็นโมเดลต้นแบบที่ครบสมบูรณ์ เนื่องจากมีตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ไล่ไปจนถึงการส่งไปขายยังต่างประเทศ แน่นอนว่าเมื่อเกษตรชนิดอื่นๆต้องการทำระบบแอปพลิเคชั่นเช่นนี้บ้าง ก็สามารถเขียนเงื่อนไขเพื่อเติม เพื่อใช้งานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของแต่ละชนิดเกษตรได้ทันที

และที่สำคัญในอนาคตยังจะพัฒนาระบบให้รองรับการนำอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เข้ามาช่วยเสริมการเก็บข้อมูลให้มีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น และที่สำคัญระบบคลาวด์ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ระบบ โดยเมื่อใช้ในเชิงพาณิชย์จริงก็สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแบบ Pay per Use หรือตามการใช้งานจริงนั่นเอง

Comments

Share This: